ภาพรวมของภาวะต่อมน้ำลายอักเสบ
ระบบต่อมน้ำลายในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย ต่อมน้ำลายพาโรติด, ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร, ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น และต่อมน้ำลายเล็กๆ อีกมากมายที่กระจายอยู่ทั่วเยื่อบุช่องปาก ต่อมเหล่านี้ทำหน้าที่หลั่งน้ำลายเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ล้างแบคทีเรียและเศษอาหาร รักษาช่องปากให้สะอาดและชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ต่อมน้ำลายอักเสบ คือภาวะการอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำลาย ซึ่งส่วนใหญ่พบการอักเสบที่ต่อมน้ำลายพาโรติดและต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนี้มักจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมน้ำลายที่อักเสบ มีอาการบวมและเจ็บปวดอย่างชัดเจน อาการปวดจะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานอาหาร และมักมีแนวโน้มที่จะหายได้เองตามธรรมชาติ ปัญหานี้พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่น อัตราการเกิดใกล้เคียงกันทั้งในเพศชายและหญิง แต่ผู้ชายมักมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า
สาเหตุของอาการต่อมน้ำลาย
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายมีหลากหลาย ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส หรือโรคอื่นๆ ปัจจัยเหล่านี้จะเข้าโจมตีต่อมน้ำลาย ทำให้การหลั่งน้ำลายลดลง และนำไปสู่การติดเชื้อในท่อน้ำลาย
-
แบคทีเรีย: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะเชื้อ Staphylococcus aureus นอกจากนี้ แบคทีเรียชนิดอื่นๆ เช่น Streptococcus, Haemophilus Influenza และ E.coli ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในต่อมน้ำลายได้เช่นกัน
-
ไวรัส: ไวรัสไข้หวัดใหญ่ A, เริม, คางทูม หรือ HIV ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในต่อมน้ำลายได้เช่นกัน โดยเฉพาะการอักเสบจากเชื้อคางทูมเป็นที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเป็นอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
-
โรคอื่นๆ: โรคต่างๆ เช่น นิ่วในต่อมน้ำลาย, โรคแกรนูโลมา, ภาวะทุพโภชนาการ, โรคโจเกรน (Sjogren’s syndrome) ซึ่งเป็นโรคภูมิต้านตนเองที่ทำให้ปากแห้ง, หรือเนื้องอกบริเวณศีรษะและลำคอ ล้วนสามารถลดการหลั่งน้ำลายและทำให้เกิดปัญหาต่อมน้ำลายอักเสบได้
อาการของโรคต่อมน้ำลาย
เมื่อต่อมน้ำลายเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยมักจะมีอาการเกิดขึ้นที่ต่อมน้ำลายที่ติดเชื้อและบริเวณช่องปาก ดังนี้:
-
บวมและเจ็บปวด: บริเวณต่อมน้ำลายพาโรติดจะบวมโตและเจ็บปวด โดยอาการปวดอาจลามไปยังบริเวณรอบข้าง การกดที่ต่อมพาโรติดจะรู้สึกเจ็บมากขึ้น และบางครั้งอาจพบหนองไหลออกจากท่อสเตนอน (Stenon’s duct) ซึ่งเป็นท่อที่น้ำลายจากต่อมพาโรติดไหลเข้าสู่ช่องปาก
-
ปากแห้ง: เยื่อบุช่องปากรอบท่อสเตนอนอาจมีอาการบวมแดงและมีกลิ่นปาก
-
เจ็บเมื่อพูดหรือกลืน: ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดขณะพูดหรือกลืนอาหาร
-
ต่อมน้ำเหลืองบวม: อาจพบต่อมน้ำเหลืองโตที่มุมขากรรไกรหรือหลังหูข้างเดียวกับต่อมน้ำลายที่อักเสบ
-
ไข้และอ่อนเพลีย: บางกรณี ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ อุณหภูมิประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นเร็ว และรู้สึกอ่อนเพลีย
ภาวะต่อมน้ำลายอักเสบไม่ค่อยทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงนัก อย่างไรก็ตาม หากการติดเชื้อไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดการสะสมของหนองและกลายเป็นฝีในต่อมน้ำลายได้
-
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ภาวะนี้อาจกลายเป็น การอักเสบเรื้อรัง และกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง เมื่อต่อมน้ำลายพาโรติดมีการอักเสบซ้ำหลายครั้ง อาจทำให้ต่อมมีขนาดใหญ่ขึ้นถาวร ซึ่งส่งผลให้ใบหน้าของผู้ป่วยผิดรูปไปได้
-
สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในเพศชาย อาจมีอาการอัณฑะอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, สมองอักเสบ หรือหูหนวกได้
