ภาวะนี้ เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีลักษณะเฉพาะคืออาการไข้ เจ็บคอ และมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามมือ เท้า และในปาก โรคนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างถ่องแท้เพื่อการป้องกันและดูแลที่เหมาะสม
มือเท้าปาก คืออะไร?
ภาวะนี้ คือ โรคติดเชื้อในเด็ก ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งสามารถแพร่ระบาดเป็นวงกว้างได้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยเฉพาะ Coxsackievirus A16 และ ไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) ลักษณะสำคัญของโรคคือการเกิดรอยโรคที่ผิวหนังและเยื่อบุในรูปของตุ่มน้ำใส ซึ่งมักพบบริเวณเยื่อบุในช่องปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น และหัวเข่า

การแพร่เชื้อของโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งทางเดินอาหาร เช่น น้ำลาย ตุ่มน้ำใส และอุจจาระของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ดังนั้น การอยู่ในสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มกันของเด็ก เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือสนามเด็กเล่น จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อและระบาดของโรคได้ง่าย
ภาวะนี้ สามารถพบได้ตลอดทั้งปีในประเทศไทย ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้น แต่โรคมีแนวโน้มพบมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะประมาณเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม โรคนี้อาจก่อให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้ ซึ่งกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงมักเกิดจากเชื้อ EV71 ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:
- ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ แสดงออกด้วยอาการสะดุ้ง ผวา ง่วงซึม หงุดหงิด เดินเซ ตัวสั่น ตาลาย เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง ชัก หรือ หมดสติ
- ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและระบบทางเดินหายใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดบวมน้ำเฉียบพลัน ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หรือภาวะช็อก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที
การวินิจฉัยโรคมือเท้าปาก
การวินิจฉัยโรคอาศัยข้อมูลจากอาการทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้
อาการทางคลินิก
- ช่วงเริ่มต้นของโรค: ประมาณ 1-2 วัน แรก ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เจ็บคอ เบื่ออาหาร และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย
- ช่วงอาการเต็มที่: อาการจะคงอยู่ประมาณ 3-10 วัน โดยมีอาการที่ชัดเจนของโรค ได้แก่:
- แผลในปาก: มีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสในเยื่อบุช่องปาก เหงือก และลิ้น ทำให้เกิดอาการเจ็บปาก เด็กจะปฏิเสธการกิน การดูดนม น้ำลายไหลมากขึ้น และอาจมีอาการงอแง
- ผื่นตุ่มน้ำใสที่ผิวหนัง: ตุ่มน้ำใสจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หัวเข่า และก้น มักคงอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะทิ้งรอยคล้ำไว้ ซึ่งพบได้น้อยมากที่จะเกิดแผลหรือการติดเชื้อแทรกซ้อน
- อาการทั่วๆ ไป: ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน หากมีไข้สูงต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- ช่วงฟื้นตัว: โดยปกติประมาณ 3-5 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ อาจจำเป็นต้องทำการตรวจ RT-PCR หรือการเพาะแยกเชื้อไวรัส เพื่อยืนยันสาเหตุของการติดเชื้อ
แนวทางการรักษาโรคมือเท้าปาก
หลักการรักษา
- ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะสำหรับการรักษาภาวะนี้ ดังนั้น การรักษาจึงเน้นที่การบรรเทาอาการและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- การเฝ้าระวังเพื่อตรวจพบและรักษาภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ
- การดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกาย
การรักษาเฉพาะ
- ดูแลสุขอนามัยในช่องปากของเด็กให้สะอาดอยู่เสมอ
- ให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
- การรักษาตามอาการ:
- ลดไข้: หากเด็กมีไข้สูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ควรให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หรือ ไอบูโพรเฟน
- ชดเชยน้ำและเกลือแร่: ให้สารละลายเกลือแร่โออาร์เอส
- กรณีมีแผลในปากและลำคอ: ใช้กลีเซอรีนบอแรกซ์เช็ดทำความสะอาดช่องปากก่อนและหลังรับประทานอาหาร อาจใช้เจลป้ายปากเพื่อฆ่าเชื้อและลดอาการเจ็บปวด เพื่อให้เด็กสามารถกินอาหารได้ง่ายขึ้น
- กรณีมีอาการชัก: ต้องให้ยาป้องกันการชักตามคำสั่งแพทย์
- เสริมวิตามินซี สังกะสี และยาบำรุงภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยให้เด็กฟื้นตัวเร็วขึ้น
- ควรพาเด็กกลับมาพบแพทย์ทันที หากมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:
- ไข้สูงอย่างต่อเนื่อง ≥ 39 องศาเซลเซียส
- หายใจเร็ว หายใจลำบาก ดูเหนื่อยล้า
- สะดุ้ง ผวา ร้องกวน นอนไม่หลับ
- อาเจียนมาก
- เดินเซ
- ผิวซีด มีลายเขียวคล้ำตามตัว มือเท้าเย็น มีเหงื่อออกมาก
- มีอาการชัก หรือหมดสติ
- หากเด็กมีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาในแผนกผู้ป่วยวิกฤติ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น ตรวจวัดชีพจร อุณหภูมิ ความดันโลหิต อัตราการหายใจ รูปแบบการหายใจ ระดับความรู้สึกตัว และฟังเสียงปอด
การป้องกันโรคมือเท้าปาก
หากอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นคือการใช้มาตรการดังต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
- แยกเด็กป่วยที่บ้าน: ไม่ควรให้เด็กไปโรงเรียนอนุบาล หรือสถานที่ที่มีเด็กอื่นๆ รวมกลุ่มกัน เป็นเวลา 10-14 วัน แรกของอาการป่วย
- เฝ้าระวังเด็กที่มีอาการไข้ในพื้นที่ระบาดอย่างใกล้ชิด หากสงสัยว่าป่วย ควรแยกเด็กออกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
- ไม่ควรเจาะหรือทำให้ตุ่มน้ำใสบนผิวหนังของผู้ป่วยแตก เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อแทรกซ้อน
- ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม: เช็ดทำความสะอาดห้องพักผู้ป่วย ฆ่าเชื้อพื้นผิว เตียงผู้ป่วย และห้องต่างๆ ด้วยน้ำยาคลอรามีน บี 2%
- จัดการขยะ เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนของผู้ป่วย และอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูแลตามขั้นตอนการป้องกันโรคติดต่อทางเดินอาหาร
- ผู้ดูแล หรือบุคลากรทางการแพทย์ ควรสวมถุงมือและล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าอ้อม หรือหลังสัมผัสอุจจาระ น้ำลาย และหลังการตรวจผู้ป่วย
เด็กในช่วงอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี มักประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ง่าย โดยเฉพาะหากเด็กเริ่มกินอาหารเสริมเร็วเกินไป หรือการจัดเก็บและชงนมไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ ในช่วงวัยนี้เด็กบางรายอาจมีพัฒนาการช้า ทั้งด้านการพูดและการเคลื่อนไหว ผู้ปกครองจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลและจัดหาโภชนาการที่ครบถ้วนให้แก่เด็กเป็นพิเศษ เพื่อสุขภาพที่ดีและการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์
คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: โรคมือเท้าปากแพร่กระจายได้อย่างไร?
คำตอบ: โรคนี้แพร่กระจายหลักๆ ผ่านทางเดินอาหาร โดยการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ ตุ่มน้ำใสที่แตก หรืออุจจาระ รวมถึงการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ
คำถาม: สัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคมือเท้าปากมีอะไรบ้าง?
คำตอบ: สัญญาณเตือนที่ควรระวังได้แก่ ไข้สูงลอย หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ ซึมลง สะดุ้งผวาบ่อยผิดปกติ อาเจียนบ่อย เดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการชัก ผู้ปกครองควรพาเด็กมาพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้
คำถาม: เราจะป้องกันโรคมือเท้าปากในชุมชนได้อย่างไร?
คำตอบ: การป้องกันทำได้โดยการหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือก่อนเตรียมอาหารและรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวและของเล่นที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ และแยกเด็กป่วยออกจากเด็กคนอื่นจนกว่าจะหายดี
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
