ภาวะนี้ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เข้าโจมตีระบบทางเดินหายใจ ซึ่งรวมถึงจมูก ลำคอ และปอด แม้ว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ โรคนี้มักจะหายได้เอง แต่ในบางกรณี ภาวะนี้และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการดูแลและป้องกันที่เหมาะสม
ภาพรวมของโรคไข้หวัดใหญ่
ภาวะนี้เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เข้าโจมตีระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ทั้งจมูก ลำคอ และปอด สำหรับคนส่วนใหญ่ โรคนี้มักจะหายได้เองภายในระยะเวลาหนึ่ง แต่บางครั้งโรคนี้และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง ซึ่งได้แก่:

- เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุหรือสถานพยาบาล
- หญิงตั้งครรภ์และสตรีหลังคลอดบุตรภายในสองสัปดาห์
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ และโรคเบาหวาน
- ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมาก โดยมีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 40 ขึ้นไป
แม้ว่าวัคซีนภาวะนี้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพ 100% แต่ก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคภาวะนี้ หากได้รับการฉีดเป็นประจำทุกปี
สาเหตุและอาการของโรคไข้หวัดใหญ่
สาเหตุของภาวะนี้เกิดจากเชื้อไวรัสภาวะนี้ (Influenza virus) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเปลือกหุ้มของไวรัสประกอบด้วยโปรตีนไกลโคโปรตีน 2 ชนิด ได้แก่ ฮีแมกกลูตินิน (H) มี 15 ชนิด และนิวรามินิเดส (N) มี 9 ชนิด การจัดเรียงตัวของแอนติเจนเหล่านี้แตกต่างกันทำให้เกิดสายพันธุ์ย่อยต่างๆ ของไวรัสภาวะนี้ชนิด A ในระหว่างการแพร่กระจาย แอนติเจน H และ N จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะแอนติเจน H การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องเรียกว่า “antigenic drift” ซึ่งก่อให้เกิดการระบาดขนาดกลางถึงเล็ก เมื่อการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหล่านี้สะสมมากขึ้นจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้เกิดแอนติเจนชนิดใหม่ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันระหว่างสายพันธุ์ไวรัสภาวะนี้ในสัตว์และมนุษย์ แอนติเจนชนิดใหม่เหล่านี้สามารถก่อให้เกิดภาวะนี้ระบาดใหญ่ทั่วโลกได้
ในระยะแรก อาการภาวะนี้อาจดูคล้ายกับอาการหวัดธรรมดา เช่น มีน้ำมูกไหล จาม และเจ็บคอ แต่หวัดมักจะค่อยๆ พัฒนาอาการ ในขณะที่ภาวะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ว่าคนทั่วไปมักจะเรียกรวมกันว่าไข้หวัด แต่โรคทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกัน แต่ก็มักถูกเข้าใจผิดเนื่องจากมีอาการคล้ายกันมาก และบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมักจะรักษาตนเองตามประสบการณ์โดยไม่ค่อยไปพบแพทย์
อาการทั่วไปของโรคภาวะนี้ประกอบด้วย:
- มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ
- ไอแห้ง
- อ่อนเพลีย
- คัดจมูก
- เจ็บคอ
การแพร่กระจายและกลุ่มเสี่ยงของโรคไข้หวัดใหญ่
ไวรัสภาวะนี้แพร่กระจายในอากาศผ่านละอองฝอยที่ผู้ป่วยปล่อยออกมาเมื่อไอ จาม หรือพูดคุย ผู้อื่นสามารถสูดดมละอองฝอยเหล่านี้โดยตรง หรืออาจติดเชื้อไวรัสได้จากการสัมผัสวัตถุที่มีไวรัสปนเปื้อนอยู่บนพื้นผิว เช่น โทรศัพท์มือถือหรือแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ จากนั้นนำมือไปขยี้ตา จมูก หรือปาก ซึ่งทำให้ผู้ที่ยังแข็งแรงติดเชื้อภาวะนี้ได้
ปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคภาวะนี้หรือภาวะแทรกซ้อนของภาวะนี้ ได้แก่:
- อายุ: เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูง
- สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือการทำงาน: ผู้ที่อาศัยหรือทำงานในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือค่ายทหาร มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: การรักษามะเร็ง ยาต้านการปฏิเสธอวัยวะ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ และ HIV/AIDS สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เมื่อกลไกป้องกันร่างกายอ่อนแอลงก็สามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้
- โรคเรื้อรัง: เช่น โรคหอบหืด โรคเบาหวาน หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้
- การตั้งครรภ์: หญิงตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคภาวะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 6 เดือนหลังของการตั้งครรภ์
- ภาวะอ้วน: (ดัชนีมวลกาย หรือ BMI สูงกว่า 40 ขึ้นไป)
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) แนะนำให้ฉีดวัคซีนภาวะนี้เป็นประจำทุกปีสำหรับทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
วัคซีนจะช่วยป้องกันผู้ที่ได้รับการฉีดจากไวรัสภาวะนี้ที่พบบ่อยที่สุดสามหรือสี่สายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในฤดูภาวะนี้ในปีนั้นๆ ปัจจุบันนอกเหนือจากรูปแบบการฉีดแล้ว ยังมีวัคซีนชนิดพ่นจมูก อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดพ่นจมูกยังไม่แนะนำสำหรับบางกลุ่มเป้าหมาย เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุ 2 ถึง 4 ปีที่เป็นโรคหอบหืดหรือมีอาการหายใจมีเสียงหวีด และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนส่วนใหญ่มีปริมาณโปรตีนไข่เล็กน้อย หากมีอาการแพ้ไข่เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นลมพิษเมื่อรับประทานไข่ ก็ยังสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคภาวะนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันอื่นๆ ในทางกลับกัน หากมีอาการแพ้ไข้อย่างรุนแรง การฉีดวัคซีนจะต้องทำในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการให้การดูแลฉุกเฉินในกรณีที่ผู้รับวัคซีนเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงต่อวัคซีนนี้
การจำกัดการแพร่ระบาด
วัคซีนไม่ได้มีประสิทธิภาพ 100% เสมอไป ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้มาตรการเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค:
- ล้างมือ: การล้างมือให้ถูกวิธีและบ่อยครั้งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อทั่วไปหลายชนิด หรือใช้เจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์หากไม่มีสบู่และน้ำ
- ปิดปากและจมูกเมื่อจามหรือไอ: เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนมือ ควรกระทำโดยใช้กระดาษทิชชูหรือไอหรือจามใส่บริเวณด้านในข้อศอก
- หลีกเลี่ยงฝูงชน: โรคภาวะนี้แพร่กระจายได้ง่ายในสถานที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล โรงเรียน สำนักงาน และพื้นที่สาธารณะ การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงที่โรคนี้ระบาดสูงสุดสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
การวินิจฉัยและการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
แพทย์จะทำการตรวจร่างกายเพื่อค้นหาอาการภาวะนี้ และอาจสั่งการทดสอบเพื่อตรวจหาไวรัสภาวะนี้ การทดสอบที่ใช้บ่อยที่สุดเรียกว่าการทดสอบแอนติเจนอย่างรวดเร็ว (rapid antigen detection test) เพื่อค้นหาแอนติเจนของไวรัสภาวะนี้จากตัวอย่างที่เก็บจากจมูกหรือลำคอของผู้ป่วย การทดสอบเหล่านี้สามารถให้ผลลัพธ์ได้ภายในประมาณ 15 นาที อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์มีความแปรปรวนสูงและไม่ถูกต้องเสมอไป แพทย์อาจวินิจฉัยโรคภาวะนี้ตามอาการแม้ว่าผลการทดสอบจะเป็นลบก็ตาม
โดยทั่วไป ผู้ป่วยภาวะนี้ส่วนใหญ่มักต้องการเพียงแค่การพักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาอาการ แต่ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาสั่งยาต้านไวรัส เช่น oseltamivir (Tamiflu) หรือ zanamivir (Relenza) ยาเหล่านี้ช่วยลดอาการของโรคนี้ได้เร็วขึ้นและช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ดื่มของเหลวมากๆ เช่น น้ำผลไม้และซุปร้อน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากไข้
- พักผ่อน: นอนหลับให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัส
- พิจารณาใช้ยาบรรเทาอาการปวด: ใช้ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอล (acetaminophen) หรือ ไอบูโปรเฟน (ibuprofen) เพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากโรคนี้
คำถามที่พบบ่อย
ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร?
ภาวะนี้และหวัดธรรมดาเกิดจากไวรัสคนละชนิด แม้จะมีอาการบางอย่างคล้ายกัน แต่ภาวะนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าและเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น มีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก ในขณะที่หวัดธรรมดามักมีอาการค่อยเป็นค่อยไปและไม่รุนแรงเท่า เช่น มีน้ำมูกไหล เจ็บคอ และไอเล็กน้อย
ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่?
กระทรวงสาธารณสุขและ CDC แนะนำให้ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปฉีดวัคซีนนี้เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน
หากเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
การดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเป็นโรคนี้คือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำและของเหลวอุ่นๆ ให้มากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากมีไข้หรือปวดเมื่อย สามารถใช้ยาบรรเทาอาการปวดลดไข้ได้ และควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
