โรคกระดูกพรุน: ภาพรวมและข้อมูลเบื้องต้น
ในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่พบบ่อยรองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้หญิงประมาณ 1 ใน 3 และผู้ชาย 1 ใน 8 ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ ภาวะนี้ทำให้กระดูกเปราะและแตกหักง่าย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก

ภาวะกระดูกพรุนคืออะไร?
ภาวะกระดูกพรุน หรือที่บางครั้งเรียกว่าภาวะกระดูกบางและเปราะ เป็นปรากฏการณ์ที่กระดูกค่อยๆ บางลงอย่างต่อเนื่อง และความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงเรื่อยๆ ทำให้กระดูกเปราะมากขึ้น เสียหายง่าย และแตกหักได้ง่ายแม้ได้รับการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
ภาวะนี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดกระดูกหักในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุ กระดูกหักจากปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับกระดูกทุกส่วน แต่ที่พบบ่อยคือกระดูกสันหลัง กระดูกต้นขา และกระดูกข้อมือ กระดูกบางส่วนที่หักอาจไม่สามารถสมานกันได้ โดยเฉพาะกระดูกสันหลังและกระดูกต้นขาเป็นกระดูกที่รักษายากมาก ในกรณีส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
ภาวะกระดูกบางมักดำเนินไปอย่างเงียบๆ ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดเมื่อยไม่ชัดเจน ส่วนสูงลดลง และกระดูกสันหลังค่อมงอ อาการเหล่านี้มักตรวจพบหลังจากผ่านไประยะหนึ่งแล้ว หลายรายเพิ่งจะทราบว่าเป็นโรคนี้เมื่อเกิดกระดูกหักขึ้น
ความรุนแรงของปัญหาสุขภาพกระดูกจะเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากในวัยนี้ ความหนาแน่นของกระดูกจะไม่เพียงพอที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงเหมือนช่วงวัยผู้ใหญ่
สาเหตุของภาวะกระดูกพรุน
กระดูกที่แข็งแรงต้องใช้แร่ธาตุแคลเซียมและฟอสเฟตในการสร้าง หากร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ การสร้างเนื้อเยื่อกระดูกและกระดูกอาจได้รับผลกระทบ
กระดูกเป็นอวัยวะที่มีการสร้างและสลายตลอดเวลา กระดูกใหม่จะถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่กระดูกเก่าจะถูกทำลายลง ในวัยหนุ่มสาว ร่างกายจะสร้างกระดูกใหม่ได้เร็วกว่าการสลาย ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น คนส่วนใหญ่มีมวลกระดูกสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 20 ปี เมื่ออายุมากขึ้น มวลกระดูกจะลดลงเร็วกว่าการสร้าง ทำให้เกิดภาวะโรคกระดูกพรุนได้ในที่สุด
สาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพกระดูกนี้ ได้แก่:
-
รูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ขาดการเคลื่อนไหว
-
การแบกของหนักหรือทำงานหนักเป็นประจำ
-
ภาวะขาดแคลเซียมในอาหาร
-
เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางมากกว่าผู้ชาย
-
การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในช่วงวัยเด็กสำหรับการสร้างกระดูก ส่งผลให้เมื่ออายุมากขึ้น ร่วมกับการเสื่อมของร่างกาย กระบวนการสร้างกระดูกลดลง และกระบวนการสลายกระดูกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง กระดูกจึงเปราะและอ่อนแอลง ลดความสามารถในการรับน้ำหนักและแตกหักได้ง่ายขึ้น
อาการของภาวะกระดูกพรุน
ภาวะการสูญเสียมวลกระดูก (หรือที่เรียกว่าความหนาแน่นของกระดูกลดลง) เนื่องจากปัญหานี้มักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้จนกว่ากระดูกจะอ่อนแอลงและแตกหักง่ายเมื่อเกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น ข้อเท้าแพลง การกระแทก หรือการหกล้ม
-
ความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลงอาจทำให้กระดูกสันหลังยุบตัว (เรียกว่ากระดูกสันหลังทรุดตัว) สัญญาณเตือนของภาวะนี้รวมถึงอาการปวดหลังเฉียบพลัน ส่วนสูงลดลง ท่าเดินหลังค่อม และหลังโก่ง
-
อาการปวดเมื่อยตามข้อต่อ: หนึ่งในอาการของภาวะกระดูกบางที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือความรู้สึกปวดเมื่อยตามกระดูกยาว ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วทั้งกระดูกยาว หรือแม้แต่ปวดเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงทั่วร่างกาย
-
อาการปวดบริเวณกระดูกที่รับน้ำหนักของร่างกายเป็นประจำ เช่น กระดูกสันหลัง บั้นเอว กระดูกเชิงกราน กระดูกสะโพก และหัวเข่า อาการปวดเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ หลังการบาดเจ็บ มักเป็นอาการปวดแบบเรื้อรังและคงอยู่นาน อาการปวดจะเพิ่มขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว เดิน ยืน หรือนั่งนานๆ และจะบรรเทาลงเมื่อนอนพักผ่อน
-
อาการปวดบริเวณกระดูกสันหลัง บั้นเอว หรือซี่โครงทั้งสองข้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทซี่โครง เส้นประสาทต้นขา และเส้นประสาทไซอาติก อาการปวดจะรุนแรงขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง หรือเปลี่ยนท่าทางกะทันหัน ดังนั้น ผู้ที่มีสัญญาณของภาวะกระดูกบางมักจะทำท่าทาง เช่น ก้มตัว หรือหมุนตัวได้ยาก
-
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน ภาวะกระดูกบางมักมาพร้อมกับสัญญาณของโรคเส้นเลือดขอด ข้อเสื่อม ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน
มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่อาจนำไปสู่ภาวะกระดูกบาง ปัจจัยบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในขณะที่บางอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่:
-
เพศ: ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่หมดประจำเดือน มีความเสี่ยงต่อ โรคกระดูกพรุน สูงกว่าผู้ชายในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีมวลกระดูกโดยรวมต่ำกว่า
-
อายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพกระดูกนี้ก็ยิ่งสูงขึ้น
-
ขนาดร่างกาย: ผู้หญิงที่ผอมและตัวเล็กมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางสูงกว่า
-
ประวัติครอบครัวที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกสะโพกหัก
-
ภาวะหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี
-
เคยมีประวัติกระดูกหัก
-
มีโรคร่วม เช่น โรคต่อมไร้ท่อ โรคไขข้ออักเสบ โรคไต หรือกลุ่มอาการคุชชิง
-
เชื้อชาติผิวขาวหรือชาวเอเชีย
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่:
-
ฮอร์โมนเพศ: ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำจากการมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอหรือวัยหมดประจำเดือนอาจทำให้เกิดปัญหานี้ในผู้หญิง ในขณะที่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำอาจทำให้เกิดภาวะกระดูกบางในผู้ชายได้
-
อาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีน้อยหรือไม่เพียงพอ
-
ภาวะเบื่ออาหารทางจิต: ความผิดปกติของการกินนี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกระดูก
-
การใช้ยาบางชนิด เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือเฮปาริน เป็นเวลานาน
-
ระดับกิจกรรม: การขาดการออกกำลังกายหรือการพักผ่อนบนเตียงเป็นเวลานานอาจทำให้กระดูกอ่อนแอลง
-
การสูบบุหรี่: บุหรี่เป็นอันตรายต่อกระดูกอย่างมาก รวมถึงหัวใจและปอดด้วย
-
การดื่มแอลกอฮอล์: การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้กระดูกอ่อนแอและแตกหักง่าย
การป้องกันภาวะกระดูกพรุน
วิธีการต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันหรือชะลอการสูญเสียมวลกระดูกและป้องกันกระดูกหัก แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดจากภาวะนี้ได้:

-
รับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมหรือเสริมแคลเซียมทุกวัน
-
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 19 ถึง 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน
-
ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน
-
ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 70 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1200 มิลลิกรัมต่อวัน
-
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1200 มิลลิกรัมต่อวัน
-
แหล่งแคลเซียมในอาหาร ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม หรืออาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น น้ำผลไม้ หรือถั่ว ปลา และผักใบเขียว
-
การตรวจคัดกรองภาวะกระดูกบางหรือ โรคกระดูกพรุน เป็นประจำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
-
ไปพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามอาการและความคืบหน้าของสุขภาพ
-
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามใช้ยาที่ไม่ได้รับการสั่งจ่าย หรือหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง
-
ออกกำลังกายแบบมีแรงกระแทก (weight-bearing exercises) และการออกกำลังกายที่เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
-
ไม่สูบบุหรี่
-
หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป: การดื่มมากกว่าสองแก้วต่อวันอาจลดความสามารถในการสร้างกระดูก
-
ระมัดระวังไม่ให้หกล้ม
การวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุน
การทดสอบวินิจฉัยภาวะกระดูกบาง ได้แก่:
-
การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก: การถ่ายภาพรังสีเอกซ์เพื่อวัดความหนาแน่นของกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว คอกระดูกต้นขา หรือข้อมือ วิธีการถ่ายภาพรังสีเอกซ์แบบพลังงานคู่ (DEXA) เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด การทดสอบนี้ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที สามารถบอกปริมาณการสูญเสียมวลกระดูกได้
-
การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อตรวจระดับฮอร์โมนและมองหาปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มการสูญเสียมวลกระดูก เช่น การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกาย
แนวทางการรักษาภาวะกระดูกพรุน
-
การได้รับแคลเซียมในปริมาณที่แนะนำอย่างเหมาะสม ไม่มากเกินไป เสริมวิตามินดี 600 หน่วยสากล (IU) ต่อวันสำหรับผู้ที่มีอายุ 1 ถึง 70 ปี และ 800 IU ต่อวันสำหรับผู้ที่มีอายุ 71 ปีขึ้นไป
-
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่น้ำหนักเกินและไม่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
-
ออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง เต้นรำ และแอโรบิก 3-4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
-
หยุดสูบบุหรี่
-
จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และน้ำอัดลม
-
ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง
-
ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของฮอร์โมนบำบัด หากผู้ป่วยอยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือได้รับการผ่าตัดรังไข่
-
เมื่อตรวจพบภาวะกระดูกบาง นอกจากการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิตที่เหมาะสมแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องเสริมด้วยยาที่ใช้รักษาภาวะนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาต้านภาวะกระดูกบางที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี
-
การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต: หยุดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์
-
ป้องกันกระดูกหักโดยลดความเสี่ยงในการหกล้ม
-
การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการรักษาภาวะกระดูกบาง การออกกำลังกายไม่เพียงช่วยให้กระดูกแข็งแรง แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การประสานงาน และการทรงตัวของร่างกาย ทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แม้การออกกำลังกายจะดีสำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกบาง แต่ก็ต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่รุนแรงเกินไป เพราะอาจนำไปสู่กระดูกหักได้
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: โรคกระดูกพรุน พบได้บ่อยแค่ไหน?
คำตอบ: ภาวะนี้เป็นโรคที่พบบ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ จากข้อมูลพบว่าผู้หญิงประมาณ 1 ใน 3 และผู้ชาย 1 ใน 8 ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นภาวะนี้
คำถาม: ภาวะกระดูกพรุนมีอาการเตือนอย่างไร?
คำตอบ: โดยส่วนใหญ่แล้ว ภาวะการสูญเสียมวลกระดูกมักไม่มีอาการเตือนที่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจไม่ทราบจนกว่ากระดูกจะอ่อนแอและเกิดการแตกหักจากการบาดเจ็บเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม อาจมีอาการปวดเมื่อยตามกระดูก ส่วนสูงลดลง หรือหลังค่อมงอเกิดขึ้นได้เมื่อภาวะรุนแรงขึ้น
คำถาม: อาหารและไลฟ์สไตล์มีผลต่อภาวะกระดูกพรุนอย่างไร?
คำตอบ: การได้รับแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูก นอกจากนี้ การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงและเร่งให้เกิดภาวะกระดูกบางและเปราะได้รวดเร็วขึ้น
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
