ความดันโลหิตสูง: รู้ทันอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา ป้องกันโรคหัวใจ | ความดันสูง

ภาวะความดันสูง: ภาพรวมและสิ่งที่ควรรู้

ความดันสูง เป็นภาวะที่ความดันของเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ค่าความดันโลหิตจะแสดงด้วยตัวเลขสองค่า เช่น 140/80 มิลลิเมตรปรอท โดยตัวเลขค่าบนคือความดันโลหิตซิสโตลิก (ความดันสูงสุด) และตัวเลขค่าล่างคือความดันโลหิตไดแอสโตลิก (ความดันต่ำสุด) ตามคำแนะนำล่าสุดจากสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรปและของไทย ถือว่ามีความดันโลหิตสูงเมื่อค่าความดันโลหิตซิสโตลิกเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตไดแอสโตลิกเท่ากับหรือสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท (ในขณะที่สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาพิจารณาว่าความดันโลหิตเท่ากับหรือสูงกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ถือเป็นภาวะความดันโลหิตสูง) ดังนั้น ค่าความดันโลหิตปกติควรต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตสูง: รู้ทันอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา ป้องกันโรคหัวใจ | ความดันสูง
ภาพประกอบหัวข้อ ความดันโลหิตสูง: รู้ทันอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา ป้องกันโรคหัวใจ | ความดันสูง

ภาวะนี้มักดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักตรวจพบโดยบังเอิญ หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงหลายประการ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ไตวาย และอื่น ๆ

โรคความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ทราบสาเหตุ) และโรคความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (โรคความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุชัดเจน) โรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็น 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด และไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะนี้ได้

ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต เป็นสถานการณ์ที่ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหันเกิน 180/120 มิลลิเมตรปรอท ภาวะนี้แบ่งออกเป็นสองประเภท: ภาวะความดันโลหิตสูงฉุกเฉินทางการแพทย์ และภาวะความดันโลหิตสูงเร่งด่วน ภาวะความดันโลหิตสูงฉุกเฉินทางการแพทย์ หมายถึงความดันโลหิตสูงกว่า 180/120 มิลลิเมตรปรอท และมีหลักฐานของการทำลายอวัยวะเป้าหมายแล้ว (เช่น ภาวะสมองบวมจากความดันโลหิตสูง, จอประสาทตาเสียหาย, ไตวายเฉียบพลัน, กล้ามเนื้อหัวใจตาย, การฉีกขาดของหลอดเลือดแดงใหญ่) ในขณะที่ภาวะความดันโลหิตสูงเร่งด่วนยังไม่มีการทำลายอวัยวะเป้าหมาย แต่ทั้งสองประเภทจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีและอย่างเหมาะสม

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

สาเหตุของภาวะความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักเช่นกัน

  • โรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ: ไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้

  • โรคความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ: สาเหตุที่อาจพบได้แก่

  • โรคไตต่างๆ: เช่น ไตอักเสบเฉียบพลัน, ไตอักเสบเรื้อรัง, นิ่วในไต, หลอดเลือดไตตีบ

  • โรคต่อมไร้ท่อ: เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต (Feochromocytoma), โรคคุชชิง, ภาวะอัลโดสเตอโรนสูง, ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด: เช่น ลิ้นหัวใจเอออร์ติกไม่ปิด (ทำให้ความดันโลหิตซิสโตลิกสูงเพียงอย่างเดียว), หลอดเลือดแดงเอออร์ตาตีบแคบ (ทำให้ความดันโลหิตแขนส่วนบนสูง), หลอดเลือดแดงแข็งที่ส่งผลต่อหลอดเลือดไต

  • ผลจากยาบางชนิด: เช่น ชะเอมเทศ, ยาคุมกำเนิด, ยาที่กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกบางชนิด

  • สาเหตุอื่นๆ: เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ, ความผิดปกติของระบบประสาท

อาการของภาวะความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการเฉพาะเจาะจงเป็นเวลานาน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบากเมื่อมีภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต หรืออาจมีอาการที่เกิดจากการทำลายอวัยวะเป้าหมาย เช่น ตาพร่ามัว เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออัมพาตครึ่งซีก (จากโรคหลอดเลือดสมอง) แต่เมื่อมีอาการเหล่านี้แล้ว มักบ่งชี้ถึงพยากรณ์โรคที่ไม่ดี

