โรคไตอักเสบ คือภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นในส่วนของโกลเมอรูไล ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดฝอยและเส้นเลือดในไต ไตมีหน้าที่สำคัญในการกรองเลือดเพื่อสร้างปัสสาวะ ขับของเสีย ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ รวมถึงรักษาระดับความดันโลหิตและมีส่วนร่วมในการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้น หากเกิดความเสียหายที่โกลเมอรูไล อาจมีอาการบวม ความดันโลหิตสูง การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของปัสสาวะ หรือภาวะซีด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะไตวาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและอาจถึงแก่ชีวิตได้ ภาวะนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ซึ่งแต่ละชนิดมีสาเหตุและลักษณะทางคลินิกที่แตกต่างกัน ภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน เป็นภาวะอักเสบอย่างรวดเร็วในโกลเมอรูไล มักเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส กลุ่ม A ชนิดเบต้าฮีโมไลติก ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือหลังจากการเจ็บคอ ส่วนใหญ่ภาวะนี้จะฟื้นตัวได้เองภายใน 4-6 สัปดาห์ ในขณะที่ภาวะไตอักเสบเรื้อรัง เป็นการอักเสบเรื้อรังที่ดำเนินไปหลายเดือนหรือหลายปี นำไปสู่การเกิดพังผืดและไตฝ่อทั้งสองข้าง โรคนี้มักมีการกำเริบเป็นระยะ และท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาวะไตวายเรื้อรังที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ การวินิจฉัยชนิดของภาวะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละชนิดมีอาการทางคลินิกที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยในการระบุสาเหตุ วินิจฉัย และกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีประสิทธิภาพ ภาวะนี้อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้: การติดเชื้อในลำคอหรือการติดเชื้อที่ผิวหนังจากแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส ชนิดเบต้าฮีโมไลติก กลุ่ม A บางสายพันธุ์ (เช่น type 4, 12, 13, 25, 31, 49) สามารถทำให้เกิดภาวะไตอักเสบเฉียบพลันได้ โดยทั่วไปแล้ว มักเกิดขึ้นหลังจากติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสประมาณ 10-15 วัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของชนิดเฉียบพลัน โรคลูปัสอีริทีมาโตซัสทั่วร่างกาย (Systemic Lupus Erythematosus – SLE): แอนติบอดีในผู้ป่วย SLE สามารถโจมตีเนื้อเยื่อไตและทำให้การทำงานของไตเสียหายได้ โรคเบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่ได้รับการควบคุมที่ดี นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อไต โรคเบอร์เกอร์ (Berger’s disease หรือ IgA nephropathy): เป็นภาวะที่แอนติบอดี IgA สะสมในเนื้อเยื่อไต ทำให้เกิดความเสียหาย ภาวะกลูเมอรูโลสเคิลโรซิสแบบเฉพาะที่ (Focal Segmental Glomerulosclerosis): การเกิดแผลเป็นในเนื้อเยื่อไตส่วนที่ทำให้การทำงานเสียหายและก่อให้เกิดกลุ่มอาการเนโฟรติก ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ยาและสารเคมีบางชนิด สาเหตุอื่นๆ: เช่น หลอดเลือดอักเสบ Henoch-Schönlein, หลอดเลือดแดงขนาดเล็กอักเสบชนิดปุ่ม, ภาวะไตอักเสบในโรค Osler, กลุ่มอาการ Goodpasture เป็นต้น อาการของภาวะนี้มีความหลากหลายอย่างมาก บางครั้งอาจดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าป่วย มีเพียงเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะในระดับจุลภาคและโปรตีนในปัสสาวะ หรืออาจมีการดำเนินของโรคที่รุนแรง อาการหลักของภาวะนี้คือ: อาการบวม อาการบวมเป็นลักษณะทางคลินิกที่สำคัญของโรคที่เกี่ยวกับโกลเมอรูไล ซึ่งโรคไตอื่นๆ มักไม่มีอาการบวม ดังนั้นเมื่อมีอาการบวม ควรนึกถึงปัญหาเกี่ยวกับโกลเมอรูไล ผู้ป่วยจะรู้สึกหนักหน้า เปลือกตาบวม ขาบวมทั้งสองข้าง บวมนิ่ม กดบุ๋มได้ มักบวมมากในช่วงเช้า และลดลงในช่วงบ่าย ร่วมกับการปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้มขึ้น อาการบวมมักพบในช่วง 10 วันแรก และจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อผู้ป่วยปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการทุเลาของโรคในชนิดเฉียบพลัน สำหรับภาวะไตอักเสบเรื้อรัง อาการบวมอาจไม่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจยังคงดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ หรือบางรายอาจมีอาการบวมมากทั่วร่างกาย บวมนิ่ม กดบุ๋มชัดเจน และอาจมีภาวะท้องมาน น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือน้ำในถุงอัณฑะร่วมด้วย ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเป็นอาการทางคลินิกที่พบบ่อย สำหรับภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเฉียบพลัน และอาจมีภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรุนแรงเป็นเวลานานหลายวัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะ และหมดสติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิตในชนิดเฉียบพลัน สำหรับภาวะไตอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงอาจไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยมักปรากฏเป็นครั้งคราวในช่วงที่โรคกำเริบ ซึ่งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของการดำเนินของโรค ความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะไตวายเรื้อรังที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อจอประสาทตา ภาวะหัวใจล้มเหลว และหลอดเลือดสมอง ปัสสาวะเป็นเลือดขนาดใหญ่ในภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจปัสสาวะเป็นเลือดปนออกมาคล้ายน้ำล้างเนื้อ หรือน้ำต้มผักบุ้ง ไม่แข็งตัว โดยปัสสาวะเป็นเลือดขนาดใหญ่วันละ 1-2 ครั้ง ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก มักปรากฏในช่วงสัปดาห์แรก แต่ก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ จำนวนครั้งที่ปัสสาวะเป็นเลือดจะค่อยๆ ลดลง โดยอาจเป็น 3-4 วันครั้ง แล้วหายไปในที่สุด การปัสสาวะเป็นเลือดในภาวะไตอักเสบเฉียบพลันมักไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายโดยรวม การปัสสาวะเป็นเลือดในระดับจุลภาคอาจคงอยู่เป็นเวลาหลายเดือน การปัสสาวะเป็นเลือดเป็นสัญญาณสำคัญในการวินิจฉัยโรคไตอักเสบเฉียบพลัน หากไม่มีปัสสาวะเป็นเลือด ควรพิจารณาการวินิจฉัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ ปัสสาวะน้อย (Oliguria): ปริมาณปัสสาวะน้อยกว่า 500 มิลลิลิตรต่อวัน มักพบในช่วงสัปดาห์แรกของโรคต่อเนื่อง 3-4 วัน และอาจกลับมาเป็นอีกได้ภายใน 3-4 สัปดาห์ ในบางกรณี อาจมีภาวะปัสสาวะน้อยหรือไม่มีปัสสาวะเลยเป็นเวลานาน การตรวจปัสสาวะพบโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria) อยู่ที่ 0.5-2 กรัมต่อวัน ควรทำการตรวจวัดโปรตีนในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง เพื่อหาปริมาณโปรตีนที่สูญเสียไปอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นปัจจัยในการพยากรณ์โรคและประเมินผลการรักษา หากโปรตีนในปัสสาวะสูงขึ้น การพยากรณ์โรคจะแย่ลง แต่หากโปรตีนกลับมาเป็นลบ หมายถึงโรคได้ฟื้นตัวแล้ว นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะยังพบสัญญาณอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะในระดับจุลภาคที่คงอยู่หลายเดือน และพบ Cast ในปัสสาวะ เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะเป็นปัจจัยบ่งชี้การพยากรณ์ของภาวะไตอักเสบเรื้อรัง หากเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะยังคงเป็นบวก ความเสี่ยงที่โรคจะกลับมาเป็นซ้ำก็ยังคงมีอยู่ ชีวเคมีในเลือด: ประเมินการทำงานของไตผ่านระดับยูเรียและครีอะตินีน โดยค่าเหล่านี้อาจไม่เพิ่มขึ้นหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือเพิ่มขึ้นสูงในกรณีที่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน หากภาวะนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและกำเริบบ่อยครั้ง ระดับยูเรียและครีอะตินีนจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อาจพบโปรตีนในเลือดต่ำและไขมันในเลือดสูง อาการอื่นๆ: อาการหัวใจล้มเหลวในภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน มีไข้เล็กน้อย 37.5-38.5 องศาเซลเซียส ปวดบริเวณบั้นเอว ปวดตื้อๆ หรือปวดรุนแรง ปวดท้อง ท้องอืดเล็กน้อย คลื่นไส้ ท้องเสีย ในบางกรณีภาวะไตอักเสบเฉียบพลันอาจเริ่มต้นด้วยอาการปวดท้องเฉียบพลัน ภาวะซีด: ผู้ป่วยภาวะไตอักเสบเรื้อรังอาจมีภาวะซีด ผิวซีดเซียว เยื่อบุอ่อนสีซีด วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ซึ่งอาจเกิดจากการขาดสารอาหารหรือภาวะไตวายเรื้อรังที่นำไปสู่ภาวะซีดเรื้อรัง หลังการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิดเบต้าฮีโมไลติก กลุ่ม A จากการเจ็บคอเฉียบพลัน หรือการติดเชื้อที่ผิวหนัง โรคเบาหวาน โรคลูปัสอีริทีมาโตซัสทั่วร่างกาย (SLE) ภาวะไตอักเสบเฉียบพลันที่กลับมาเป็นซ้ำหลายครั้งจนกลายเป็นชนิดเรื้อรัง การใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อโกลเมอรูไล ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม แก้ไขแหล่งติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อเรื้อรังบริเวณลำคอ เช่น การผ่าตัดต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง การรักษาหูชั้นกลางอักเสบ รวมถึงการรักษาภาวะติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น โรคเกลื้อน หรือตุ่มหนองอักเสบ หากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิดเบต้าฮีโมไลติก กลุ่ม A จำเป็นต้องใช้ยาเพนิซิลลินในการรักษา โดยรักษาตามแผนการรักษาเป็นระยะเวลานาน หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานมากเกินไป และป้องกันการติดเชื้อหรือสัมผัสความเย็น โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาและติดตามอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะในช่วงเฉียบพลัน และติดตามผลอย่างน้อย 1 ปี การควบคุมอาหาร: ลดปริมาณเกลือในอาหาร งดโดยเด็ดขาดในช่วง 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับอาการบวมและความดันโลหิตสูง รวมถึงจำกัดปริมาณน้ำในบางกรณี และพิจารณาจำกัดโปรตีนในกรณีของภาวะไตอักเสบเฉียบพลันที่มีภาวะไตวายร่วมด้วย การดูแลที่บ้าน: พักผ่อนบนเตียงในช่วงเฉียบพลันประมาณ 2-4 สัปดาห์ วัดความดันโลหิตทุกวัน และสังเกตปริมาณปัสสาวะ หลังจากผ่านช่วงเฉียบพลันแล้ว ควรทำกิจกรรมทางกายภาพเบาๆ การป้องกันภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน คือการตรวจหา วินิจฉัย และรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและที่ผิวหนังให้ทันเวลาและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ควรให้ความสนใจกับกรณีการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ผู้ที่เคยเป็นภาวะไตอักเสบเฉียบพลันควรได้รับการติดตามอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีหลังจากออกจากโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาและรักษาภาวะแทรกซ้อนให้ทันเวลา ป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปเป็นชนิดเรื้อรัง การกำจัดแหล่งอักเสบเรื้อรัง เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือฟันผุ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ควรดำเนินการเมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่แล้ว พิจารณาจากเกณฑ์ดังต่อไปนี้: อาการบวม ปัสสาวะเป็นเลือดขนาดใหญ่หรือในระดับจุลภาค โปรตีนในปัสสาวะ (++) ความดันโลหิตสูง เกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสบริเวณลำคอหรือที่ผิวหนัง และพบค่า ASLO เป็นบวก มักพบในเด็ก เกณฑ์ที่จำเป็นคือโปรตีนในปัสสาวะและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ร่วมกับสัญญาณของการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส การวินิจฉัยโรคไตอักเสบเรื้อรังต้องพิจารณาจาก 4 อาการหลักดังนี้: อาการบวม โปรตีนในปัสสาวะ เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง มี 2 อาการที่จำเป็นคือโปรตีนในปัสสาวะและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ในการวินิจฉัยชนิดเรื้อรัง ต้องอาศัยเงื่อนไขดังต่อไปนี้: พบในผู้ใหญ่ (อายุมากกว่าหรือน้อยกว่า 20 ปี) ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โรคนานเกิน 6 เดือน ค่ายูเรียและครีอะตินีนสูงขึ้น ภาวะไตอักเสบเรื้อรังมักมีพยากรณ์โรคไม่ดี พยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นโรค การมีหรือไม่กลุ่มอาการเนโฟรติก ภาวะความดันโลหิตสูง สาเหตุของโรค และโรคที่เกี่ยวข้อง ภาวะไตวายเรื้อรังมักเกิดขึ้นหลังจากเป็นโรคไปแล้ว 10-20 ปี