ภาพรวมของถุงน้ำในไต
ถุงน้ำในไตเป็นก้อนเนื้อที่ผิดปกติภายในไต ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงที่บรรจุของเหลวใสอยู่ภายใน และมักไม่เชื่อมต่อกับระบบกรวยไต โดยสามารถเกิดขึ้นได้ในไตข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ถุงน้ำในไตพบได้บ่อยในผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถพบในเด็กได้เช่นกัน ซึ่งบางกรณีอาจเป็นถุงน้ำในไตแต่กำเนิด

ถุงน้ำในไตสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:
- ถุงน้ำในไตชนิดเดี่ยว (Simple Renal Cyst): เป็นก้อนของเหลวที่ผิดปกติเพียงหนึ่งก้อนในไต อาจพบในไตข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถุงน้ำชนิดนี้มักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการใดๆ หากมีขนาดเล็กกว่า 6 ซม. และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการทำ CT-Scan หรืออัลตราซาวนด์ หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณสีข้างได้ ซึ่งหากมีขนาดใหญ่มากจนกดเบียดเนื้อไตหรือก่อให้เกิดอาการปวดรุนแรง หรือมีการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด
- ถุงน้ำในไตหลายก้อน (Multiple Renal Cysts): มีลักษณะคล้ายกับถุงน้ำในไตชนิดเดี่ยว แต่มีหลายก้อน ซึ่งเกิดจากการอุดตันของท่อไตหลายส่วน
- โรคไตชนิดถุงน้ำหลายใบ (Polycystic Kidney Disease – PKD): มักเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจติดตามด้วยการอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน หากมีอาการปวดหรือติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อรับการรักษา
ภาวะนี้จัดเป็นภาวะที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและมักไม่แสดงอาการทางคลินิกบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่จะถูกตรวจพบจากการอัลตราซาวด์ ซึ่งจะเห็นถุงน้ำใส ผนังบาง และขอบเขตชัดเจน
ภาวะนี้มักมีการดำเนินของโรคอย่างช้าๆ และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก โดยมีเพียงประมาณไม่เกิน 3% ที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในถุงน้ำ ถุงน้ำแตก การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในไต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นภาวะที่ไม่รุนแรงและมักไม่มีอาการรุนแรง ยกเว้นในบางกรณีที่ถุงน้ำมีขนาดใหญ่มาก ทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
สาเหตุของถุงน้ำที่ไต
สาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้ชนิดเดี่ยวยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีบางสมมติฐานที่เชื่อว่าอาจเกิดจากการที่โครงสร้างของท่อไตถูกทำลาย หรือมีภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงไต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการก่อตัวของถุงน้ำขึ้น นอกจากนี้ การเกิดถุงติ่งเนื้อจากท่อไตก็สามารถแยกตัวออกมากลายเป็นถุงน้ำได้เช่นกัน และยังไม่พบหลักฐานว่ามียีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการก่อตัวและการพัฒนาของภาวะนี้ชนิดเดี่ยว
ในส่วนของโรคไตชนิดถุงน้ำหลายใบนั้น เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้
อาการและภาวะแทรกซ้อนของภาวะถุงน้ำที่ไต
ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้มักไม่แสดงอาการทางคลินิกใดๆ จนกว่าจะตรวจพบโดยบังเอิญ หรือพบจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้
อาการทางคลินิกที่อาจพบได้ ได้แก่:
- ในบางกรณี ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบริเวณสีข้างหรือบั้นเอวหากถุงน้ำมีขนาดใหญ่และกดเบียดอวัยวะอื่นร่วมกับมีปัสสาวะเป็นเลือด
- เมื่อมีการติดเชื้อหรือเลือดออกในถุงน้ำ จะทำให้เกิดอาการไข้ ปวด และหนาวสั่น อาการปวดอาจรุนแรงคล้ายกับอาการปวดนิ่วในไต หรือการอุดตันของกรวยไต
- อาจมีภาวะความดันโลหิตสูง หากมีการกดเบียดหลอดเลือดแดงที่ไต
- มักมีประวัติการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและนิ่วในไต
