ภาพรวมภาวะเจ็บคอและคออักเสบ
อาการเริ่มต้นของหลายโรคทางเดินหายใจคือ เจ็บคอ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสร้างความรำคาญอย่างมากในชีวิตประจำวัน แม้ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ก็เป็นสัญญาณที่ร่างกายบ่งบอกถึงการอักเสบในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาวะนี้ ทั้งสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และแนวทางการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำว่า คออักเสบ หรือโพรงจมูกอักเสบ (nasopharyngitis) เป็นคำทางการแพทย์ที่ใช้อธิบายถึงการอักเสบเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งครอบคลุมทั้งโพรงจมูกและลำคอ โดยมีอาการทั่วไปได้แก่ การจาม น้ำมูกไหล ไอ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกายโดยรวม อาการเหล่านี้มักเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ไข้หวัดธรรมดา’ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ การระคายเคืองจากสารเคมี หรือมลพิษทางอากาศได้เช่นกัน ภาวะนี้พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก เจ็บคอ จากภาวะนี้มักไม่เป็นอันตรายและหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ แต่ก็สร้างความรำคาญได้มาก และแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว หรือช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูในภูมิอากาศเขตร้อนชื้น
สาเหตุของอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อและปัจจัยอื่น ๆ ในสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้เราสามารถป้องกันและดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี
การติดเชื้อที่ทำให้เกิดคออักเสบ
-
กรณีส่วนใหญ่ของคออักเสบเฉียบพลันเกิดจากการติดเชื้อไวรัส มีไวรัสหลายชนิด (กว่า 100 ชนิด) ที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ เช่น ไวรัสโคโรนา อะดีโนไวรัส หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ที่พบมากที่สุดคือ ไรโนไวรัส การติดเชื้อไวรัสนี้มักไม่เป็นอันตรายและหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ มิฉะนั้นอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นหรือกลายเป็นภาวะเรื้อรังได้
-
แบคทีเรียที่มักเป็นสาเหตุของภาวะคออักเสบ ได้แก่ Hemophillus Influenzae, Streptococcus pneumoniae, Staphylococcus aureus แต่ชนิดที่อันตรายที่สุดคือ เชื้อสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไข้รูมาติกเฉียบพลัน, ไตอักเสบเฉียบพลัน, หรือ Osler (เยื่อบุหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ)
-
ในบางกรณี อาจพบการติดเชื้อรา (เช่น Candida) ที่ทำให้เกิดภาวะคออักเสบได้บ้าง
-
คออักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อแพร่กระจายได้ง่ายมาก โดยเชื้อโรคสามารถแพร่ผ่านละอองฝอยขนาดเล็กที่ออกมาในอากาศเมื่อผู้ป่วยจาม ไอ พูดคุย หรือสั่งน้ำมูก หากผู้อื่นหายใจเอาละอองเหล่านี้เข้าไป ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ นอกจากนี้ การสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น ลูกบิดประตู ของเล่น หรือโทรศัพท์ แล้วนำมือไปสัมผัสตา จมูก หรือปาก ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เชื้อจะแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะ เช่น สำนักงาน โรงเรียน เนอสเซอรี่ หรือบนรถโดยสาร
สาเหตุอื่น ๆ ของอาการคออักเสบ
-
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดู เช่น จากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน หรือจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวในประเทศไทย ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุก
-
การระคายเคืองจากควันรถยนต์ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือไอสารเคมี (เช่น ไอสี หรือไอพลาสติกใหม่)
-
อาการแพ้ต่าง ๆ เช่น แพ้เกสรดอกไม้ อาหาร หรือเครื่องสำอาง
อาการของคออักเสบและสิ่งบ่งชี้ที่ควรระวัง
