ภาวะแคลเซียมต่ำ: สัญญาณเตือน, สาเหตุ, การรักษา และวิธีป้องกัน

ภาพรวมภาวะแคลเซียมต่ำ

แคลเซียมเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ เพื่อให้การทำงานของระบบต่างๆ เป็นไปอย่างปกติ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการหดตัวของกล้ามเนื้อ การส่งสัญญาณประสาท กระบวนการแข็งตัวของเลือด และการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย

แคลเซียมต่ำ อาการแคลเซียมต่ำ

ระดับแคลเซียมที่สมดุลในร่างกายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ ปริมาณแคลเซียมที่ได้รับในแต่ละวันผ่านอาหารและเครื่องดื่ม การดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ และการขับแคลเซียมออกทางไต สำหรับผู้ใหญ่ ร่างกายควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 มก./วัน ซึ่งจะมีการดูดซึมที่ลำไส้ประมาณ 200-400 มก. และมีการขับออกทางน้ำดีและน้ำย่อยประมาณ 200 มก. ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางอุจจาระ นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมประมาณ 200 มก. ที่ถูกขับออกทางไต แคลเซียมในร่างกายประมาณ 99% ถูกเก็บสะสมไว้ในกระดูก มีเพียง 1% เท่านั้นที่อยู่ในรูปอิสระในกระแสเลือด ทำหน้าที่เป็นกลไกบัฟเฟอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนกับของเหลวนอกเซลล์และปรับระดับแคลเซียมในเลือดเมื่อจำเป็น โดยปกติระดับแคลเซียมในเลือดจะอยู่ที่ระหว่าง 8.8 ถึง 10.4 มก./ดล. (2.2-2.6 มิลลิโมล/ลิตร)

ภาวะภาวะนี้คืออะไร?

ภาวะนี้ หรือ ภาวะแคลเซียมในเลือดน้อย คือภาวะที่ระดับแคลเซียมในเลือดลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปจะวินิจฉัยเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดทั้งหมดต่ำกว่า 8.8 มก./ดล. (2.2 มิลลิโมล/ลิตร) ในกรณีที่โปรตีนในพลาสมาปกติ หรือเมื่อระดับแคลเซียมอิออนต่ำกว่า 4.7 มก./ดล. (1.17 มิลลิโมล/ลิตร) ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยในเด็กเล็กอาจแสดงอาการ เช่น ภาวะกระดูกอ่อน การเจริญเติบโตช้า ร้องไห้กลางคืน หรือเหงื่อออกมากผิดปกติ ส่วนในผู้ใหญ่ การลดลงของระดับแคลเซียมในเลือดอาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุน หรือภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมได้

สาเหตุของภาวะแคลเซียมต่ำ

  • การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ: เด็กในช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร เป็นกลุ่มที่มีความต้องการแคลเซียมสูง หากไม่ได้รับการเสริมแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาจนำไปสู่ภาวะภาวะนี้ได้

  • ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานบกพร่อง: การลดลงของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH) ส่งผลให้เกิดภาวะภาวะนี้และฟอสฟอรัสสูงในเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่อาการเรื้อรังของภาวะภาวะนี้ได้ ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์อาจเป็นผลมาจากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ที่ผิดพลาด

  • ภาวะขาดวิตามินดี: การได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ หรือภาวะลำไส้ดูดซึมวิตามินดีได้ไม่ดี อาจเป็นสาเหตุของภาวะภาวะนี้ นอกจากนี้ ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ฟีโนบาร์บิทัล (phenobarbital) หรือไรแฟมพิซิน (rifampicin) รวมถึงการไม่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ ก็สามารถรบกวนการเผาผลาญวิตามินดี และนำไปสู่ภาวะภาวะนี้ได้

  • ภาวะขาดแมกนีเซียม: ภาวะลำไส้ดูดซึมได้ไม่ดี หรือการติดสุราเรื้อรัง อาจทำให้ระดับแมกนีเซียมในเลือดลดลง ซึ่งภาวะแมกนีเซียมต่ำสัมพันธ์กับการพร่องฮอร์โมนพาราไทรอยด์สัมพัทธ์ และเป็นสาเหตุของอาการภาวะนี้

  • โรคไต: ความผิดปกติของท่อไต เช่น กลุ่มอาการ Fanconi หรือภาวะเลือดเป็นกรดที่ท่อไตส่วนปลาย อาจทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมทางไต หรือลดการเผาผลาญวิตามินดี ภาวะภาวะนี้ยังสามารถเกิดจากภาวะไตวาย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เซลล์ไตถูกทำลาย ทำให้การสังเคราะห์ 1,25(OH)2D3 ลดลง หรือไตลดการขับฟอสเฟต ทำให้ระดับฟอสเฟตในเลือดสูงขึ้น

  • ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน: เนื้อเยื่อตับอ่อนที่อักเสบจะปล่อยผลิตภัณฑ์จากการสลายไขมันออกมามาก ซึ่งจะไปจับกับแคลเซียม (chelate) ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดลง

  • ภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ: ทำให้ปริมาณแคลเซียมที่จับกับโปรตีนลดลง แต่ปริมาณแคลเซียมอิออนยังคงปกติ จึงไม่แสดงอาการภาวะนี้ทางคลินิก (ภาวะภาวะนี้เทียม)

  • สาเหตุอื่น ๆ: เช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด การหลั่งแคลซิโทนินมากเกินไป ปฏิกิริยาการสร้างสารประกอบเชิงซ้อน (chelate) ในหลอดเลือด ภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด และการสะสมแคลเซียมในเนื้อเยื่อภายนอกหลอดเลือด

อาการของภาวะแคลเซียมต่ำ

เด็กที่มีภาวะภาวะนี้อาจแสดงอาการดังต่อไปนี้:

  • หงุดหงิดง่าย หรือซึม ง่วงซึม

  • ไม่ดูดนม เบื่ออาหาร

  • ปฏิกิริยาตอบสนองของเอ็นกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น (สัญญาณ Chvostek: เคาะบริเวณเส้นประสาทใบหน้า – ประมาณ 2 ซม. ด้านหน้าติ่งหู จะเห็นกล้ามเนื้อใบหน้าด้านเดียวกันหดตัว)

  • กล้ามเนื้อกระตุก (สัญญาณ Trousseau: พันผ้าพันแขนวัดความดันโลหิตที่ต้นแขน แล้วปั๊มให้สูงกว่าความดันโลหิตซิสโตลิก 20 มม.ปรอท ค้างไว้ 3 นาที สัญญาณ Trousseau จะเป็นบวกเมื่อเห็นลักษณะ “มือของหมอตำแย”)

  • ชัก สั่น

ส่วนในผู้ใหญ่ อาการที่พบบ่อยได้แก่:

  • ปฏิกิริยาตอบสนองของเอ็นกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น (สัญญาณ Chvostek)

  • กล้ามเนื้อหดเกร็ง (สัญญาณ Trousseau)

  • ตะคริว

  • ชัก

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • อาการชาที่มือและเท้า

  • ปวดท้องเกร็ง

  • ภาวะซึมเศร้า

ภาวะภาวะนี้เฉียบพลัน

ในทางคลินิก ภาวะภาวะนี้เฉียบพลันมักแสดงออกในรูปของอาการเกร็งชัก (Tetany) สัญญาณเฉพาะของอาการเกร็งชัก ได้แก่ อาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น และปลายนิ้ว อาการเท้าถีบ (เท้าเหยียดออกคล้ายกำลังปั่นจักรยาน) ปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก อาการเกร็งชักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะภาวะนี้รุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดต่ำกว่า 7 มก./ดล. (น้อยกว่า 1.75 มิลลิโมล/ลิตร)

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการอันตรายอื่น ๆ เช่น:

  • การชักอย่างรุนแรง

  • ไม่ดูดนม เบื่ออาหารในเด็ก

  • กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างมาก

หากมีอาการรุนแรงของภาวะภาวะนี้เฉียบพลัน ผู้ป่วยควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้น อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น พัฒนาการล่าช้าในเด็กเล็ก หรือโรคกระดูกพรุนและภาวะกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมต่ำ

ผู้ที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ขาดแคลเซียม หรือมีความผิดปกติในการดูดซึม เผาผลาญ และขับแคลเซียมออกจากร่างกาย จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะภาวะนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่:

  • ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

  • ตับอ่อนอักเสบ

  • ไตวาย

  • ตับวาย

  • โรควิตกกังวล

  • ภาวะขาดวิตามินดี ภาวะขาดแมกนีเซียม

  • ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ: ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานบกพร่อง การหลั่งแคลซิโทนินมากเกินไป

ความเสี่ยงต่อภาวะภาวะนี้ยังเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีความต้องการแคลเซียมสูง เช่น ทารกแรกเกิด และสตรีมีครรภ์

การป้องกันภาวะแคลเซียมต่ำ

แคลเซียมต่ำ สาเหตุแคลเซียมต่ำ
  • การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมอย่างเพียงพอสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะภาวะนี้ได้ อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ อาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู หอย ปลาหมึก หรือนมและผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ การเสริมแคลเซียมในรูปแบบเม็ดควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

  • การได้รับแสงแดดยามเช้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะภาวะนี้

  • จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และเกลือ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจลดความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย

การวินิจฉัยภาวะแคลเซียมต่ำ

  • การตรวจวัดระดับแคลเซียมในเลือด: เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยภาวะภาวะนี้

  • การตรวจเส้นผม ผิวหนัง และกล้ามเนื้อ: อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะภาวะนี้ในผู้ป่วยได้

  • การตรวจสภาพจิตใจ: ภาวะสมองเสื่อม อาการหลงผิด หรือความสับสน อาจเกี่ยวข้องกับภาวะภาวะนี้

  • การตรวจระบบประสาท: สัญญาณ Chvostek, สัญญาณ Trousseau อาการชัก หรือความผิดปกติของการรับรู้ เป็นอาการที่บ่งชี้ถึงภาวะภาวะนี้ได้

แนวทางการรักษาภาวะแคลเซียมต่ำ

รักษาภาวะภาวะนี้อย่างไร?

ภาวะภาวะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะที่ไม่มีอาการ อาจฟื้นตัวได้เองโดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาเมื่อได้รับการวินิจฉัยภาวะภาวะนี้แล้ว การรักษาเฉพาะทางมีดังนี้:

  • การเสริมแคลเซียมทางหลอดเลือดดำ: มักใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะภาวะนี้เฉียบพลัน การให้ทางหลอดเลือดดำจะช่วยฟื้นฟูและเสริมปริมาณแคลเซียมที่ขาดหายไปในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

  • การเสริมแคลเซียมทางปาก:

  • การติดตามและดูแลโดยทีมแพทย์:

  • การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ: สำหรับภาวะภาวะนี้ที่เกิดจากโรคหรือภาวะสุขภาพอื่น ๆ

คำถามที่พบบ่อย

ภาวะแคลเซียมต่ำสามารถเกิดขึ้นได้กับใครบ้าง?

ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีความต้องการแคลเซียมสูง เช่น เด็กในช่วงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียม เช่น โรคทางเดินอาหาร ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย หรือขาดวิตามินดีและแมกนีเซียม ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สัญญาณบ่งบอกว่ามีภาวะแคลเซียมต่ำคืออะไร?

อาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปในเด็กอาจพบอาการหงุดหงิด ซึมเศร้า ไม่ดูดนม ชัก หรือมีสัญญาณ Chvostek และ Trousseau ส่วนในผู้ใหญ่มักมีอาการตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก อาการชาที่มือและเท้า หรือในกรณีรุนแรงอาจเกิดอาการเกร็งชัก (Tetany) ได้

เราจะป้องกันภาวะแคลเซียมต่ำได้อย่างไร?

การป้องกันทำได้โดยการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมอย่างเพียงพอ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารทะเล รวมถึงการได้รับแสงแดดยามเช้าเพื่อช่วยในการสร้างวิตามินดี และควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และเกลือ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียม

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง