ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด: 6 สัญญาณเตือนที่ควรรู้ | ลิ่มเลือดอุดตันปอด

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตันปอด

ลิ่มเลือดอุดตันปอดเป็นภาวะอันตรายที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงในปอด ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดดำส่วนลึกของขาและเคลื่อนที่ไปยังปอด ลิ่มเลือดเหล่านี้อาจแตกตัวและลอยอยู่ในกระแสเลือดจนกระทั่งไปอุดตันในบริเวณอื่นของร่างกาย โดยอาจมีลิ่มเลือดเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้

ลิ่มเลือดอุดตันปอด อาการลิ่มเลือดอุดตัน

ปกติแล้ว หลอดเลือดดำทั่วร่างกายจะนำเลือดเข้าสู่หลอดเลือดดำขนาดใหญ่ ก่อนจะส่งต่อไปยังหัวใจห้องขวา แล้วเข้าสู่หลอดเลือดแดงปอด หากมีลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในระบบหลอดเลือดดำ ลิ่มเลือดนั้นจะเคลื่อนที่จากหลอดเลือดดำไปยังหัวใจห้องขวา และจากหัวใจห้องขวาเข้าสู่หลอดเลือดแดงปอดหลัก ซึ่งอาจไปติดอยู่ตรงนั้นหรือเคลื่อนที่ต่อไปยังปอดข้างใดข้างหนึ่ง

เมื่อลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด จะขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน หากเลือดไม่เพียงพอที่จะรับออกซิเจนและเคลื่อนที่ไปยังหัวใจห้องซ้าย ระดับออกซิเจนในร่างกายจะลดลงอย่างเป็นอันตราย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญทั้งหมดในร่างกาย รวมถึงสมอง ไต และหัวใจ

นอกจากนี้ การอุดตันในปอดยังเพิ่มแรงดันในหัวใจห้องขวา ทำให้หัวใจห้องขวาต้องทำงานหนักขึ้นและอาจขยายใหญ่ขึ้น จนอาจไปเบียดหรือส่งผลกระทบต่อหัวใจห้องซ้าย หากหัวใจห้องซ้ายไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ ความดันโลหิตก็จะลดลงด้วย ผลกระทบทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หรือเสียชีวิตหลังจากลิ่มเลือดอุดตันปอดเกิดขึ้นได้ไม่นานหากไม่ได้รับการรักษา

ภาวะนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ โดยมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 30% หากไม่ได้รับการรักษา อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตสามารถลดลงได้อย่างมากด้วยการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็ว

สาเหตุของลิ่มเลือดอุดตันปอด

สาเหตุหลักของภาวะนี้มักมาจากการอุดตันของหลอดเลือดดำส่วนลึกที่ขา (Deep Vein Thrombosis – DVT) นอกจากนี้ ลิ่มเลือดอาจมาจากหลอดเลือดดำในอุ้งเชิงกราน ไต แขน หรือจากหัวใจห้องขวาได้เช่นกัน ลิ่มเลือดส่วนใหญ่จะก่อตัวขึ้นในบริเวณที่เลือดไหลช้า เช่น บริเวณลิ้นหลอดเลือดดำหรือจุดที่หลอดเลือดดำมาบรรจบกัน

ในบางกรณี โรคหลอดเลือดปอด อาจไม่ได้เกิดจากลิ่มเลือด แต่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น:

  • ลิ่มไขมันอุดตัน (Fat embolism)

  • สิ่งแปลกปลอม

  • มะเร็ง

  • ลิ่มอากาศอุดตัน (Air embolism)

  • ลิ่มน้ำคร่ำอุดตัน (Amniotic fluid embolism) ซึ่งมักพบในภาวะหลังคลอด

  • การติดเชื้อในกระแสเลือด

อาการของอาการลิ่มเลือดอุดตัน

อาการของภาวะนี้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดของลิ่มเลือดและปริมาณปอดที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม อาการทั่วไปของอาการลิ่มเลือดอุดตัน ได้แก่:

  • หายใจลำบาก: มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

  • วิงเวียนศีรษะ

  • เจ็บหน้าอก: อาจคงอยู่ตั้งแต่ไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมง

  • หัวใจเต้นเร็ว

  • หมดสติ

  • ไอเป็นเลือด

  • คลื่นไส้อาเจียน

  • ความดันโลหิตต่ำ

  • เหงื่อออกมาก

  • หายใจมีเสียงหวีด

  • ผิวซีดเขียว

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดปอด

ปัจจัยหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดปอด ได้แก่:

  • อายุมาก: โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป

  • มีภาวะความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดทางพันธุกรรม

  • มีภาวะหลอดเลือดผิดปกติ เช่น หลอดเลือดขอด ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่อง

  • มีโรคร่วมอื่นๆ: เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ (เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด)

  • การตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วง 6 สัปดาห์หลังคลอด

  • การสูบบุหรี่

  • ภาวะอ้วน

  • การเดินทางโดยรถยนต์หรือเครื่องบินเป็นเวลานาน (มากกว่า 4-6 ชั่วโมง) โดยไม่ลุกเดิน

  • การนอนติดเตียงเป็นเวลานานหลังการผ่าตัด หรือการบาดเจ็บรุนแรง

  • การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด หรือการบำบัดด้วยฮอร์โมน

  • ผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมาก่อน

การป้องกันภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

การป้องกันภาวะนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด:

ลิ่มเลือดอุดตันปอด โรคหลอดเลือดปอด
  • ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาที่ไม่ได้ระบุ หรือหยุดยาที่สั่งโดยพลการ

  • หลีกเลี่ยงการนอนนานเกินไป หรือการขาดการเคลื่อนไหว

  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • พยายามยกปลายเท้าให้สูงกว่าสะโพกเมื่อนอนหรือนั่ง

  • ไม่สูบบุหรี่

  • ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนขัดขวางการไหลเวียนของเลือด

  • การรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญในการลดอาการและป้องกันภาวะนี้

  • การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ: ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน หรือแอสไพริน (หากแพ้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือมีข้อห้ามใช้) สำหรับผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก หรือมะเร็ง

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดปอด

การวินิจฉัยภาวะนี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง อาการทางคลินิก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ปัจจัยเสี่ยง

เช่น โรคทางอายุรกรรมที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว การผ่าตัดช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน การตั้งครรภ์ เป็นต้น

อาการทางคลินิก

  • อาการทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน: หายใจลำบาก หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด หายใจมีเสียงหวีด

  • อาการทางระบบไหลเวียนโลหิต: หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดดำคอโป่ง ความดันโลหิตตก ภาวะช็อก

การทดสอบทางห้องปฏิบัติการ

การทดสอบทั่วไป: ช่วยประเมินผู้ป่วยโดยรวม

  • การวัดระดับเอนไซม์หัวใจ: BNP, Troponin เพื่อประเมินพยากรณ์โรค

  • การตรวจแก๊สในเลือดแดง

  • การเอกซเรย์ปอด

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

  • การวัดระดับ D-dimer ในเลือด: D-dimer เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการสลายตัวของไฟบริน ระดับ D-dimer ที่สูงขึ้นมีความจำเพาะต่อการวินิจฉัยภาวะนี้

การทดสอบเฉพาะทาง

  • การอัลตราซาวนด์หัวใจ: มักทำเพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด

  • การอัลตราซาวนด์หลอดเลือดดำที่ขา: พบลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำที่ขาในผู้ป่วยภาวะนี้ถึง 50%

  • การทำ CT-Scan หลอดเลือดแดงปอดแบบหลายภาพ (CT pulmonary angiography): เป็นการทดสอบที่นิยมใช้มากที่สุดเพื่อหาสาเหตุของลิ่มเลือดอุดตันปอด โดยจะฉีดสารทึบแสงเข้าทางหลอดเลือดดำที่มือหรือแขน แล้วทำการสแกน CT ช่องอกเพื่อตรวจหาลิ่มเลือดในปอด

  • การสแกนการระบายอากาศและเลือดไปเลี้ยงปอด (Ventilation-Perfusion Scan): ตรวจหาความไม่สัมพันธ์กันระหว่างการระบายอากาศและการไหลเวียนเลือด การสแกนที่ปกติช่วยตัดการวินิจฉัยได้

  • การฉีดสารทึบแสงในหลอดเลือดปอด (Pulmonary angiography): เป็นการทดสอบแบบรุกราน แต่ถือเป็นมาตรฐานทองในการวินิจฉัยภาวะนี้

การวินิจฉัยแยกโรค

ภาวะนี้มีอาการทางคลินิกคล้ายคลึงกับหลายโรค เช่น โรคปอดเรื้อรัง หอบหืด หัวใจล้มเหลว ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด ความดันหลอดเลือดปอดสูง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ มะเร็ง ภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ เป็นต้น

การรักษาลิ่มเลือดอุดตันปอด

การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน

การช่วยหายใจ

  • การให้ออกซิเจนผ่านทางจมูกหรือหน้ากาก: เพื่อรักษาระดับ SpO2 ให้สูงกว่า 90%

  • การช่วยหายใจด้วยเครื่อง: พิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยภาวะนี้เฉียบพลันที่มีภาวะช็อกหรือหายใจล้มเหลว

การรักษาการไหลเวียนโลหิต

  • การให้สารน้ำ: แนะนำให้เปิดเส้นเลือดดำส่วนปลายและให้สารละลายน้ำเกลือไอโซโทนิกไม่เกิน 500 มิลลิลิตร สำหรับผู้ป่วยภาวะนี้เฉียบพลัน

  • ยาเพิ่มความดันโลหิต (Vasopressor): ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ อาจใช้ Dobutamine ร่วมกับ Noradrenaline

การรักษาเพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนโลหิต

การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drugs)

ข้อบ่งชี้:

  • ผู้ป่วยภาวะนี้เฉียบพลันที่มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ

  • พิจารณาการรักษาสำหรับผู้ป่วยภาวะนี้เฉียบพลันที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตในระยะแรกและมีภาวะการไหลเวียนโลหิตผิดปกติ

  • ต้องมีการช่วยฟื้นคืนชีพหัวใจและปอด และสงสัยว่าสาเหตุของการหยุดเต้นของหัวใจเกิดจากภาวะนี้

  • มีหลักฐานของลิ่มเลือดที่แพร่กระจายบนภาพ CT-Scan หรือมีบริเวณที่การไหลเวียนเลือดลดลงอย่างกว้างขวางบนภาพสแกนการระบายอากาศและเลือดไปเลี้ยงปอด

  • มีลิ่มเลือดเคลื่อนที่ในหัวใจห้องขวา

  • มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือดอย่างรุนแรง

  • ภาวะนี้ร่วมกับความผิดปกติของหัวใจที่มีรูเปิดฟอราเมนโอวาเล (Patent Foramen Ovale)

ขนาดยา: ยาละลายลิ่มเลือดที่แนะนำในปัจจุบันคือ rtPA ซึ่งให้ทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องภายใน 15 นาที ด้วยขนาด 0.6 มก./กก.

ระยะเวลา: ยาละลายลิ่มเลือดมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อได้รับการรักษาภายใน 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ อย่างไรก็ตาม ยังคงสามารถพิจารณาใช้ได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะนี้มาแล้ว 6-14 วัน

การผ่าตัดเอาลิ่มเลือดออก หรือการใช้สายสวนเพื่อเอาลิ่มเลือดออก

  • ควรดำเนินการในศูนย์ศัลยกรรมที่มีอุปกรณ์และประสบการณ์ครบครัน การผ่าตัดควรทำร่วมกับการอัลตราซาวนด์หัวใจผ่านหลอดอาหารเพื่อประเมินสถานะของลิ่มเลือดนอกปอดอย่างครบถ้วน

ข้อบ่งชี้:

  • มีหลักฐานของลิ่มเลือดที่รูเปิดฟอราเมนโอวาเล หัวใจห้องขวาบน หรือหัวใจห้องขวาล่าง

  • ลิ่มเลือดกำลังเคลื่อนที่

  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันแบบสวนทาง (Paradoxical embolism)

  • การรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด

การใช้เครื่องกรองหลอดเลือดดำใหญ่ส่วนล่าง (Inferior Vena Cava filter)

ข้อบ่งชี้:

  • ผู้ป่วยภาวะนี้เฉียบพลันที่มีข้อห้ามในการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด

  • ผู้ป่วยภาวะนี้และ/หรือลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกที่กลับเป็นซ้ำ แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างเหมาะสมแล้ว

  • ผู้ป่วยที่มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือหายใจล้มเหลวอย่างรุนแรง และมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตหากเกิดภาวะนี้

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ลิ่มเลือดอุดตันปอดป้องกันได้หรือไม่?

คำตอบ: ได้ ภาวะนี้สามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักให้เหมาะสม การไม่สูบบุหรี่ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หากมีประวัติลิ่มเลือดอุดตันมาก่อน

คำถาม: ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรสังเกตอาการใดบ้าง?

คำตอบ: ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรตระหนักถึงอาการสำคัญ เช่น หายใจลำบากอย่างกะทันหัน เจ็บหน้าอก วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว และไอเป็นเลือด หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

คำถาม: ภาวะลิ่มเลือดอุดตันปอดเฉียบพลันแตกต่างจากแบบเรื้อรังอย่างไร?

คำตอบ: ภาวะภาวะนี้เฉียบพลันมีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง มักเกิดจากการอุดตันของลิ่มเลือดก้อนใหญ่ที่ขัดขวางการไหลเวียนเลือดอย่างมาก ในขณะที่ภาวะเรื้อรังอาจเกิดจากการอุดตันเล็กๆ น้อยๆ ซ้ำๆ หรือลิ่มเลือดที่ไม่สลายไป ทำให้เกิดอาการที่ค่อยเป็นค่อยไปและส่งผลกระทบต่อปอดในระยะยาว

อ่านต่อเกี่ยวกับหัวข้อนี้

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง