การตรวจเลือดถือเป็นส่วนสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปี ที่แพทย์มักสั่งเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค ติดตามความคืบหน้าของการเจ็บป่วย และประเมินผลการรักษา ความหมายค่าเลือดที่ได้จากการตรวจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยบ่งชี้ถึงภาวะสุขภาพต่างๆ ในร่างกาย การทำความเข้าใจค่าต่างๆ ในผลเลือดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ประเมินสถานะสุขภาพโดยรวม อธิบายถึงค่าสำคัญในการตรวจเลือด รวมถึงข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการตรวจ
การตรวจเลือด: ทำไมถึงสำคัญและตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจเลือดเป็นการตรวจที่ค่อนข้างง่ายและรวดเร็ว ซึ่งมักจะประกอบด้วยการตรวจหลายประเภท ดังนี้:

- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count – CBC): ช่วยประเมินค่าต่างๆ ของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับระบบโลหิต เช่น ภาวะโลหิตจาง ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือบ่งชี้ภาวะอักเสบและการติดเชื้ออื่นๆ
- การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด: ใช้เพื่อระบุความเข้มข้นของน้ำตาลกลูโคสในเลือด ซึ่งสำคัญต่อการวินิจฉัยและติดตามการรักษาโรคเบาหวาน
- การตรวจไขมันในเลือด: ตรวจวัดปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- การตรวจเอนไซม์ตับ: ประกอบด้วยเอนไซม์ ALT (หรือ SGPT) และ AST (หรือ SGOT) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อเซลล์ตับเกิดความเสียหาย เอนไซม์ ALT พบมากในตับ ส่วน AST พบได้ในหลายอวัยวะ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อลาย ตับอ่อน ไต และสมอง ดังนั้น ALT จึงมีความจำเพาะต่อการตรวจความเสียหายของตับมากกว่า AST ค่าปกติของ AST อยู่ระหว่าง 9 ถึง 48 U/L และ ALT อยู่ระหว่าง 5 ถึง 49 U/L
ความหมายค่าเลือดสำคัญในผลการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ แพทย์จะพิจารณาผลเลือดจากค่าเหล่านี้เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
เม็ดเลือดขาว (WBC – White Blood Cell)
- ค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 4,300 ถึง 10,800 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
- ค่าสูงขึ้นในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซติกเฉียบพลัน โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอีลอยด์เฉียบพลัน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์
- ค่าลดลงในภาวะไขกระดูกฝ่อ การติดเชื้อไวรัส (เช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบ) การขาดวิตามินบี 12 หรือโฟเลต หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ฟีโนไทอาซีน, คลอแรมเฟนิคอล
ลิมโฟไซต์ (LYM – Lymphocyte)
- ลิมโฟไซต์เป็นเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน ประกอบด้วยลิมโฟไซต์ทีและลิมโฟไซต์บี
- ค่าสูงขึ้นในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซติก ภาวะต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง ค่าปกติมักอยู่ที่ 20 ถึง 25% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด
- ค่าลดลงในการติดเชื้อ HIV/AIDS วัณโรค มะเร็ง ไข้ไทฟอยด์รุนแรง มาลาเรีย เป็นต้น
นิวโทรฟิล (NEUT – Neutrophil)
- ค่าปกติมักอยู่ในช่วง 60 ถึง 66% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด
- นิวโทรฟิลมีหน้าที่สำคัญในการกลืนกินสิ่งแปลกปลอม พวกมันจะเข้าโจมตีและกำจัดแบคทีเรียทันทีที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นค่ามักจะสูงขึ้นในการติดเชื้อเฉียบพลัน
- ค่าสูงขึ้นในการติดเชื้อเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นต้น
- ค่าลดลงในภาวะไขกระดูกฝ่อ การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน การได้รับสารพิษจากโลหะหนัก เป็นต้น
โมโนไซต์ (MON – Monocyte)
- ค่าปกติมักอยู่ในช่วง 4 ถึง 8% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด
- โมโนไซต์เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนนิวเคลียร์ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นมาโครฟาจ มาโครฟาจจะทำหน้าที่ปกป้องร่างกายโดยการกลืนกินสิ่งแปลกปลอม และมีความสามารถในการกลืนกินที่แข็งแกร่งกว่านิวโทรฟิล
- ค่าสูงขึ้นเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส วัณโรค มะเร็ง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
- ค่าลดลงในกรณีไขกระดูกฝ่อ การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์
อีโอซิโนฟิล (EOS – Eosinophils)
- ค่าปกติมักอยู่ในช่วง 0.1 ถึง 7% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด
- อีโอซิโนฟิลมีความสามารถในการกลืนกินสิ่งแปลกปลอมที่อ่อนแอ ค่าของเม็ดเลือดขาวชนิดนี้จะสูงขึ้นในกรณีที่มีการติดเชื้อปรสิต หรือภาวะภูมิแพ้ต่างๆ
- ค่าลดลงเนื่องจากการใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์
บาโซฟิล (BASO – Basophils)
- ค่าปกติมักอยู่ในช่วง 0.1 ถึง 2.5% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด และมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาภูมิแพ้
- ค่าสูงขึ้นในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง หลังการผ่าตัดม้าม ภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกิน เป็นต้น
- ค่าลดลงเนื่องจากไขกระดูกเสียหาย ความเครียด ภาวะภูมิไวเกิน เป็นต้น
เม็ดเลือดแดง (RBC – Red Blood Cell)
- ค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 4.2 ถึง 5.9 ล้านเซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
- ค่าสูงขึ้นในโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกิน ภาวะขาดน้ำ
- ค่าลดลงในภาวะโลหิตจาง มาลาเรีย โรคลูปัสอีริทีมาโตซัส ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น
ฮีโมโกลบิน (HBG – Hemoglobin)
- ฮีโมโกลบินเป็นโมเลกุลโปรตีนที่ซับซ้อน มีความสามารถในการขนส่งออกซิเจนและทำให้เม็ดเลือดแดงมีสีแดง
- ค่าปกติในผู้ชายอยู่ที่ 13 ถึง 18 กรัมต่อเดซิลิตร และในผู้หญิงอยู่ที่ 12 ถึง 16 กรัมต่อเดซิลิตร
- ค่าสูงขึ้นในภาวะขาดน้ำ โรคหัวใจและหลอดเลือด แผลไฟไหม้
- ค่าลดลงในภาวะโลหิตจาง การตกเลือด ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
ฮีมาโตคริต (HCT – Hematocrit)
- ค่าปกติในผู้ชายอยู่ที่ 45 ถึง 52% และในผู้หญิงอยู่ที่ 37 ถึง 48%
- ค่าสูงขึ้นในโรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะขาดน้ำ ภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกิน
- ค่าลดลงในภาวะเสียเลือด ภาวะโลหิตจาง การตกเลือด
ปริมาตรเม็ดเลือดแดงเฉลี่ย (MCV – Mean Corpuscular Volume)
- คำนวณจาก HCT หารด้วยจำนวนเม็ดเลือดแดง และมักอยู่ในช่วง 80 ถึง 100 เฟมโตลิตร (fl)
- ค่าสูงขึ้นในภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่จากการขาดวิตามินบี 12 การขาดกรดโฟลิก โรคตับ ภาวะเม็ดเลือดแดงมากเกิน
- ค่าลดลงในภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรคธาลัสซีเมีย ภาวะโลหิตจางจากโรคเรื้อรัง
ค่าเฉลี่ยฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง (MCH – Mean Corpuscular Hemoglobin)
- คำนวณจาก HBG หารด้วยจำนวนเม็ดเลือดแดง มักอยู่ในช่วง 27 ถึง 32 พิโคกรัม (pg)
- ค่าสูงขึ้นในภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ ทารกแรกเกิด
- ค่าลดลงในภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ความเข้มข้นเฉลี่ยของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง (MCHC – Mean Corpuscular Hemoglobin Concentration)
- คำนวณจาก HBG หารด้วย HCT และมักอยู่ในช่วง 32 ถึง 36%
- ค่า MCHC สูงขึ้นหรือลดลงในกรณีที่คล้ายคลึงกับ MCH
ความกว้างของการกระจายตัวของเม็ดเลือดแดง (RDW – Red Cell Distribution Width)
- ค่ายิ่งสูงหมายถึงขนาดของเม็ดเลือดแดงที่แตกต่างกันมาก
- ค่าปกติอยู่ที่ 11 ถึง 15%
เกล็ดเลือด (PLT – Platelet Count)
- เกล็ดเลือดมีบทบาทสำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือด หากจำนวนเกล็ดเลือดต่ำเกินไปจะทำให้เลือดออกง่าย แต่หากจำนวนเกล็ดเลือดสูงเกินไปอาจทำให้เกิดลิ่มเลือด อุดตันหลอดเลือด และอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
- ค่าปกติมักอยู่ในช่วง 150,000 ถึง 400,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
- ค่าสูงขึ้นในการบาดเจ็บ หลังการผ่าตัดม้าม ภาวะอักเสบ ความผิดปกติของไขกระดูกที่เพิ่มการสร้างเซลล์เม็ดเลือด
- ค่าลดลงในภาวะไขกระดูกฝ่อ หรือไขกระดูกถูกกด ภาวะม้ามโต มะเร็งแพร่กระจาย การทำเคมีบำบัด ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิด เป็นต้น
ความกว้างของการกระจายตัวของเกล็ดเลือด (PDW – Platelet Distribution Width)
- ค่ามักอยู่ในช่วง 6 ถึง 18%
- ค่าสูงขึ้นในโรคมะเร็งปอด โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
- ค่าลดลงในผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง
ปริมาตรเกล็ดเลือดเฉลี่ย (MPV – Mean Platelet Volume)
- ค่ามักอยู่ในช่วง 6.5 ถึง 11 เฟมโตลิตร (fL)
- ค่าสูงขึ้นในโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน เป็นต้น
- ค่าลดลงในภาวะไขกระดูกฝ่อ ภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงสร้างผิดปกติ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน
ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการตรวจเลือด
เพื่อให้ได้ผลเลือดที่แม่นยำและถูกต้อง การเตรียมตัวก่อนการตรวจเลือดเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้:
- งดใช้ยาบางชนิดก่อนการตรวจเลือด: หากคุณกำลังใช้ยาใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบ เพราะยาบางชนิดอาจส่งผลต่อผลการตรวจเลือดได้ แพทย์จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องหยุดยาชั่วคราวหรือไม่
- การงดอาหารและเครื่องดื่ม: การตรวจเลือดบางประเภท เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจไขมันในเลือด หรือการตรวจภาวะที่เกี่ยวข้องกับตับและถุงน้ำดี อาจจำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่ม (ยกเว้นน้ำเปล่า) เป็นเวลา 8-12 ชั่วโมงก่อนการตรวจ แต่สำหรับการตรวจอื่นๆ เช่น HIV หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ อาจไม่จำเป็นต้องงดอาหาร
- หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น: ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ ก่อนการตรวจเลือด เนื่องจากสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อค่าเลือดปกติและทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมการตรวจเลือดจึงมีความสำคัญ?
การตรวจเลือดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินสุขภาพโดยรวม และเป็นเครื่องมือหลักในการวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงใช้ติดตามความคืบหน้าของโรคและประสิทธิภาพของการรักษา ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
จำเป็นต้องงดอาหารก่อนการตรวจเลือดทุกครั้งหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนการตรวจเลือดทุกครั้ง การงดอาหาร (โดยทั่วไป 8-12 ชั่วโมง) มักจำเป็นสำหรับการตรวจบางประเภทเท่านั้น เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจไขมันในเลือด หรือการตรวจการทำงานของตับ ควรสอบถามแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เสมอว่าการตรวจของคุณจำเป็นต้องงดอาหารหรือไม่
หากผลตรวจเลือดผิดปกติควรทำอย่างไร?
หากผลเลือดของคุณมีค่าผิดปกติ สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ควรกังวลมากเกินไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจถึงความหมายค่าเลือดที่ผิดปกติ แพทย์จะช่วยอธิบายว่าค่าเหล่านั้นบ่งชี้ถึงภาวะใด และอาจแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติม หรือวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
