ภาพรวมภาวะท้องเสีย
ภาวะท้องเสียในเด็ก หมายถึง การที่เด็กขับถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน. อาการท้องเสียเรื้อรัง อาจมีอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นๆ หายๆ นานตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กทุกวัย.

อาการท้องเสียที่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เรียกว่า ท้องเสียเฉียบพลัน. ภาวะนี้เป็นเรื่องปกติในเด็ก มักจะหายได้เองภายในไม่กี่วัน และมีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย หรือการติดเชื้อไวรัส.
สาเหตุของอาการท้องเสีย
สาเหตุของอาการท้องเสียมักเป็นวิธีที่ร่างกายพยายามกำจัดเชื้อโรค และส่วนใหญ่แล้วอาการจะคงอยู่เพียงไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์. อาการท้องเสียอาจมาพร้อมกับไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ตะคริว และภาวะขาดน้ำ. สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เด็กมีอาการนี้ได้แก่:
-
การติดเชื้อไวรัส เช่น โรตาไวรัส แบคทีเรีย เช่น ซัลโมเนลลา และพบน้อยคือปรสิต เช่น Giardia. ไวรัสเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะภาวะนี้ในเด็ก. นอกจากการขับถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำแล้ว อาการของการติดเชื้อทางเดินอาหารจากไวรัสมักจะรวมถึงอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ และมีไข้.
-
อาหารเป็นพิษก็สามารถทำให้เด็กเกิดอาการภาวะนี้ได้. อาการมักปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการอาเจียน และมักจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง.
-
สาเหตุอื่นๆ ของปัญหานี้ ได้แก่ โรคลำไส้แปรปรวน, โรค Crohn, การแพ้อาหาร และโรค celiac.
-
เนื้องอกระบบประสาท (Neuroblastoma) – เนื้องอกมักเกิดขึ้นในทางเดินอาหาร.
-
โรค Hirschsprung – เป็นโรคแต่กำเนิดที่เด็กเกิดมาโดยไม่มีเซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่บางส่วนหรือทั้งหมด.
-
โรคซีสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) – เป็นโรคทางพันธุกรรมที่นำไปสู่การสะสมของเมือกหนาที่ขัดขวางการดูดซึมสารอาหารจากอาหารของร่างกาย.
-
โรคทางเดินอาหารที่เกิดจากอีโอซิโนฟิล (Eosinophilic Gastrointestinal Disorders) – เป็นกลุ่มโรคที่ซับซ้อนซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่าอีโอซิโนฟิลในอวัยวะของระบบทางเดินอาหารสูงกว่าปกติ.
-
ภาวะขาดสังกะสี.
สัญญาณและอาการของการขาดน้ำจากท้องเสีย
ภาวะขาดน้ำเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุดของอาการภาวะนี้ในเด็ก. อาการภาวะนี้ที่ไม่รุนแรงมักไม่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำที่สำคัญ แต่ภาวะภาวะนี้ระดับปานกลางหรือรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำที่ส่งผลต่อสุขภาพของเด็กได้. การขาดน้ำอย่างรุนแรงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการชัก สมองเสียหาย หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้. ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเหล่านี้:
-
อาการวิงเวียนศีรษะ
-
เป็นตะคริว
-
ท้องอืด ปวดท้อง คลื่นไส้
-
มีไข้
-
อุจจาระมีเลือดปน
-
ปากแห้ง หรือเหนียว
-
ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม น้อยมาก หรือไม่มีปัสสาวะเลย
-
น้ำตาน้อยหรือไม่ไหลเมื่อร้องไห้
-
ผิวเย็น แห้ง
-
เหนื่อยล้า
การแพร่กระจายและกลุ่มเสี่ยงต่อท้องเสีย
การแพร่กระจายของภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง:
-
เมื่อสัมผัสอุจจาระของผู้ติดเชื้อ (เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เปื้อน)
-
เมื่อสัมผัสวัตถุที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แล้วนำมือที่ปนเปื้อนเข้าปาก หรือสัมผัสอาหาร.
-
การบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน.
เด็กที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหานี้ ได้แก่ เด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีสมาชิกจำนวนมาก สุขอนามัยไม่ดี มารดามีการศึกษาน้อย เด็กที่มีภาวะแคระแกร็นหรือขาดสารอาหาร และเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่เพียงพอในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต.
การป้องกันและการวินิจฉัยท้องเสีย
การป้องกันอาการภาวะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง:
-
การล้างมือให้ถูกวิธีช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียที่อาจทำให้เกิดอาการภาวะนี้.