- ผู้ป่วยมักมีไตขนาดใหญ่และสามารถคลำพบได้จากการตรวจร่างกาย ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงและมีก้อนเนื้อบริเวณช่องท้องมักชวนให้นึกถึงภาวะนี้ นอกจากนี้ พบว่ามีผู้ป่วยถึง 40 – 50% ที่มีถุงน้ำในตับร่วมด้วย
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้จากภาวะนี้:
- อาการปวดท้องและสีข้าง: เกิดจากการติดเชื้อ เลือดออกในถุงน้ำ หรือนิ่วในไต
- ปัสสาวะเป็นเลือดจำนวนมาก (Gross Hematuria): มักเกิดจากการแตกของถุงน้ำเข้าสู่กรวยไต แต่อาจเกิดจากนิ่วในไตหรือการติดเชื้อได้เช่นกัน อาการมักจะหายไปภายใน 7 วันด้วยการพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ หากมีปัสสาวะเป็นเลือดซ้ำๆ ควรนึกถึงเนื้องอกร้าย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ: หากผู้ป่วยมีอาการปวดสีข้าง มีไข้ และเม็ดเลือดขาวสูง ควรนึกถึงการติดเชื้อในถุงน้ำ การเพาะเชื้อในเลือดอาจให้ผลบวก แต่การตรวจปัสสาวะอาจเป็นปกติได้ เนื่องจากถุงน้ำไม่ได้เชื่อมต่อกับทางเดินปัสสาวะ จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
- นิ่วในไต: พบว่าผู้ป่วยถึง 20% มีนิ่วในไต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิ่วแคลเซียมออกซาเลต ควรดื่มน้ำมากๆ (2 – 3 ลิตรต่อวัน)
- ความดันโลหิตสูง: ผู้ป่วยถึง 50% มีความดันโลหิตสูงเมื่อมาพบแพทย์ครั้งแรก ส่วนที่เหลือก็จะมีภาวะความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินของโรค
- หลอดเลือดโป่งพองในสมอง (Cerebral Aneurysm): อาจพบภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองที่วงวิลลิส ไม่มีการระบุให้มีการตรวจคัดกรองด้วยการฉีดสีหรือ CT scan เว้นแต่ผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวมีผู้ป่วยหลอดเลือดโป่งพอง หรือกำลังจะได้รับการผ่าตัดใดๆ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะความดันโลหิตสูง
ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ:
ลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วผิดปกติ ลิ้นหัวใจเอออร์ตาผิดปกติ นอกจากนี้ ผู้ป่วยเหล่านี้ยังมีแนวโน้มที่จะมีถุงผนังลำไส้ใหญ่โป่งพอง (Diverticulitis) ได้ง่าย
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อถุงน้ำในไต
ภาวะภาวะนี้มักพบในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ ซึ่งรวมถึง:
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- เพศชาย
- ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- ผู้ที่ต้องได้รับการล้างไตด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างไตทางช่องท้อง
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะนี้
การป้องกันถุงน้ำในไต
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันภาวะภาวะนี้ที่ spesifik
การวินิจฉัยโรคถุงน้ำที่ไต
การวินิจฉัยโรคภาวะนี้อาศัยข้อมูลจาก:
- ประวัติการเจ็บป่วย
- อาการทางคลินิก
จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้:
- การตรวจการทำงานของไต: ตรวจระดับยูเรีย (Urea), ครีเอตินิน (Creatinine), กรดยูริก (Uric acid)
- การตรวจปัสสาวะและเซลล์ในปัสสาวะ: ตรวจหาเม็ดเลือดขาวหรือเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ หากมีการติดเชื้อในถุงน้ำ
- โปรตีนในปัสสาวะ: มักไม่พบหรือพบน้อยมาก
- เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ: อาจพบปัสสาวะเป็นเลือดแบบ microscopic หรือ macroscopic เนื่องจากการบาดเจ็บ หรือการติดเชื้อในถุงน้ำ
- การอัลตราซาวด์: เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อระบุจำนวน ขนาด และผนังของถุงน้ำ ภาวะนี้มักมีรูปร่างกลมหรือวงรี ภายในมีของเหลวใส ไม่มีเงาเสียงด้านหลัง และมีขอบเขตชัดเจน โดยไม่เชื่อมต่อกับระบบกรวยไต
- การถ่ายภาพไตด้วยสารทึบรังสี (IVP): แสดงให้เห็นถึงการกดเบียดเนื้อไต หากเกิดจากถุงน้ำ และช่วยแยกแยะจากภาวะไตบวมน้ำ (hydronephrosis)
- การทำ CT scan หรือ MRI: อาจจำเป็นในบางกรณีเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคภาวะนี้ออกจากเนื้องอกในไต

การรักษาถุงน้ำในไต
ยังไม่มีการรักษาด้วยยาใดๆ ที่สามารถยับยั้งการดำเนินของโรคไปสู่ภาวะไตวายได้
หากภาวะนี้มีขนาดเล็กกว่า 5 ซม. และไม่มีอาการใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำการรักษา แต่ควรได้รับการติดตามด้วยการอัลตราซาวด์ การตรวจปัสสาวะ และการตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระแทกบริเวณไตอย่างรุนแรง
หากภาวะนี้มีขนาดใหญ่ (มากกว่า 5 ซม.) หรือก่อให้เกิดอาการ และเป็นสาเหตุของการกดเบียดกรวยไตและท่อไต จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
วิธีการผ่าตัดบางอย่าง ได้แก่:
- การเจาะดูดของเหลวและฉีดสารเคมีเพื่อทำให้เกิดพังผืด (Sclerosing agent): วิธีนี้มีอัตราการกลับเป็นซ้ำค่อนข้างสูงถึง 70% ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน
- การผ่าตัดเปิดเพื่อตัดผนังถุงน้ำ (Open surgery – Cyst Decortication): วิธีนี้ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลนาน และจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ทำให้สุขภาพของผู้ป่วยฟื้นตัวช้า
- การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อตัดผนังถุงน้ำ (Laparoscopic surgery – Cyst Decortication): เป็นวิธีการรักษาภาวะนี้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน ช่วยแก้ข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบเดิม และให้ผลลัพธ์ที่ดี รวมถึงมีความปลอดภัยสูง
การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น การมีเลือดออกในถุงน้ำ ผู้ป่วยต้องพักผ่อน รับประทานยาห้ามเลือด ดื่มน้ำให้เพียงพอ 2 ลิตรต่อวัน และอาจจำเป็นต้องให้เลือดหากอาการรุนแรง สำหรับการติดเชื้อ ควรได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาที่เหมาะสม
การรักษาอื่นๆ ได้แก่:
- ดื่มน้ำมากๆ (2 ลิตรต่อวัน) เพื่อป้องกันการเกิดนิ่ว หากมีภาวะแคลเซียมสูงในปัสสาวะ ควรใช้ยาขับปัสสาวะชนิดไธอะไซด์ และควรปรับสภาพปัสสาวะให้เป็นด่างหากมีภาวะกรดเกินในท่อไต
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาวิถีชีวิตและการทำงานให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
- หลีกเลี่ยงการใช้สารกระตุ้น เช่น การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
คำถามที่พบบ่อย
ถุงน้ำในไตเป็นภาวะที่ร้ายแรงหรือไม่?
ภาวะนี้ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ไม่เป็นอันตราย และมักไม่ก่อให้เกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่มาก มีการติดเชื้อ หรือกดเบียดอวัยวะสำคัญ ก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ ถุงน้ำบางชนิด เช่น โรคไตชนิดถุงน้ำหลายใบ (PKD) อาจมีความรุนแรงและนำไปสู่ภาวะไตวายได้หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
สาเหตุหลักของการเกิดถุงน้ำในไตคืออะไร?
สาเหตุของภาวะนี้ชนิดเดี่ยวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภายในท่อไต ส่วนโรคไตชนิดถุงน้ำหลายใบ (Polycystic Kidney Disease) มีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรม
การรักษาถุงน้ำในไตมีทางเลือกใดบ้าง?
หากภาวะนี้มีขนาดเล็กและไม่มีอาการ มักไม่จำเป็นต้องรักษา แต่จะติดตามอาการและขนาดเป็นระยะ กรณีที่ถุงน้ำมีขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดอาการ หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจพิจารณาการรักษาด้วยการเจาะดูดของเหลวหรือการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อตัดผนังถุงน้ำเป็นวิธีที่นิยมและมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน
การดูแลสุขภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับภาวะนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและรักษาสุขภาพไตให้แข็งแรง
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