ช่องทางการติดต่อของโรคต่อมน้ำลาย
โรคต่อมน้ำลายอักเสบเป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำลายที่กระเด็นออกมาจากปากของผู้ป่วย เนื่องจากลักษณะที่แพร่เชื้อได้ง่าย โรคนี้จึงอาจมีการระบาดเล็กๆ ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง และมักพบมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคม
ช่วงเวลาที่แพร่เชื้อได้มากที่สุดคือประมาณ 24-36 ชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการเฉพาะของโรค อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยังสามารถแพร่เชื้อได้ในช่วงระยะฟักตัว ซึ่งกินเวลา 18-21 วัน ก่อนที่จะมีอาการใดๆ ปรากฏให้เห็น
กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาการต่อมน้ำลาย
กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหานี้ ได้แก่:

-
ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
-
ผู้ที่ดูแลสุขอนามัยในช่องปากไม่สม่ำเสมอ
-
เด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม
โรคบางชนิดยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย เช่น:
-
โรคเอดส์ (AIDS)
-
โรคโจเกรน (Sjogren’s syndrome)
-
ภาวะทุพโภชนาการ
-
โรคพิษสุราเรื้อรัง
การป้องกันอาการต่อมน้ำลาย
แม้จะไม่มีวิธีป้องกันการเกิดต่อมน้ำลายอักเสบได้โดยตรง แต่ก็มีหลายวิธีที่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคได้:
-
การฉีดวัคซีน: สำหรับเด็ก ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสคางทูม
-
สุขอนามัยช่องปากที่ดี: ดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
-
โภชนาการครบถ้วน: รับประทานอาหารให้ครบถ้วน เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี
-
หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน: ไม่รับประทานอาหารร่วมกัน หรือดื่มน้ำจากแก้วเดียวกันกับผู้ที่มีอาการต่อมน้ำลายอักเสบ
-
ปรึกษาแพทย์: หากมีอาการอักเสบเฉียบพลัน ควรไปพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะเรื้อรังและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การวินิจฉัยโรคต่อมน้ำลาย
โรคต่อมน้ำลายอักเสบมักได้รับการวินิจฉัยจากอาการทั่วไป เช่น บวมและเจ็บปวดที่ต่อมน้ำลายที่อักเสบ อาการปวดเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานอาหารและพูด ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังต่อไปนี้:
-
การตรวจน้ำลายหรือการตัดชิ้นเนื้อ: เพื่อหาเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
-
การอัลตราซาวนด์ต่อมน้ำลาย: เพื่อดูภาพของต่อมน้ำลายที่บวม หรือตรวจหาโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ เช่น นิ่วในต่อมน้ำลาย
-
การตรวจ CT scan หรือ MRI: เพื่อตรวจหาโรคหรือความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย
การรักษาโรคต่อมน้ำลาย
การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาภาวะภาวะนี้ขึ้นอยู่กับอาการที่ผู้ป่วยประสบ ระดับความรุนแรงของการติดเชื้อ และโรคประจำตัวอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ
กรณีส่วนใหญ่ของการติดเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ร่วมกับการรักษาที่ไม่ใช้ยาโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ดังนี้:
-
ดื่มน้ำมากๆ: ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อาจผสมน้ำมะนาวเพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย ช่วยให้ต่อมน้ำลายสะอาด
-
ประคบอุ่น: ประคบอุ่นบริเวณต่อมน้ำลายที่อักเสบ
-
บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ: บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ
-
เจาะระบายหนอง: หากมีภาวะแทรกซ้อนเป็นฝีในต่อมน้ำลาย จำเป็นต้องเจาะและระบายหนองออก
-
การผ่าตัด: การผ่าตัดเอาต่อมน้ำลายพาโรติดหรือต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรออกบางส่วนหรือทั้งหมด จะพิจารณาในกรณีที่เป็นการอักเสบเรื้อรังและเป็นซ้ำหลายครั้ง
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