อาการของภาวะนี้มักปรากฏภายใน 1–3 วัน หลังจากการติดเชื้อ และอาจคงอยู่ได้นานตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ถึง 10 วัน หรือนานกว่านั้น ภาวะเจ็บคอร่วมกับอาการอื่น ๆ ของโพรงจมูกอักเสบ ได้แก่:
-
น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก
-
จาม
-
ไอ
-
อาการเจ็บคอ หรือแสบคอ
-
คันตา หรือน้ำตาไหล
-
ปวดศีรษะ
-
อ่อนเพลีย
-
ปวดเมื่อยตามร่างกาย
-
มีไข้เล็กน้อย
-
เสมหะไหลลงคอ (post-nasal drip)
อาการข้างต้นอาจไม่ปรากฏครบถ้วนในผู้ป่วยทุกคน แม้ว่าอาการเหล่านี้จะสร้างความไม่สบายตัว แต่โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ทั้งแพทย์และผู้ป่วยควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากมีอาการดังต่อไปนี้:
-
ไอหนักขึ้น มีเสมหะสีผิดปกติ (เขียว เทา ขุ่น)
-
ไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับมีอาการหนาวสั่น
-
อาการปวดและแสบคอแย่ลง
-
มีกลิ่นปากผิดปกติ
-
ต่อมทอนซิลอาจบวมโต
-
การส่องกล้องตรวจหู คอ จมูก อาจพบการอักเสบ มีสารคัดหลั่ง หรือมีหนอง
-
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ผลตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดอาจพบเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น
การวินิจฉัยโรคเจ็บคอ
การวินิจฉัยภาวะคออักเสบนี้มักพิจารณาจากอาการทางคลินิก และการตรวจร่างกายเพื่อดูการอักเสบของโพรงจมูกและลำคอผ่านการส่องกล้อง ในบางกรณีอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยระบุสาเหตุของการติดเชื้อ หากมีอาการเรื้อรังหรือต่อเนื่องนาน แพทย์อาจพิจารณาเก็บตัวอย่างจากคอเพื่อเพาะเชื้อและทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะ เพื่อให้สามารถเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
การป้องกันอาการคออักเสบ
สำหรับผู้ใหญ่ การป้องกันคออักเสบจำเป็นต้องมีวิถีชีวิตที่แข็งแรงและสมดุล ทั้งการรับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

มาตรการเสริมที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะคออักเสบ ได้แก่:
-
ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ หรือพ่นละอองไอน้ำ เพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองในลำคอ
-
ผสมเกลือ 1 ช้อนชาในน้ำอุ่นแล้วกลั้วคอ สามารถช่วยบรรเทาอาการแสบคอได้
-
ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งเพื่อช่วยปลอบประโลมอาการ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีรับประทานน้ำผึ้ง
-
งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
สำหรับเด็กเล็ก ผู้ปกครองควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากวิธีการรักษาหรือป้องกันในผู้ใหญ่อาจไม่เหมาะสมกับเด็ก หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ นอกจากมาตรการป้องกันข้างต้นแล้ว ผู้ปกครองควรใส่ใจสิ่งต่อไปนี้เมื่อเด็กมีโพรงจมูกอักเสบ:
-
รักษาอุณหภูมิร่างกายของเด็กให้อบอุ่นอยู่เสมอ
-
ให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำจะช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง ทำให้เด็กขับเสมหะได้ง่ายขึ้นและหายเร็วขึ้น
-
หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้แพ้ที่ทำให้จมูกแห้ง (เช่น chlorpheniramine หรือ desloratadine) เนื่องจากยาเหล่านี้จะทำให้เสมหะแห้งลง ทำให้เห็นว่าน้ำมูกลดลง แต่จะไปกระตุ้นให้เด็กไอมากขึ้น เพราะเสมหะแห้งและยากต่อการขับออก
-
ไม่ควรใช้ยาละลายเสมหะในเด็กเล็กมาก โดยเฉพาะในเด็กที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืด เพราะยาจะทำให้เสมหะแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ หากเด็กยังเล็กและมีความสามารถในการไอขับเสมหะไม่ดี อาจทำให้อาการไอแย่ลงและอาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดได้
-
อาการไอที่เกิดจากภาวะคออักเสบ อาจคงอยู่ได้นาน 2-3 สัปดาห์ แม้เด็กจะหายจากไข้แล้ว หากเด็กไม่มีไข้ ร่าเริง และเล่นได้ตามปกติ แม้ยังไออยู่ ก็สามารถสังเกตอาการต่อไปได้
-
ใช้ยาแก้ไอสมุนไพรและน้ำเกลือหยอดจมูก: ยาแก้ไอสมุนไพรบางชนิดที่สกัดจากธรรมชาติมักปลอดภัยสำหรับเด็ก ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของ Codeine อย่างเด็ดขาด สำหรับการทำความสะอาดจมูก ให้ใช้น้ำเกลือล้างจมูกแล้วใช้ไม้พันสำลีค่อย ๆ ซับน้ำมูกออก ทำ 4-6 ครั้งต่อวัน หากเด็กสามารถสั่งน้ำมูกได้เอง ให้ใช้นิ้วอุดจมูกข้างหนึ่ง ก้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วสั่งน้ำมูกเบา ๆ ออกมา
แนวทางการรักษาอาการ เจ็บคอ
คออักเสบที่เกิดจากไวรัสไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ การรักษาหลักจึงเน้นที่การบรรเทาอาการเพื่อลดความไม่สบายตัวของผู้ป่วย อาการของโรคจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วันด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมาก ๆ แพทย์อาจแนะนำยาที่หาซื้อได้ทั่วไป (OTC) เพื่อลดอาการปวดและบรรเทาอาการต่าง ๆ
ยาที่หาซื้อได้ทั่วไปเหล่านี้สามารถใช้รักษาภาวะนี้ในผู้ใหญ่ได้:
-
ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น pseudoephedrine (Sudafed®) หรือยาที่ผสมยาแก้แพ้ เช่น Benadryl D®, Claritin D®
-
ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น aspirin หรือ ibuprofen (Advil®, Motrin®)
-
ยาละลายเสมหะ เช่น guaifenesin (Mucinex®)
-
ยาอมแก้ภาวะนี้ เพื่อช่วยลดอาการระคายเคือง
-
ยาแก้ไอ ในกรณีที่ไอมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น dextromethorphan (Robitussin®, Zicam®, Delsym®) หรือ codeine
-
อาหารเสริมสังกะสี ควรรับประทานเมื่อเริ่มมีอาการครั้งแรก
-
ยาสเปรย์พ่นจมูก เช่น fluticasone propionate (Flonase®)
-
ยาต้านไวรัส หากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
หากยืนยันว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือคออักเสบเฉียบพลันจากแบคทีเรีย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว ในปริมาณที่เหมาะสมและครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด?
หากสงสัยว่าอาการเกี่ยวข้องกับเจ็บคอ หรือมีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น มีไข้สูง เจ็บมาก หายใจลำบาก เลือดออก อ่อนแรง หรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ ควรไปพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับการประเมินที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมอาการเจ็บคอจึงเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเปลี่ยนฤดู?
ในช่วงเปลี่ยนฤดู โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้นและมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อยครั้ง ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และง่ายต่อการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการภาวะนี้และคออักเสบได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ที่เพิ่มขึ้นในบางฤดูก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นได้เช่นกัน
เด็กเล็กควรดูแลอย่างไรเมื่อมีอาการคออักเสบ?
เมื่อเด็กเล็กมีอาการคออักเสบ สิ่งสำคัญคือการให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ และรักษาความอบอุ่นของร่างกาย หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น ยาแก้ไอที่มี Codeine หรือยาแก้แพ้ที่ทำให้เสมหะแห้ง หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีไข้สูง ไอมาก ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
ยาปฏิชีวนะจำเป็นสำหรับการรักษาคออักเสบทุกกรณีหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป การติดเชื้อคออักเสบส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษา การใช้ยาปฏิชีชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผล แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยาได้ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะในกรณีที่สงสัยหรือยืนยันว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
อ่านต่อเกี่ยวกับหัวข้อนี้
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
