ภาพรวมของโรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นภาวะที่หลอดเลือดซึ่งนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบตันหรือแข็งตัว มักเกิดจากการสะสมของคราบไขมัน (พลัค) บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร ภาวะนี้สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน การรักษาและการป้องกันที่ก้าวหน้าช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาวะหลอดเลือดหัวใจสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน (ซึ่งรวมถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิด ST segment elevation, ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิด Non-ST segment elevation และอาการเจ็บหน้าอกแบบไม่คงที่) และภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่
สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ
สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดหัวใจมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยมีสาเหตุสำคัญคือการก่อตัวของคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ:
-
การสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ: เมื่อคราบไขมันก่อตัวขึ้นในผนังหลอดเลือด จะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลงจนถึงระดับหนึ่ง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอาจแสดงอาการเจ็บหน้าอก หากคราบไขมันเกิดการปริแตกอย่างกะทันหัน จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการจับตัวเป็นลิ่มเลือด ซึ่งจะอุดตันหลอดเลือดหัวใจและนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
-
การหดเกร็งของหลอดเลือดหัวใจ: การหดตัวของหลอดเลือดหัวใจเฉพาะจุดหรือทั่วทั้งเส้นก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะนี้ได้
-
ความผิดปกติของหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กในหัวใจ: การทำงานที่บกพร่องของหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กเหล่านี้ก็ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดของหัวใจได้เช่นกัน
อาการแสดงของภาวะหัวใจขาดเลือด
อาการเจ็บหน้าอกหลักของโรคหลอดเลือดหัวใจมักแสดงออกด้วยลักษณะเฉพาะหลายประการ:
-
รู้สึกเจ็บแบบบีบรัด แน่น หรือกดทับ บริเวณหลังกระดูกหน้าอก อาจลามไปที่คอ กราม ไหล่ซ้าย และแขนซ้าย
-
อาการมักเกิดขึ้นเป็นประจำ และจะเพิ่มขึ้นเมื่อออกแรงมาก มีความเครียด หรือสัมผัสอากาศเย็น อาการเหล่านี้มักคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 3-15 นาที
-
อาการเจ็บหน้าอกจะดีขึ้นเมื่อพักผ่อน หรือเมื่อใช้ยาขยายหลอดเลือด เช่น ไนโตรกลีเซอรีน
หากมีครบทั้งสามลักษณะนี้ เรียกว่าอาการเจ็บแน่นหน้าอกแบบฉบับ หากมีเพียง 2 ใน 3 ข้อ ถือเป็นอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ไม่ใช่แบบฉบับ แต่หากมีเพียง 1 ข้อหรือไม่ตรงตามเกณฑ์เลย ควรพิจารณาสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ภาวะหลอดเลือดหัวใจ
อาการเจ็บหน้าอกที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นเรียกว่าอาการเจ็บแน่นหน้าอกแบบคงที่ แต่หากอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ในขณะพักผ่อน หรือเกิดขึ้นเมื่อทำกิจกรรมที่ปกติไม่เคยทำให้เจ็บหน้าอก เรียกว่าอาการเจ็บแน่นหน้าอกแบบไม่คงที่ การเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงที่นานเกิน 20 นาที ควรสงสัยว่ากำลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
ในผู้ป่วยสูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน อาการเจ็บหน้าอกอาจไม่ชัดเจนหรือไม่เป็นไปตามแบบฉบับ ผู้ป่วยบางรายอาจมาโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวโดยไม่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อน แต่การตรวจหลอดเลือดหัวใจกลับพบการตีบอย่างมีนัยสำคัญ กรณีเช่นนี้เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบไม่แสดงอาการ
ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะหัวใจและหลอดเลือด
-
เพศชาย
-
อายุมากขึ้น
-
การสูบบุหรี่
-
ภาวะอ้วน
-
ไขมันในเลือดสูง
-
การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ
การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

-
เลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
-
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหากมีน้ำหนักเกิน
-
ออกกำลังกายเป็นประจำ: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
-
เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผักและผลไม้สด ลดการบริโภคไขมันจากสัตว์ และเลือกใช้น้ำมันพืชแทน ลดอาหารแปรรูป และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เช่น ส้มตำปลาร้า หรืออาหารหมักดอง เพื่อสุขภาพที่ดีของหัวใจ
-
ควบคุมความดันโลหิต: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
-
ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
การวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด
สำหรับการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน:
-
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG): ควรทำทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เช่น ST segment elevation, ST depression หรือ T wave ที่สูงแหลมในระยะแรกเริ่ม
-
การตรวจเลือด: เอนไซม์หัวใจ Troponin T หรือ Troponin I เป็นตัวบ่งชี้การตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
-
การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจฉุกเฉิน: ในกรณีที่ไม่ชัดเจน อาจจำเป็นต้องทำการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจฉุกเฉิน เพื่อหาความผิดปกติของการเคลื่อนไหวผนังกล้ามเนื้อหัวใจเฉพาะที่
สำหรับการเจ็บหน้าอกเรื้อรังและคงที่:
-
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG): เป็นวิธีแรกที่จำเป็นในการวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดหัวใจ โดยอาจพบการเปลี่ยนแปลง เช่น ST depression แบบลงแนวราบ คลื่น T คว่ำ หรือคลื่น Q ที่แสดงถึงกล้ามเนื้อหัวใจตายเก่า หากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นขณะมีอาการ จะยิ่งยืนยันภาวะหัวใจขาดเลือด
-
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST): ทำการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่องขณะผู้ป่วยทำกิจกรรม เช่น เดินบนลู่วิ่งหรือปั่นจักรยาน เพื่อหาสัญญาณเปลี่ยนแปลงที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะนี้ หาก ECG ขณะพักปกติแต่สงสัยว่ามีภาวะนี้
-
การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจและอัลตราซาวนด์หัวใจขณะออกกำลังกาย: การตรวจ Doppler หัวใจอาจพบความผิดปกติของการเคลื่อนไหวผนังกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงหรือหายไปตามบริเวณที่หลอดเลือดหัวใจเลี้ยง หากอัลตราซาวนด์หัวใจปกติ อาจทำการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจโดยการให้ยา Dobutamine เพื่อเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ หากพบความผิดปกติของการเคลื่อนไหวขณะตรวจ ก็มีคุณค่าในการวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด
-
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Angiography): สามารถประเมินภาพหลอดเลือดหัวใจ ระดับการตีบ และตำแหน่งที่ตีบได้ อย่างไรก็ตาม อาจไม่แม่นยำในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจมีหินปูนเกาะจำนวนมาก
-
การฉีดสีสวนหัวใจ (Coronary Angiography): เป็นวิธีการที่ซับซ้อนและมีการรุกล้ำ โดยจะสอดสายสวนผ่านทางหลอดเลือด (เช่น หลอดเลือดแดงที่ข้อมือหรือขาหนีบ) ไปยังหลอดเลือดหัวใจ เพื่อถ่ายภาพและประเมินระดับการตีบ รวมถึงสามารถวัดค่า FFR และ IVUS ได้
-
การตรวจเลือดเพิ่มเติม: ตรวจเอนไซม์หัวใจ (Troponin T หรือ I, CK, CK-MB) เพื่อคัดกรองภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน และตรวจระดับไขมัน (Cholesterol, Triglyceride, LDL-C, HDL-C), น้ำตาลในเลือด (Glucose, HbA1C), การทำงานของตับและไต เพื่อวินิจฉัยโรคและปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่นๆ
แนวทางการรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจ
แนวทางการรักษาภาวะนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่
-
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST segment elevation: หากผู้ป่วยมีภาวะนี้และมาถึงโรงพยาบาลภายใน 12 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ จำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบฉุกเฉินด้วยการสวนหัวใจ โดยการสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณปลายแขนหรือขาหนีบ เพื่อขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวด (Stent) หากมาถึงล่าช้ากว่า 12 ชั่วโมง แต่ยังอยู่ภายใน 48 ชั่วโมง ก็ยังคงสามารถพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ได้
-
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด Non-ST segment elevation และอาการเจ็บหน้าอกแบบไม่คงที่: การรักษาจะพิจารณาจากระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยใช้คะแนน GRACE เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจกำหนดเวลาการสวนหัวใจ
การรักษาด้วยยาโดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เคยใส่ขดลวดหัวใจ หรือผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่ จะถูกกำหนดโดยแพทย์ผู้ดูแลเป็นรายบุคคล
ข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการเปิดหลอดเลือดซ้ำในผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่: หากการรักษาด้วยยาอย่างเต็มที่แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการสวนหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG) ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ การทำหัตถการเปิดหลอดเลือดซ้ำยังอาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจ 2-3 เส้น มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจหลักด้านซ้าย (Left Main Coronary Artery) มากกว่า 50% หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ผลการรักษาในระยะยาวดีขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากอะไร?
คำตอบ: สาเหตุหลักของภาวะนี้คือการสะสมของคราบไขมัน (พลัค) ในผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
คำถาม: อาการเจ็บหน้าอกที่ควรเฝ้าระวังมีลักษณะอย่างไร?
คำตอบ: อาการเจ็บหน้าอกที่ควรเฝ้าระวังมักมีลักษณะบีบรัด แน่น หรือกดทับบริเวณหลังกระดูกหน้าอก อาจลามไปที่แขนซ้าย ไหล่ หรือกราม มักเกิดขึ้นเมื่อออกแรง หรือมีภาวะเครียด และจะดีขึ้นเมื่อพักผ่อน หากมีอาการรุนแรง หรือนานเกิน 20 นาที ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
คำถาม: โรคหลอดเลือดหัวใจสามารถป้องกันได้หรือไม่?
คำตอบ: สามารถป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น เลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และจัดการกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงอย่างเคร่งครัด
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