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง

  • เพศชาย

  • ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว

  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้

  • ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน

  • วิถีชีวิตที่ไม่ออกกำลังกาย

  • การสูบบุหรี่

  • พฤติกรรมการบริโภคอาหารรสเค็มจัด หรือมีโซเดียมสูง

  • ความเครียดและความตึงเครียดทางจิตใจ

  • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

  • โรคไตเรื้อรัง, โรคเบาหวาน, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง

  • ควบคุมอาหาร: ลดปริมาณโซเดียม (เกลือ), เพิ่มการบริโภคผักใบเขียว, ลดไขมันจากสัตว์และทดแทนด้วยน้ำมันพืช

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์

  • เลิกสูบบุหรี่

  • ลดน้ำหนักและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร

  • รักษารอบเอวไม่เกิน 90 ซม. ในผู้ชาย และไม่เกิน 80 ซม. ในผู้หญิง

  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • หลีกเลี่ยงความวิตกกังวล ความเครียดทางระบบประสาท ผ่อนคลายและพักผ่อนให้เพียงพอ

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการวัดความดันโลหิตตามขั้นตอนมาตรฐานที่สถานพยาบาล หรืออาจใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา (Holter monitoring) เพื่อติดตามความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง หรือวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้าน

  • หากวัดความดันโลหิตที่สถานพยาบาล: ถือว่ามีภาวะนี้เมื่อค่าความดันโลหิตเท่ากับหรือสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

  • หากวัดด้วยเครื่อง Holter: ถือว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงเมื่อค่าเฉลี่ยความดันโลหิตช่วงกลางวันเท่ากับหรือสูงกว่า 135/85 มิลลิเมตรปรอท และค่าเฉลี่ยความดันโลหิตช่วงกลางคืนเท่ากับหรือสูงกว่า 120/70 มิลลิเมตรปรอท

  • หากวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านหลายครั้ง: ถือว่ามีภาวะนี้เมื่อค่าความดันโลหิตเท่ากับหรือสูงกว่า 135/85 มิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตสูง: รู้ทันอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา ป้องกันโรคหัวใจ | ความดันสูง การดูแลเบื้องต้น
แนวทางสังเกตอาการและดูแลตัวเองเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจพบแพทย์

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต ไม่สามารถหยุดยาได้เอง จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรรอให้วัดความดันโลหิตแล้วพบว่าสูงก่อนจึงจะรับประทานยา เป้าหมายของการรักษาสำหรับผู้ป่วยทุกคนคือการลดความดันโลหิตลงให้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม อาจต้องลดความดันโลหิตให้ต่ำลงถึง 130/80 มิลลิเมตรปรอท การใช้ยาจะต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่:

  • กลุ่มยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium channel blockers): เช่น amlodipine, nifedipine, felodipine… อาจมีผลข้างเคียงคือเท้าบวม, หัวใจเต้นเร็วจากปฏิกิริยาตอบสนอง ไม่ควรใช้ยา nifedipine อมใต้ลิ้นเพราะอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็วเกินไป

  • กลุ่มยาในซีบีเตอร์/ยาปิดกั้นตัวรับแอนจิโอเทนซิน 2 (ACE inhibitors/AT1 receptor blockers): เช่น lisinopril, captopril, Valsartan, Losartan… มักช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างนุ่มนวล อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่ม ACE inhibitors อาจทำให้เกิดอาการไอแห้งได้ ส่วนยาในกลุ่มปิดกั้นตัวรับมักไม่ทำให้ไอ แต่มีราคาสูงกว่า แต่ประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกัน

  • กลุ่มยาเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blockers): เช่น metoprolol, bisoprolol… ควรเริ่มต้นใช้ยาจากปริมาณน้อยและค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้น

  • ยาขับปัสสาวะ: มียาหลายกลุ่ม แต่ที่นิยมใช้คือยาขับปัสสาวะในกลุ่มไทอะไซด์ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่และการเผาผลาญ

คำถามที่พบบ่อย

ความดันโลหิตสูงสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้ว ความดันสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลและควบคุมตลอดชีวิต แต่สามารถจัดการให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยาตามแพทย์สั่ง

หากไม่มีอาการ ควรรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตสูงหรือไม่?

แม้ไม่มีอาการ การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโรคความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่ยังคงทำลายอวัยวะภายในได้ ซึ่งการควบคุมความดันโลหิตจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในอนาคต

อาหารประเภทใดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง?

ผู้ป่วยโรคนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป, อาหารสำเร็จรูป, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ขนมขบเคี้ยว, อาหารรสจัด, และควรลดปริมาณเกลือและเครื่องปรุงรสต่างๆ ในการปรุงอาหาร

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง