กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ: รู้ทันอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นภาวะทางการแพทย์ที่อันตราย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย รวมถึงเด็กเล็ก ภาวะนี้เกิดจากการอักเสบของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา หรือจากปัจจัยที่ไม่ติดเชื้อ เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ภาพรวมและความอันตรายของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบคือการอักเสบของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในบริเวณเฉพาะที่หรือกระจายไปทั่วหัวใจก็ได้ สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อ หรือจากสาเหตุที่ไม่ติดเชื้อ เช่น การแพ้ยา หรือโรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเนื้อเยื่อหัวใจของตนเองโดยไม่ตั้งใจ

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาการหัวใจ

ภาวะนี้อาจไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ เลย ไปจนถึงขั้นรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะนี้สามารถส่งผลต่อระบบควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตรายและควบคุมได้ยาก นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือช็อกจากการทำงานของหัวใจ และอาจก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขยายตัวผิดปกติและภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังได้ในระยะยาว

  • การอักเสบของหัวใจอาจมีลักษณะเป็นเฉพาะที่ หรือกระจายไปทั่ว หากการอักเสบกระจายไปยังเยื่อหุ้มหัวใจ ก็จะกลายเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับขอบเขตความเสียหายที่เกิดกับกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มข้างเคียง การลุกลามของความเสียหายอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ และบางครั้งก็เสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
  • ความเสียหายเฉพาะที่มักไม่ค่อยทำให้เกิดหัวใจล้มเหลว แต่สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้ ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับเยื่อหุ้มหัวใจทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก และอาการทั่วไปอื่นๆ ของเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แม้ว่าความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจจะเป็นแบบเฉพาะที่หรือกระจายก็ตาม

สาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันไป

สาเหตุจากปัจจัยติดเชื้อ:

  • ไวรัส: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ไวรัสค็อกแซคกี้ บี (coxsackie B), อะดีโนไวรัส (adenovirus), ไวรัสตับอักเสบ บีและซี (hepatitis B, C), HSV และ EBV การวินิจฉัยสาเหตุจากไวรัสมักทำได้ยาก
  • แบคทีเรีย: เช่น เชื้อสเตรปโตคอคคัส (streptococcus), สแตฟิโลคอคคัส (staphylococcus) และเชื้อคอตีบ (diphtheria)
  • เชื้อรา: เช่น แคนดิดา (candida) และแอสเปอร์จิลลัส (aspergillus)
  • ปรสิต: เช่น ทอกโซพลาสมา (toxoplasma) และ Trypanosoma cruzi

สาเหตุจากปัจจัยไม่ติดเชื้อ:

ยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มแอนทราไซคลิน (anthracycline) อย่าง Daunorubicin และ Adriamycin โคเคน คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) รวมถึงโรคบางชนิด เช่น โรคลูปัส (lupus) หรือ Takayasu และภาวะหลอดเลือดอักเสบชนิด Giant Cell ก็เป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดปัญหานี้ได้ หากผู้ป่วยกำลังใช้ยาอื่น ๆ เพื่อรักษาโรค ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาแพ้ยา หรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งรวมถึงการอักเสบของหัวใจ ยาที่อาจเพิ่มความเสี่ยงได้แก่ ยารักษามะเร็ง ยาปฏิชีวนะบางชนิด (เช่น เพนิซิลลินและซัลโฟนาไมด์) ยาต้านอาการชักบางชนิด และสารเสพติด เช่น โคเคน

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมีอันตรายสูง ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้สูงขึ้น เนื่องจากการสัมผัสสารที่เป็นอันตรายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในกลุ่มสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิต้านตนเอง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้าใจผิดและโจมตีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรง แทนที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคตามปกติ

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบชนิด Giant Cell

ภาวะนี้เป็นชนิดที่พบได้ยากและมักมีอาการรุนแรง สาเหตุยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับกลไกภูมิต้านตนเอง ผลการตรวจชิ้นเนื้อจะพบลักษณะของเซลล์ Giant Cell แบบ multinucleated ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ

อาการและการจำแนกประเภทของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

อาการของภาวะหัวใจอักเสบสามารถแสดงออกได้ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการปรากฏ หรืออาจแสดงอาการหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตราย อาการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค รวมถึงขอบเขตและความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้น

อาการที่พบบ่อย:

  • สัญญาณของการติดเชื้อ: มีไข้ เป็นหวัด ปวดเมื่อยตามตัว
  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจลำบาก ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ: เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะจาก ectopic beat (หัวใจห้องล่างเต้นก่อนเวลาอันควร) หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ (ventricular tachycardia)
  • ในกรณีรุนแรง อาจมีอาการของภาวะช็อกจากการทำงานของหัวใจ ซึ่งรวมถึงความดันโลหิตลดลง รู้สึกหนาวที่ปลายมือปลายเท้า ปัสสาวะน้อย หายใจลำบากต่อเนื่อง และอาจมีสัญญาณของภาวะปอดบวมน้ำเฉียบพลัน

การจำแนกประเภทของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ:

  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน: เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดใหม่จากการติดเชื้อไวรัส มักพบและสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างกะทันหัน มีผลกระทบต่อเด็กเล็กเป็นพิเศษเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง อาการรวมถึงเจ็บหน้าอกซ้าย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หายใจเร็วและลำบาก มีไข้ ผิวหนังและริมฝีปากเขียวคล้ำ และปวดเมื่อยทั่วร่างกาย
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบรุดหน้าเร็ว: เมื่ออาการต่างๆ เช่น มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก และเจ็บแน่นหน้าอก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากหายใจลำบากอย่างรุนแรงและเจ็บแน่นหน้าอกอย่างมาก อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่รุดหน้าเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอันตรายหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบชนิด Giant Cell: เป็นชนิดที่หายากและมีการดำเนินของโรคที่รุนแรงมาก สาเหตุยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่อาจเกี่ยวข้องกับกลไกภูมิต้านตนเอง อาการรวมถึงภาวะช็อก หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือภาวะหัวใจบล็อก โรคนี้มีพยากรณ์โรคที่ไม่ดีและจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยแยกโรคโดยเร็ว โดยเฉพาะในกรณีหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ไม่ตอบสนองต่อยา การรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันอย่างทันท่วงทีอาจช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้
  • ภาวะภาวะนี้เรื้อรัง: เมื่อการรักษาดำเนินไปเป็นเวลานานโดยไม่มีการปรับปรุง หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำหลังจากได้รับการรักษา โรคอาจเข้าสู่ระยะเรื้อรัง สาเหตุมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิต้านตนเอง ซึ่งทำให้การอักเสบดำเนินไปอย่างยาวนานและซับซ้อนขึ้น

กลุ่มเสี่ยงและแนวทางการป้องกัน

ผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะภาวะนี้สามารถรวมถึงบุคคลทุกเพศทุกวัย และแม้กระทั่งเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

  • ผู้ป่วยติดเชื้อ: มักเกิดจากการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ถูกต้อง
  • ผู้มีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด: ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือภาวะหัวใจล้มเหลว มีความเสี่ยงสูงกว่า
  • ผู้ป่วยโรคภูมิต้านตนเอง: โรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเซลล์และเนื้อเยื่อของตนเอง อาจเป็นสาเหตุของภาวะนี้
  • ผู้ใช้ยาที่เป็นพิษต่อหัวใจ: ยาและสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษต่อหัวใจสามารถทำให้เกิดปัญหานี้ได้
  • ผู้ป่วยโรคทางระบบอื่นๆ: โรคทางระบบบางชนิด เช่น ซาร์คอยโดซิส (sarcoidosis) ก็อาจเป็นสาเหตุของภาวะนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ และเข้ารับการตรวจที่จำเป็น เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องและวิธีการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางการป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหัวใจ
  • ลดการสัมผัสเชื้อ: สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย หรือจำกัดการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อไวรัสหรือไข้หวัดใหญ่ หรือใช้มาตรการป้องกันเมื่อมีการสัมผัส
  • ตรวจและรักษาโรคที่เกี่ยวข้อง: ตรวจสอบและรักษาโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ภาวะลิ่มเลือด และภาวะไขมันในเลือดสูง เพราะโรคเหล่านี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้
  • ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี: จัดการความเครียดด้วยการฝึกหายใจลึกๆ โยคะ หรือการทำสมาธิ เพื่อลดภาระต่อหัวใจ ขณะเดียวกันก็รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะหากมีประวัติครอบครัว หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรค: เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนตับอักเสบ บี เพื่อป้องกันสาเหตุจากภาวะติดเชื้อที่อาจนำไปสู่ภาวะภาวะนี้ได้

ภาวะภาวะนี้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดจากการติดเชื้อทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย ซึ่งมีศักยภาพที่จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและถึงแก่ชีวิต การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอที่สถานพยาบาลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว สิ่งนี้จะช่วยให้สามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต

การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

การวินิจฉัยภาวะนี้ต้องอาศัยวิธีการหลากหลาย เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – ECG):

ผล ECG มักแสดง ST segment ที่ลดลงในหลาย lead ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบร่วมด้วย จำเป็นต้องแยกความแตกต่างจากภาวะ ST segment ที่สูงขึ้นในกรณีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การตรวจภาพถ่ายหัวใจ:

การทำอัลตราซาวด์หัวใจด้วยคลื่น Doppler สามารถประเมินการทำงานของหัวใจ และความผิดปกติของการเคลื่อนไหวผนังหัวใจเฉพาะส่วนที่เกิดจากปัญหานี้ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่ได้รับเลือดจากหลอดเลือดหัวใจ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกและมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงมีการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์หัวใจ ก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เพื่อแยกภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หากสภาพร่างกายผู้ป่วยเอื้ออำนวย

การตรวจชิ้นเนื้อเยื่อหัวใจ (Endomyocardial Biopsy):

การตรวจชิ้นเนื้อหัวใจ หากพบเซลล์อักเสบแทรกซึมและการตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่อยู่ใกล้เคียง ถือเป็น “มาตรฐานทอง” ในการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้มีความไวต่ำในการตรวจหาภาวะนี้ เนื่องจากข้อผิดพลาดในกระบวนการเก็บตัวอย่าง ดังนั้น ผลตรวจชิ้นเนื้อที่เป็นบวกจึงยืนยันภาวะหัวใจอักเสบ แต่ผลที่เป็นลบไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นโรค

นอกจากนี้ การตรวจชิ้นเนื้อหัวใจอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง รวมถึงภาวะหัวใจทะลุ และเสียชีวิต ดังนั้นจึงไม่ควรดำเนินการบ่อยๆ ควรทำในกรณีที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจบล็อก หรือเมื่อผลการตรวจชิ้นเนื้อจะส่งผลต่อทางเลือกในการรักษา เช่น ในกรณีภาวะภาวะนี้ชนิด Giant Cell ซึ่งการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ:

การตรวจเลือด นอกเหนือจากการตรวจสอบค่าการติดเชื้อแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสนใจคือ Troponin T หรือ Troponin I ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ ใช้เพื่อวินิจฉัยว่ามีความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้ NT-proBNP และ Lactate ในเลือดก็จำเป็นต่อการประเมินระดับความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว และการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ

การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac MRI):

Cardiac MRI เป็นวิธีที่มีคุณค่าในการวินิจฉัยสูงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มักทำได้ยากในระยะเฉียบพลัน

แนวทางการรักษากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

การรักษาภาวะภาวะนี้ อาจทำได้ในโรงพยาบาล แต่ในกรณีที่มีภาวะช็อกจากการทำงานของหัวใจ อาจจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนการไหลเวียนโลหิตจากภายนอกร่างกาย (Extracorporeal Membrane Oxygenation – ECMO) อย่างไรก็ตาม ในกรณีเหล่านี้ อัตราการเสียชีวิตสูงและค่าใช้จ่ายในการรักษาก็สูงมาก

สำหรับการรักษาทางอายุรกรรม ในระยะเฉียบพลันยังไม่มียาที่รักษาจำเพาะเจาะจง แต่จะเน้นการรักษาตามอาการ ภาวะนี้ส่วนใหญ่มีโอกาสฟื้นตัวและส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บางกรณีอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขยายตัวผิดปกติได้ การรักษาในระยะนี้จะเน้นที่การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว โดยใช้ยาที่แนะนำสำหรับการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว

ในกรณีรุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้ยาที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด (vasopressors) แต่มักจะต้องใช้การสนับสนุนการไหลเวียนโลหิตจากภายนอกร่างกาย (ECMO) ร่วมด้วย ภาวะนี้เฉียบพลันสามารถส่งผลต่อระบบการนำไฟฟ้าของหัวใจ และทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตราย เช่น หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ หรือภาวะหัวใจบล็อก ในกรณีเหล่านี้ อาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชั่วคราวเพื่อช่วยพยุงอาการ

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเกิดจากอะไร?

คำตอบ: สาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือปรสิต นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่ติดเชื้อ เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด โรคภูมิต้านตนเอง การสัมผัสสารพิษ หรือโรคทางระบบอื่นๆ

คำถาม: กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมีอาการอย่างไร?

คำตอบ: อาการมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง รวมถึงไข้ ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกจากการทำงานของหัวใจ

คำถาม: กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบรักษาหายไหม?

คำตอบ: ภาวะนี้ส่วนใหญ่ในระยะเฉียบพลันสามารถฟื้นตัวได้ดีโดยมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจเพียงเล็กน้อย แต่ในบางกรณีอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ การรักษาเน้นการจัดการอาการและสาเหตุเพื่อป้องกันความเสียหายระยะยาว

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรพบแพทย์หรือขอรับการตรวจเพิ่มเติมหากอาการรุนแรงขึ้น เกิดอาการต่อเนื่อง มีไข้ อ่อนเพลียมาก ปวดรุนแรง หรือมีสัญญาณผิดปกติที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการแบบฉุกเฉินไม่ควรรอให้อาการหายเอง

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง