ภาพรวมเกี่ยวกับ งูสวัด
งูสวัด เป็นภาวะที่เกิดจากไวรัสซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และหลายคนเคยประสบกับอาการนี้มาแล้วในชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน โรคนี้มักมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่อาจกินเวลานานตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึงหลายปี การป้องกันด้วยวัคซีนจึงเป็นทางเลือกสำคัญที่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้ทั้งอีสุกอีใสและงูสวัด ภาวะนี้มักพบได้บ่อยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มีความชื้นสูง และเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันลดลง

สาเหตุของ อาการงูสวัด
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเริม (Herpes virus) ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากเป็นอีสุกอีใสแล้ว ไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและสามารถกลับมาทำงานใหม่ได้ในภายหลัง ทำให้เกิดอาการทางผิวหนังนี้ขึ้นมาได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ที่พบบ่อยคือบริเวณชายโครง ใกล้หู และต้นขาด้านใน นอกจากนี้ยังอาจปรากฏที่หน้าท้อง คอ ไหล่ ใบหน้า หรือหลัง และที่อันตรายที่สุดคือบริเวณรอบดวงตา ซึ่งรักษาได้ยาก
อาการของ โรคงูสวัด
โรคผิวหนังนี้มีสัญญาณและอาการที่สังเกตได้ดังนี้:
-
มีการบาดเจ็บที่ผิวหนัง รู้สึกปวดแสบปวดร้อนคล้ายถูกขูดขีดหรือน้ำร้อนลวก มีอาการคันยิบๆ คล้ายถูกเข็มทิ่ม ซึ่งมักปรากฏในบริเวณผิวหนังที่เปิดเผย หรือในบางกรณีอาจกระจายไปทั่วร่างกาย
-
เกิดตุ่มน้ำใสเฉียบพลันในบริเวณที่ติดเชื้อ ในระยะแรกตุ่มจะเล็กๆ แล้วค่อยๆ ลุกลามขยายเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น
-
มีไข้ต่ำๆ เนื่องจากความอ่อนเพลียจากการต้องทนความเจ็บปวดทั้งภายในและภายนอก
-
นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นๆ เช่น การได้ยินลดลงที่หูข้างเดียว, สูญเสียการรับรสที่ปลายลิ้นด้านหน้า, เวียนศีรษะ, ตาลาย, หูอื้อ และอาจมีอาการตาอ่อนแรงข้างเดียว ภาวะเหล่านี้อาจทำให้มีน้ำมูกไหล อาหารติดอยู่ในปากบริเวณครึ่งซีกที่ได้รับผลกระทบ และทำให้ตาแห้ง ซึ่งเป็นอาการของ งูสวัด
งูสวัด ติดต่อได้อย่างไร?
โรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำใสที่เปิดออก หากสัมผัสบริเวณที่ติดเชื้อแล้วไปสัมผัสส่วนอื่นของร่างกาย หรือผู้อื่น อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของไวรัสได้ ดังนั้น หากพบผื่นแดงที่มีอาการคันหรือระคายเคืองอย่างมาก ควรหลีกเลี่ยงการเกาโดยเด็ดขาด
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อ อาการงูสวัด?
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมีดังนี้:
-
ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
-
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
-
ผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน
การป้องกัน โรคงูสวัด
เพื่อป้องกันภาวะนี้ สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้:

-
ทำความสะอาดและรักษาความสะอาดบริเวณผื่นที่ขึ้น ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางทับบริเวณผื่นเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด
-
ใช้ยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาเมื่อมีอาการตาแห้ง ตอนกลางคืนอาจใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตา หรือใช้แผ่นปิดตา
-
ฉีด วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส สำหรับเด็กเพื่อลดโอกาสการเป็นโรค และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการในอนาคต
การวินิจฉัย งูสวัด
การวินิจฉัยภาวะนี้สามารถทำได้โดยอาศัยประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย หรือการตรวจร่างกายทางคลินิก แพทย์อาจทำการขูดเนื้อเยื่อบริเวณก้นตุ่มน้ำใสเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ในบางกรณี แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI) เพื่อแยกแยะโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกันออกไป
แนวทางการรักษา โรคงูสวัด
เพื่อรักษาภาวะนี้ สามารถใช้แนวทางต่างๆ ดังนี้:
-
การใช้ ยาต้านไวรัส
-
การปรับสมดุลร่างกายด้วยการรักษาระบบการกินที่เหมาะสม เสริมสร้างสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ผักผลไม้สีเขียว และดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยล้างสารพิษในร่างกาย
-
ในบางตำรับยาแผนโบราณ อาจมีการใช้สมุนไพรบางชนิดบดละเอียดพอกบริเวณที่เกิดอาการ
-
การใช้ ยาต้านอักเสบและยาแก้ปวด ในกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายของผู้ป่วย การใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหรือสารละลายอะลูมินัมอะซีเตท 5% เพื่อรักษาความสะอาดของแผลและป้องกันการติดเชื้อ การใช้สารละลายฆ่าเชื้อและมิลเลียนอีโอซิน และการใช้ยาต้านไวรัสตามสภาพอาการและการวินิจฉัยของแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: โรคงูสวัด เกิดจากอะไร?
คำตอบ: โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella-zoster ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อเชื้อไวรัสที่สงบนิ่งอยู่ในปมประสาทของร่างกายกลับมาทำงานใหม่ จึงแสดงอาการของ งูสวัด ขึ้นมา
คำถาม: อาการงูสวัด มีลักษณะอย่างไร?
คำตอบ: ลักษณะอาการที่สำคัญคือมีผื่นแดง ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม มีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน และอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย ตุ่มน้ำมักขึ้นเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท และอาจลามไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
คำถาม: สามารถป้องกัน โรคงูสวัด ได้หรือไม่?
คำตอบ: สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค และลดความรุนแรงของอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
