ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด คือการที่ของเหลวสะสมอยู่ในช่องเยื่อหุ้มปอด (ช่องว่างระหว่างปอดและผนังทรวงอก) มากเกินกว่าปริมาณปกติทางสรีรวิทยา ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอาการต่างๆ ในผู้ป่วย
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำในปอดสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้
น้ำเหลืองซึมผ่าน (Transudate): เกิดจากความผิดปกติของแรงดันในหลอดเลือด เช่น ภาวะตับแข็งที่มีท้องมาน, ภาวะหัวใจวาย, ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์, ภาวะทุพโภชนาการรุนแรง, หรือถุงน้ำรังไข่ขนาดใหญ่ น้ำเหลืองคัดหลั่ง (Exudate): เกิดจากการอักเสบหรือการบาดเจ็บของเยื่อหุ้มปอดและปอด เช่น การติดเชื้อในปอด (แบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, ปรสิต, อะมีบา), วัณโรค, มะเร็ง, โรคแพ้ภูมิตัวเอง (เช่น โรคลูปัส), หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดมีสีเลือด: อาจบ่งชี้ถึงมะเร็งเยื่อหุ้มปอด, มะเร็งแพร่กระจายมายังปอด, การบาดเจ็บที่ทรวงอก, หรือภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการในช่องเยื่อหุ้มปอด น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดมีสีขุ่นคล้ายน้ำนม: มักเกิดจากการกดทับหรือความเสียหายของท่อน้ำเหลืองในทรวงอก (chylothorax), หรือการอักเสบของท่อน้ำเหลืองที่เกิดจากพยาธิฟิลาเรีย
สำหรับสาเหตุที่พบได้บ่อยของภาวะนี้ ได้แก่:
วัณโรคเยื่อหุ้มปอด: คิดเป็นประมาณ 40% ของสาเหตุทั้งหมด มักมีไข้ต่ำๆ ในช่วงบ่าย, ไอมีเสมหะปนเลือด, น้ำหนักลด ปอดอักเสบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ: มีไข้สูง, เจ็บหน้าอก, ไอมีเสมหะ มะเร็ง: มักพบในผู้สูงอายุ, มีประวัติสูบบุหรี่หรือสัมผัสควันและฝุ่นละอองเป็นเวลานาน ภาวะหัวใจวาย: ผู้ป่วยมีประวัติโรคหัวใจ, มีอาการบวมที่ขา, ปัสสาวะน้อย ตับแข็งและท้องมาน: มีประวัติตับแข็งหรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก กลุ่มอาการไตอักเสบเนฟโรติก: มีอาการบวมทั่วร่างกาย, ปัสสาวะน้อย, น้ำในปอดมีลักษณะใส เจ็บหน้าอก: เป็นอาการเริ่มต้นที่มักปรากฏก่อน มีอาการปวดตื้อๆ บริเวณที่น้ำสะสม หายใจลำบาก: เป็นอาการที่พบได้บ่อยและชัดเจน ความรุนแรงของการหายใจลำบากขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำในปอด ไอ: อาจมีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะ อาการไอจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง มีไข้: อาจพบในกรณีที่มีการติดเชื้อหรือการอักเสบรุนแรง
บุคคลที่มีโรคประจำตัวที่กล่าวมาข้างต้น หากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและการทำงานให้ถูกสุขลักษณะและปราศจากมลภาวะ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือปรุงไม่สุก เช่น ส้มตำปูปลาร้าดิบ หรือยำต่างๆ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ แยกตัวหรือใช้ยาป้องกันเมื่อสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ดูแลสุขอนามัยในช่องปากและลำคอเป็นประจำทุกวัน และรักษาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนให้หายขาด งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง ภาวะน้ำในปอดสามารถตรวจพบได้จากการตรวจร่างกาย โดยแพทย์อาจพบสัญญาณของ “กลุ่มอาการ 3 ลด” (การลดลงของเสียงหายใจ, การสั่นสะเทือนของทรวงอก, และเสียงเคาะทึบ) การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (X-ray) จะแสดงให้เห็นถึงการสะสมของภาวะนี้ การเจาะดูดภาวะนี้เพื่อส่งตรวจเป็น “มาตรฐานทอง” ในการวินิจฉัย
ภาวะภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างทันท่วงทีที่สถานพยาบาล
ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร การเจาะดูดน้ำออกจากช่องเยื่อหุ้มปอดสามารถทำได้เพื่อส่งตรวจวินิจฉัย วัณโรค: ใช้ยาต้านวัณโรคหลายชนิดร่วมกันตามแผนการรักษาที่กำหนด การติดเชื้อ: ใช้ยาปฏิชีวนะในขนาดสูงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ มะเร็ง: อาจรวมถึงการผ่าตัด, การทำเคมีบำบัด, หรือการฉายรังสีบำบัด ตับแข็ง, หัวใจวาย, ไตวาย, กลุ่มอาการไตอักเสบเนฟโรติก: รักษาตามแนวทางของโรคพื้นฐานแต่ละชนิด
การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดด้วยการฝึกหายใจ, การเป่าบอลลูน, และการฝึกขยายทรวงอกเป็นประจำในระยะยาว
คำตอบ: ภาวะภาวะนี้คือการที่มีของเหลวสะสมมากเกินไปในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างปอดและผนังทรวงอก ซึ่งโดยปกติจะมีของเหลวอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
คำตอบ: ความรุนแรงของภาวะนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและปริมาณน้ำที่สะสม หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
คำตอบ: การป้องกันทำได้โดยการดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง, หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรค, และจัดการกับโรคประจำตัวอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โรคหัวใจ, ตับแข็ง, หรือโรคไต
ภาวะภาวะนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาพื้นฐานที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด: ทำความเข้าใจและรับมือ
ภาวะนี้เป็นอาการที่พบได้บ่อยทั่วโลก และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้
ภาวะน้ำในปอดไม่ใช่โรคโดยตรง แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากโรคพื้นฐานหลายชนิด
โดยประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยสามารถระบุสาเหตุได้ ในขณะที่อีก 10-20% ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

สาเหตุของภาวะน้ำในปอด
น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดมักมีสีเหลืองอ่อนคล้ายน้ำมะนาว และอาจตรวจพบเชื้อวัณโรคจากการตรวจวิเคราะห์น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
ภาพถ่ายรังสีปอดอาจแสดงการอักเสบของปอด และน้ำในปอดอาจมีลักษณะเป็นหนอง
การเพาะเชื้อจากน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดสามารถช่วยระบุเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุได้
น้ำในปอดอาจมีสีแดงหรือเหลืองอ่อน, เกิดขึ้นซ้ำเร็วหลังการระบายน้ำ, น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว, และร่างกายทรุดโทรม
อาจพบเซลล์มะเร็งในน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
มักเกิดภาวะน้ำในปอดทั้งสองข้าง โดยน้ำมีลักษณะใสและปริมาณไม่มาก
น้ำในปอดมักใสหรือมีสีเหลืองอ่อน และอาจมีอาการตับโตอาการของภาวะน้ำในปอด
อาการปวดจะมากขึ้นเมื่อนอนตะแคงไปด้านตรงข้าม หรือเมื่อหายใจเข้าลึกๆ
ยิ่งน้ำสะสมมากขึ้น การหายใจก็จะยิ่งลำบากมากขึ้นใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำในปอด?
ล้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำในปอดได้
การป้องกันน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
ซึ่งอาจเป็นแหล่งของพยาธิหรือเชื้อโรค
เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อไปยังปอดการวินิจฉัยภาวะน้ำในปอด
โดยในกรณีที่มีน้ำเล็กน้อย จะเห็นมุมชายปอดทู่ ในกรณีปานกลางจะเห็นเป็นเงาทึบที่ 1 ใน 3 ส่วนล่างของปอด
และหากมีปริมาณมาก อาจเห็นเป็นเงาทึบทั่วปอดครึ่งซีกและดันหัวใจไปด้านตรงข้าม
สีของน้ำและผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการจะช่วยแยกแยะว่าเป็นน้ำเหลืองซึมผ่านหรือน้ำเหลืองคัดหลั่ง
ซึ่งจะช่วยในการหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพการรักษาน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
เพื่อให้การรักษาประสบความสำเร็จและป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งสำคัญคือการระบุสาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้

การระบายน้ำออกจากเยื่อหุ้มปอด
หรือเพื่อลดปริมาณน้ำเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้น
การรักษาตามสาเหตุ
โดยต้องรับประทานยาอย่างถูกขนาดและครบตามระยะเวลาที่กำหนด
โดยเลือกชนิดของยาปฏิชีวนะตามผลการเพาะเชื้อการรักษาเสริมอื่นๆ
นอกจากนี้ อาจพิจารณาการทำให้เยื่อหุ้มปอดติดกัน (pleurodesis) โดยใช้สารเคมีเช่น โพวิโดน ในกรณีที่ภาวะนี้มีปริมาณมากและกลับมาเป็นซ้ำอย่างรวดเร็ว
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ภาวะ น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด คืออะไร?
การสะสมที่ผิดปกตินี้อาจเกิดจากภาวะทางการแพทย์หลายประการ
คำถาม: โรคเยื่อหุ้มปอดอันตรายหรือไม่?
อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น การหายใจล้มเหลว หรือการติดเชื้อในช่องปอดได้
คำถาม: การป้องกันภาวะน้ำในปอดทำได้อย่างไร?
การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและอาการของภาวะนี้จะช่วยให้สามารถเข้ารับการดูแลทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ.
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