-
การฉีดวัคซีนโรตาไวรัสสามารถช่วยป้องกันภาวะนี้ที่เกิดจากโรตาไวรัสได้.
-
เมื่อเดินทางท่องเที่ยว ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารและเครื่องดื่มที่เด็กรับประทานนั้นปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดินทางไปยังประเทศกำลังพัฒนา เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง:
-
ไม่ดื่มน้ำประปา หรือใช้น้ำประปาแปรงฟัน.
-
ไม่ใช้น้ำแข็งที่ทำจากน้ำประปา.
-
ไม่ดื่มนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ (เนื่องจากอาจมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการภาวะนี้).
-
ไม่รับประทานผลไม้และผักสดที่ยังไม่ได้ล้างและปอกเปลือกให้สะอาด.
-
ไม่รับประทานเนื้อสัตว์หรือปลาที่ยังไม่ได้ปรุงสุก.
-
ไม่รับประทานอาหารจากผู้ขายข้างทาง.
สำหรับการวินิจฉัยอาการนี้ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์และอาการของภาวะนี้.
การตรวจวินิจฉัย: แพทย์อาจสั่งการตรวจบางอย่างสำหรับเด็ก ดังนี้:
-
การเพาะเชื้ออุจจาระ เพื่อตรวจสอบแบคทีเรียหรือปรสิตที่ผิดปกติในทางเดินอาหารของเด็ก.
-
การประเมินอุจจาระ เพื่อตรวจสอบลักษณะของอุจจาระ.
-
การตรวจเลือด เพื่อคัดแยกโรคบางชนิด.
-
การอัลตราซาวนด์ เพื่อคัดแยกความผิดปกติทางกายวิภาคของระบบทางเดินอาหาร.
-
การทดสอบเพื่อตรวจสอบการแพ้อาหารหรือไม่สามารถทนต่ออาหารได้.
-
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นลำไส้ใหญ่ทั้งหมดและส่วนหนึ่งของลำไส้เล็กของเด็ก เพื่อหาสาเหตุของอาการภาวะนี้ ปวดท้อง ท้องผูก การเจริญเติบโตที่ผิดปกติ และเลือดออก.

แนวทางการรักษาท้องเสีย
การรักษาภาวะนี้จะขึ้นอยู่กับอาการ อายุ สุขภาพโดยรวม และระดับความรุนแรงของอาการภาวะนี้ในเด็ก.
ภาวะขาดน้ำเป็นข้อกังวลหลักของปัญหานี้. ในกรณีส่วนใหญ่ แพทย์จะรักษาโดยการให้สารน้ำทดแทนที่สูญเสียไปหลายวิธี เช่น การให้สารละลายเกลือแร่และน้ำเกลือผ่านทางหลอดเลือด. ยาปฏิชีวนะอาจถูกสั่งจ่ายเมื่อการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุของอาการภาวะนี้.
เด็กควรดื่มน้ำให้มาก ซึ่งจะช่วยทดแทนของเหลวที่ร่างกายสูญเสียไป. หากเด็กมีภาวะขาดน้ำ ผู้ปกครองควร:
-
ให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) ที่ผสมตามสัดส่วนที่ถูกต้อง.
-
หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลม เนื่องจากอาจทำให้อาการภาวะนี้แย่ลง.
-
ไม่ให้น้ำเปล่าแก่เด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือน.
-
ไม่ให้น้ำเปล่ามากเกินไปแก่เด็กทุกวัย เนื่องจากอาจเป็นอันตรายได้.
-
มารดาควรให้นมลูกต่อไป เนื่องจากเด็กที่ดื่มนมแม่มีโอกาสเกิดอาการภาวะนี้น้อยกว่า.
-
ให้เด็กดื่มนมผงต่อไป.
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ท้องเสียในเด็กอันตรายหรือไม่?
คำตอบ: ภาวะภาวะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น อาการชัก สมองเสียหาย หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้. การสังเกตอาการขาดน้ำและรีบพาเด็กไปพบแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ.
คำถาม: ควรให้น้ำดื่มอะไรแก่เด็กที่มีอาการท้องเสีย?
คำตอบ: สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้สารน้ำทดแทนที่เด็กสูญเสียไป. ควรให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) ที่ผสมอย่างถูกต้อง. หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้และน้ำอัดลม เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลง และไม่ควรให้น้ำเปล่ามากเกินไปแก่เด็ก.
คำถาม: เมื่อใดที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์เนื่องจากท้องเสีย?
คำตอบ: ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีหากเด็กมีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง ปัสสาวะน้อย น้ำตาน้อย หรือมีอาการอื่นๆ เช่น มีไข้สูง อุจจาระมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง.
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