ค่ายูเรียและครีอะตินีนที่สูงขึ้นเป็นสัญญาณของการทำงานของไตที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจไม่แม่นยำและได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย รวมถึงใช้เวลานาน ดังนั้น เพื่อประเมินการทำงานของไต จึงมีวิธีการที่ทันสมัยและแม่นยำสูงคือการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อประเมินการทำงานของไต (Renal Scintigraphy) การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อประเมินการทำงานของไตเป็นการประเมินการทำงานของไตโดยใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่ทันสมัยและมีความแม่นยำสูง ด้วยภาพที่มีคุณภาพดี การตรวจนี้จึงเป็นเทคนิคที่ขาดไม่ได้ในการสำรวจการทำงานของไต ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคระบบทางเดินปัสสาวะ แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามชนิดทางคลินิก ไม่ว่าจะเป็นภาวะไตอักเสบเฉียบพลันหรือภาวะไตอักเสบเรื้อรัง ชนิดเฉียบพลันมักมีพยากรณ์โรคที่ดีกว่าและอาจหายเป็นปกติได้โดยสมบูรณ์ หากชนิดเฉียบพลันไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ชนิดเรื้อรังได้ และชนิดเรื้อรังที่ดำเนินไปนานอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางการรักษาอย่างเคร่งครัด เพื่อจำกัดภาวะแทรกซ้อนและยืดระยะเวลาการดำเนินไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง การรักษาประกอบด้วย: การพักผ่อน: หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานมากเกินไปในช่วง 6 เดือนแรก รับประทานอาหารรสอ่อน หลีกเลี่ยงการติดเชื้อและการสัมผัสความเย็น และติดตามผลเป็นระยะเวลานาน การรักษาสาเหตุ: หากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสิ่งจำเป็น ควรใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เป็นอันตรายต่อไต และเน้นการให้ทางปาก สำหรับสาเหตุจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้คือเพนิซิลลิน (penicillin) โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การรักษาตามอาการ: อาการบวม: ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ ความดันโลหิตสูง: อาจใช้ยากลุ่มขับปัสสาวะแบบ Loop, ยาต้านแคลเซียม, ยาในกลุ่ม Beta-blockers การรักษาด้วยคอร์ติโคสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกันในภาวะไตอักเสบเรื้อรัง ภาวะนี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส ชนิดเบต้าฮีโมไลติก กลุ่ม A หลังจากการเจ็บคอหรือติดเชื้อที่ผิวหนัง โรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างโรคลูปัส การเป็นเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือผลข้างเคียงจากยาและสารเคมีบางชนิด อาการหลักของภาวะนี้ที่ควรสังเกต ได้แก่ อาการบวม โดยเฉพาะที่ใบหน้าและเปลือกตา ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นเลือด (อาจมีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ) และการเปลี่ยนแปลงในปัสสาวะ เช่น มีปริมาณน้อยลง หรือพบโปรตีนในปัสสาวะ การตรวจสุขภาพไตมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจหาอาการไตผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ และช่วยในการวินิจฉัยและติดตามภาวะนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง การตรวจหาโปรตีนและเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ รวมถึงการตรวจค่าการทำงานของไต เช่น ยูเรียและครีอะตินีน เป็นส่วนสำคัญของการตรวจสุขภาพไต ควรพบแพทย์หรือขอรับการตรวจเพิ่มเติมหากอาการรุนแรงขึ้น เกิดอาการต่อเนื่อง มีไข้ อ่อนเพลียมาก ปวดรุนแรง หรือมีสัญญาณผิดปกติที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการแบบฉุกเฉินไม่ควรรอให้อาการหายเองภาพรวมของโรคไตอักเสบ

สาเหตุของโรคไตอักเสบ
อาการของโรคไตอักเสบ
กลุ่มเสี่ยงของภาวะไตผิดปกติ
การป้องกันภาวะไตผิดปกติ

การวินิจฉัยภาวะไตผิดปกติ
การวินิจฉัยภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน
การวินิจฉัยโรคไตอักเสบเรื้อรัง
แนวทางการรักษาโรคไตอักเสบ
คำถามที่พบบ่อย
โรคไตอักเสบเกิดจากอะไร?
อาการหลักของภาวะไตที่ผิดปกติคืออะไร?
การตรวจสุขภาพไตมีความสำคัญอย่างไร?
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
