กรดยูริกสูง: 5 สัญญาณอันตรายที่คุณควรรู้! รักษาได้ไหม?

กรดยูริกสูง คือภาวะที่ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดเกินค่าปกติ ซึ่งกรดยูริกเป็นผลผลิตจากการสลายพิวรีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ DNA และ RNA กรดยูริกส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางไต เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดสูงเกินจุดอิ่มตัว อาจเกิดการตกผลึกเป็นผลึกยูเรต ไปสะสมตามข้อต่อ ทำให้เกิดอาการโรคเกาต์เฉียบพลัน หรืออาจสะสมใต้ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนเป็นปุ่มโทฟัส หรือเกิดเป็นนิ่วกรดยูริกในไต ภาวะนี้อาจไม่มีอาการหรือมีอาการแสดงก็ได้ แต่ถ้ามีอาการมักจะหมายถึงอาการของโรคเกาต์เฉียบพลันหรือโรคเกาต์เรื้อรัง

สาเหตุหลักของการมีกรดยูริกสูง

ภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักคือ การสร้างพิวรีนมากเกินไป หรือการขับถ่ายกรดยูริกออกจากร่างกายลดลง สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่:

กรดยูริกสูง โรคเกาต์
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปู อาหารทะเล ถั่วบางชนิด เห็ดบางชนิด
  • ภาวะไตวายเรื้อรัง
  • โรคที่ทำให้เซลล์ถูกทำลายมากเกินไป เช่น โรคลูคีเมีย โรคมะเร็งบางชนิด โรคสะเก็ดเงิน
  • ผลจากยาบางชนิด เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ (Furosemide) แอสไพริน ยารักษาวัณโรค (Ethambutol, Pyrazinamid)
  • การขาดเอนไซม์ในการเผาผลาญพิวรีน (เป็นโรคทางพันธุกรรม)

อาการของกรดยูริกสูง

เมื่อภาวะนี้มีอาการ มักจะแสดงออกในรูปแบบของโรคเกาต์เฉียบพลัน หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจนำไปสู่ความเสียหายเรื้อรังจากโรคเกาต์และภาวะกรดยูริกสูงเรื้อรังได้

  • โรคเกาต์เฉียบพลัน: โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นหลังมื้ออาหารที่อุดมด้วยโปรตีนสูง และมักเริ่มมีอาการในช่วงกลางคืน อาการปวดมักรุนแรงที่ข้อเดียว (พบบ่อยที่สุดคือข้อหัวแม่เท้า) และตอบสนองได้ดีต่อยา Colchicine
  • อาการของโรคเกาต์เรื้อรังและภาวะภาวะนี้เรื้อรัง:
    • ปุ่มโทฟัส: เกิดจากการสะสมของผลึกยูเรตในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มักพบที่ใบหู ข้อศอก และบริเวณใกล้ข้อต่อ อาจมองเห็นเป็นสีขาวอยู่ภายใน เมื่อปุ่มโทฟัสแตกออกจะมีสารสีขาวคล้ายชอล์กไหลออกมา
    • อาการปวด บวม และข้อผิดรูป: เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในข้อต่อ
    • นิ่วในไต: คือนิ่วกรดยูริก ซึ่งแสดงอาการด้วยอาการปวดบิดในไต ปวดบริเวณสีข้างและเอวที่แผ่ลงไปถึงขาหนีบและอวัยวะเพศ อาจมีปัสสาวะเป็นเลือด
    • ภาวะไตวาย: เกิดจากโรคไตอักเสบชนิดมีพังผืดแทรก (Interstitial Nephritis)

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อระดับกรดยูริกในเลือดสูง

  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น อาหารทะเล เครื่องในสัตว์
  • ภาวะอ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)
  • โรคไตเรื้อรัง
  • การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน
  • การใช้ยาสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด เช่น แอสไพริน, Furosemide
  • การมีโรคมะเร็งบางชนิด

การป้องกันกรดยูริกสูง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันภาวะนี้และลดความเสี่ยง:

  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ: เน้นผักใบเขียว ลดไขมันจากสัตว์ และลดอาหารที่มีพิวรีนสูง หากมีภาวะภาวะนี้อยู่แล้ว
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
  • ไม่ใช้ยาโดยไม่จำเป็น: หากจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การวินิจฉัยภาวะกรดยูริกในเลือด

การวินิจฉัยภาวะนี้มักทำได้โดยการตรวจเลือดและพิจารณาจากอาการร่วมด้วย:

กรดยูริกสูง ข้ออักเสบ
  • การตรวจกรดยูริกในเลือด: ถือเป็นภาวะภาวะนี้เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดของผู้ชายสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (420 µmol/L) และของผู้หญิงสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (360 µmol/L)
  • การตรวจอื่นๆ: เช่น การตรวจการทำงานของไต และการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ไต
  • การเจาะน้ำไขข้อ: หากมีการสะสมของน้ำในข้อต่อ เพื่อตรวจหาผลึกยูเรตสำหรับวินิจฉัยโรคเกาต์
  • การเอกซเรย์ข้อต่อ: เพื่อดูความเสียหายของข้อต่อเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นจากโรค

แนวทางการรักษาและจัดการระดับกรดยูริก

การรักษาภาวะนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก:

  • ภาวะภาวะนี้ที่ไม่มีอาการ: อาจไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา หากผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 40 ปี มีกรดยูริกในเลือดสูงเกิน 480 ไมโครโมลต่อลิตร และมีโรคเมตาบอลิกอื่น ๆ ร่วมด้วย อาจพิจารณาใช้ยาลดกรดยูริกแต่เนิ่น ๆ หากภาวะภาวะนี้เกิดจากภาวะ Tumor Lysis Syndrome ในโรคมะเร็ง ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
  • ภาวะภาวะนี้ที่มีอาการ: แสดงออกเป็นโรคเกาต์ หรือความเสียหายเรื้อรังจากภาวะนี้
    • โรคเกาต์เฉียบพลัน: สามารถใช้ยา Colchicine ขนาด 1 มิลลิกรัมต่อวัน รับประทานตอนเย็น ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือท้องเสียหรืออาเจียน หรืออาจใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Diclofenac, Piroxicam โดยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากผู้ป่วยมีโรคกระเพาะอาหาร
    • โรคเกาต์เรื้อรังและความเสียหายเรื้อรังจากภาวะนี้: มักใช้ยา Allopurinol ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดยูริก ไม่ควรเริ่มใช้ Allopurinol ทันทีในช่วงที่เกิดโรคเกาต์เฉียบพลัน ควรรอให้การอักเสบลดลงก่อน อย่างไรก็ตาม หากกำลังใช้ Allopurinol อยู่แล้วและเกิดโรคกำเริบขึ้น ก็ควรใช้ยาต่อไป ข้อเสียของ Allopurinol คืออาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ (ประมาณ 2-3%) ยาในกลุ่มเดียวกันคือ Febuxostat ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดกรดยูริกได้ดีกว่าและทำให้เกิดอาการแพ้ยาน้อยกว่า Allopurinol แต่มีราคาสูงกว่า ส่วนยา Probenecid ซึ่งช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ ปัจจุบันมีการใช้น้อยลง อาจพิจารณาใช้เมื่อไม่สามารถทนยาในกลุ่มยับยั้งการสร้างกรดยูริกได้

คำถามที่พบบ่อย

กรดยูริกสูงจำเป็นต้องมีอาการเสมอไปหรือไม่?

ไม่จำเป็น ภาวะนี้บางครั้งอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย ซึ่งเรียกว่าภาวะภาวะนี้ที่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะถูกตรวจพบจากการตรวจเลือดประจำปี และไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาทันที ขึ้นอยู่กับระดับกรดยูริกและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

อะไรคือผลกระทบหลักของภาวะกรดยูริกในเลือดสูง?

ผลกระทบหลักคือการนำไปสู่โรคเกาต์ ซึ่งมีอาการปวดข้ออย่างรุนแรง นอกจากนี้ ผลึกยูเรตยังสามารถสะสมตามข้อต่อและใต้ผิวหนังเป็นปุ่มโทฟัส หรือก่อตัวเป็นนิ่วในไต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้ในระยะยาว

การควบคุมอาหารเพียงพอที่จะจัดการภาวะกรดยูริกสูงได้หรือไม่?

การควบคุมอาหารเป็นส่วนสำคัญในการจัดการภาวะนี้ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม หากระดับกรดยูริกยังคงสูงมาก หรือมีอาการของโรคเกาต์แล้ว การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์มักเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดระดับกรดยูริกและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง