โรคหลอดเลือดสมอง: สัญญาณอันตรายที่ควรรู้ อาการ สาเหตุ การรักษา

ภาพรวมของโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สโตรก” เป็นภาวะที่สมองบางส่วนถูกทำลายอย่างกะทันหัน เมื่อหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองส่วนนั้นเกิดการอุดตัน (สมองขาดเลือด) หรือแตกออก (เลือดออกในสมอง) ทำให้สมองไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ ส่งผลให้เซลล์สมองเริ่มตายและเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

โรคหลอดเลือดสมอง สัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง

ทุกนาทีที่ผ่านไปหลังจากเกิดภาวะนี้ เซลล์สมองเกือบ 2 ล้านเซลล์จะตายลง ซึ่งเทียบเท่ากับการที่สมองมีอายุเพิ่มขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์ นี่คือเหตุผลที่กล่าวว่า “เวลาคือสมอง” ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยวิธีการ “ฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดสู่สมอง” ให้เร็วที่สุด

โรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและทิ้งร่องรอยความพิการถาวรไว้กับผู้ป่วยจำนวนมาก ที่น่าเป็นห่วงคือภาวะสมองขาดเลือดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอายุหรือเพศใด ปัจจุบันพบว่าประมาณ 25% ของผู้ป่วยเกิดในกลุ่มคนอายุน้อย และมีอัตราเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ภาวะนี้ไม่เพียงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ แต่ยังเป็นสาเหตุหลักของการทุพพลภาพ ซึ่งสร้างภาระทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัวและสังคมอย่างมหาศาล จากข้อมูลของสมาคมโรคหลอดเลือดสมองโลก พบว่าประชากร 1 ใน 6 คน มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

โรคนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (สมองขาดเลือด, ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว) และโรคหลอดเลือดสมองแตก (เลือดออกในสมอง, เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง)

สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือด

สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือดแตกต่างกันไปตามประเภทของโรค โดยหลักๆ แล้วได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง, ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง, โรคเบาหวาน, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation, ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิด, ภาวะไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่

สัญญาณและอาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการของโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากการทำงานของระบบประสาทบกพร่องอันเนื่องมาจากสมองขาดเลือด อาการหลักๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้:

  • อัมพาตครึ่งซีก: ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย (ความสามารถในการเคลื่อนไหวของแขนขาบกพร่อง) ไปจนถึงระดับรุนแรง (อัมพาตสมบูรณ์ครึ่งซีกของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นซ้ายหรือขวา)
  • อัมพาตเส้นประสาทสมอง: มีอาการหลากหลาย เช่น ใบหน้าอ่อนแรง, หลับตาไม่สนิท
  • ความผิดปกติของการรับความรู้สึก: รู้สึกชาตามผิวหนัง หรือไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวด ความร้อน หรือความเย็นได้
  • ความผิดปกติของระดับความรู้สึกตัว: ตั้งแต่ระดับง่วงซึมไปจนถึงระดับรุนแรงคือโคม่า
  • ความผิดปกติของการใช้ภาษา: พูดไม่ได้ หรือพูดไม่ชัด, ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูด

ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะสมองขาดเลือด

มีปัจจัยเสี่ยงมากมายที่นำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือด ได้แก่:

  • การดำเนินชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ, ขาดการออกกำลังกาย, น้ำหนักเกิน, โรคอ้วน, การใช้สารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์หรือยาเสพติด
  • ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด: การสูบบุหรี่, ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ, โรคเบาหวาน, ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดหัวใจ), อายุและเพศ (ชายอายุมากกว่า 45 ปี และหญิงอายุมากกว่า 55 ปี)
  • ปัจจัยอื่นๆ: ภาวะความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจบางชนิด (ภาวะหัวใจล้มเหลว, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation, โรคลิ้นหัวใจบางชนิด, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด)

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

แม้ว่าภาวะนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง แต่ก็มีหลายวิธีในการป้องกัน:

โรคหลอดเลือดสมอง อาการสมองขาดเลือด
  • การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: ไม่สูบบุหรี่, ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป, ไม่ใช้สารเสพติด, ออกกำลังกายเป็นประจำ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ (เน้นผักและผลไม้, หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม, ของทอด และจำกัดของหวาน), ลดความเครียดจากการทำงานมากเกินไป, หลีกเลี่ยงการนอนดึก
  • การใช้ยาและการรักษาโรคประจำตัว (หากมี) ตามคำแนะนำของแพทย์ (ควบคุมความดันโลหิต, ระดับน้ำตาลในเลือด และความผิดปกติของการเผาผลาญอื่นๆ)

การวินิจฉัยภาวะสมองขาดเลือด

การวินิจฉัยภาวะสมองขาดเลือดอาศัยประวัติทางการแพทย์และการตรวจร่างกายทางคลินิก อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยประเภทของภาวะนี้ที่แม่นยำจะต้องอาศัยภาพถ่ายทางรังสี เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

แนวทางการรักษา โรคหลอดเลือดสมอง

วิธีการรักษาภาวะนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะนี้ ซึ่งรวมถึง:

  • สำหรับภาวะสมองขาดเลือด (จากหลอดเลือดอุดตัน): การใช้ยาละลายลิ่มเลือด (เพื่อสลายลิ่มเลือดที่อุดตัน), การใส่ขดลวดในหลอดเลือดสมอง, หรือการผ่าตัดหลอดเลือดในสมอง
  • นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่นๆ เช่น warfarin (Coumadin), aspirin หรือ lopidogrel (Plavix)
  • สำหรับภาวะสมองแตก (จากเลือดออกในสมอง): การรักษาจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของโรค ตั้งแต่การรักษาด้วยยาไปจนถึงการผ่าตัด

คำถามที่พบบ่อย

โรคหลอดเลือดสมอง คืออะไร?

ภาวะนี้คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่สมองบางส่วนเสียหายจากการที่หลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตันหรือแตก ทำให้สมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร เป็นเหตุให้เซลล์สมองตายในเวลาอันรวดเร็ว

อาการของภาวะสมองขาดเลือดมีอะไรบ้าง?

อาการที่พบบ่อยได้แก่ การอ่อนแรงหรืออัมพาตครึ่งซีก, ปากเบี้ยว, แขนขาอ่อนแรง, พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก, การมองเห็นผิดปกติ, เวียนศีรษะอย่างรุนแรง และปวดศีรษะอย่างกะทันหัน ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เราสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างไร?

การป้องกันสามารถทำได้โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด, ลดไขมันในเลือด, งดสูบบุหรี่, หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด?

โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉิน หากมีอาการหน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด สับสน เวียนศีรษะรุนแรง หรือสูญเสียการมองเห็นอย่างเฉียบพลัน ควรรีบไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที การได้รับการประเมินอย่างรวดเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของความพิการระยะยาว

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง