ภาพรวมเกี่ยวกับภาวะชาปลายมือปลายเท้า
ภาวะนี้ คืออาการที่ความรู้สึกในมือและเท้าลดลงหรือไม่รับรู้ความรู้สึกเลย ซึ่งโดยปกติแล้ว มือและเท้าจะอาศัยความรู้สึกในการปรับกิจกรรมต่างๆ เช่น การดึงมือหรือเท้ากลับเมื่อสัมผัสวัตถุร้อน หรือการปรับสมดุลเมื่อพื้นผิวเปลี่ยนไป หากเกิดภาวะนี้ขึ้น จะส่งผลให้ความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกบกพร่อง และในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้สูญเสียความรู้สึกโดยสิ้นเชิง

ภาวะนี้อาจเริ่มต้นจากอาการเล็กน้อย เช่น มีอาการซ่าๆ คล้ายเข็มทิ่มที่ปลายนิ้วมือ หรือความรู้สึกไวลดลง อาการเหล่านี้อาจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และลามไปยังฝ่ามือ ข้อมือ แขนท่อนล่าง แขนส่วนบน และอาจนำไปสู่การสูญเสียความรู้สึกทั้งหมดได้ ภาวะภาวะนี้ขณะตั้งครรภ์ และภาวะนี้ในผู้สูงอายุ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มประชากรทั่วไป
อาการดังกล่าวอาจเป็นเพียงชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่
สาเหตุของชาปลายมือปลายเท้า
จากผลการวิจัยจากสถาบันความผิดปกติทางระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมองแห่งชาติ (NINDS) พบว่า ภาวะภาวะนี้ที่มาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ เกิดได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกันไป
- กว่า 75% ของผู้ป่วยที่มีอาการภาวะนี้ มีสาเหตุมาจากโรคอันตรายดังต่อไปนี้:
- โรคกระดูกสันหลังเสื่อม: ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมทำให้กระดูกอ่อนและกระดูกสันหลังสึกกร่อน เสียดสีกับรากประสาท ก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อยและชาที่บริเวณคอ ลามลงไปถึงแขน หรือปวดจากเอวลามลงไปถึงขา โดยทั่วไปแล้ว อาการภาวะนี้ที่เกิดจากภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมมักจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน หรือเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
- โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของภาภาวะนี้ ซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดกับหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอและเอว เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวออกมาจากเยื่อหุ้ม จะไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้เกิดอาการชาที่แขนและขาทั้งสองข้าง รวมถึงจำกัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย
- โรคข้อเสื่อม: ข้อต่อมือ ข้อต่อเข่า หรือข้อสะโพกที่สึกกร่อนและเสียหายจากปัจจัยทางลบ จะทำให้การเคลื่อนไหวจำกัด และนำไปสู่ภาวะชาที่แขนและเท้า
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์: ภาวะข้อต่อมือและเท้าอักเสบและเสียหาย จะทำให้เกิดภาวะนี้ อาการนี้มักพบได้มากหลังจากนอนหรือนั่งในท่าเดิมนานเกินไป และมักมาพร้อมกับอาการข้อติดแข็ง
- ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ: เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด กระดูกสันหลังผิดรูปและตีบแคบ ทำให้รากประสาทที่ผ่านถูกกดทับ และเกิดอาการภาวะนี้เป็นเวลานาน หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การไหลเวียนของเลือดติดขัด และการเคลื่อนไหวลำบาก
- โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง: เป็นโรคภูมิต้านทานผิดปกติที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ปลอกหุ้มไมอีลินเสียหาย นำไปสู่อาการภาวะนี้ กล้ามเนื้อกระตุก และอ่อนเพลีย
- ภาวะปลายประสาทอักเสบหลายเส้น: โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อระบบประสาทส่วนปลายเสียหาย ทำให้การรับรู้ความรู้สึกผิดปกติ และจำกัดการเคลื่อนไหว
- โรคหลอดเลือดแดงแข็ง: ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งทำให้หลอดเลือดตีบแคบ กดทับเส้นประสาทที่ผ่าน และนำไปสู่อาการภาวะนี้
- สาเหตุจากการบาดเจ็บ: อุบัติเหตุ การกระแทก หรือการหกล้มที่ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสียหาย ก็เป็นสาเหตุของภาวะนี้และจำกัดการเคลื่อนไหว
- ภาวะภาวะนี้ที่เกิดจากสรีรวิทยา พบในกรณีต่อไปนี้:
- เส้นเลือดและเส้นประสาทถูกกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก: เช่น ภาวะภาวะนี้หลังคลอด หรือเกิดจากการนั่ง ยืน นอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง คงท่าเดิมนานเกินไป การใช้แรงงานหนัก การนั่งคอมพิวเตอร์ต่อเนื่อง หรือการขับขี่เป็นเวลานาน
- ท่าทางการทำงาน: การยกของหนัก การนั่งหรือยืนในท่าเดิมนานเกินไป การขาดการเคลื่อนไหว และการนั่งในห้องปรับอากาศเป็นประจำ อาจทำให้เส้นประสาทเสียหาย ซึ่งนำไปสู่อาการชาที่มือและเท้า
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม: การนอนตะแคง การหนุนหมอนที่สูงเกินไป การสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ จะทำให้มือและเท้าชาได้
- ผลกระทบจากสภาพอากาศ: บางคนอาจมีอาการผิดปกติทางความรู้สึก หรือชาเมื่ออากาศหนาวเย็น
- ความเครียด ความเหนื่อยล้า: ความตึงเครียดและความเหนื่อยล้ากระตุ้นเซลล์ประสาทใกล้ผิวหนังให้เกิดอาการคันและชาที่ปลายมือปลายเท้า
- ภาวะภาวะนี้ อาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด
การตรวจพบสาเหตุของภาวะนี้ได้เร็ว จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และป้องกันการเกิดซ้ำได้
อาการของชาปลายมือปลายเท้า
- อาการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ ลามลงครึ่งตัว พร้อมกับอาการชาข้างใดข้างหนึ่ง
- ชาหรือมีความรู้สึกผิดปกติที่ด้านในของแขน ลามลงไปถึงนิ้วที่ 4/5 เช่น เมื่อนอนนานๆ หรือวางแขนและเท้าในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน จะมีอาการซ่าๆ คล้ายมดไต่
- ชาแบบเสียวแปลบ รู้สึกร้อนที่แขนขา คล้ายกับอาการของโรคปลายประสาทอักเสบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือโรคที่มีความเสียหายต่อรากประสาท/เส้นประสาทหลายเส้น
- มือเท้าสูญเสียความรู้สึก: ภาวะชาที่ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้มือและเท้าสูญเสียความรู้สึก มักพบมากที่สุดในเวลากลางคืน
- ชาและปวดร้าวไปตามแขนและขาท่อนล่าง: อาการชาและปวดร้าวจะลามไปทั่วทั้งแขน ข้อเท้า ขา และจำกัดการเคลื่อนไหว
- อาการชาและปวดที่เกิดจากกลุ่มอาการช่องข้อมือ หรือความผิดปกติทางความรู้สึกในกลุ่มภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำแฝง
- อ่อนแรงแบบส่วนกลาง พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก การตอบสนอง และมีความเสียหายต่อเส้นประสาทสมอง
- ตะคริวที่มือและเท้า: กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่ต้นแขนและน่อง
เมื่อผู้ป่วยมีอาการชาที่เท้า ร่วมกับสัญญาณดังต่อไปนี้ ควรพบแพทย์ทันที:
- มีอาการชาที่เท้าต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินกว่า 6 สัปดาห์
- อาการชาที่เท้ามาพร้อมกับอาการเรื้อรังอื่นๆ
- อาการชาที่เท้ามาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสี รูปร่าง หรืออุณหภูมิของเท้าและปลายเท้า
- ขี้หลงขี้ลืม สับสนได้ง่าย
- เวียนศีรษะ
- ไม่สามารถควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ได้
- เป็นอัมพาตหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- หายใจลำบาก
- ชัก
การป้องกันภาวะชาปลายมือปลายเท้า
บางวิธีต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันอาการชาและปวดได้:
- เพิ่มการเคลื่อนไหว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและยืดหยุ่น
- สำหรับผู้ที่มีอาการภาวะนี้อยู่แล้ว สามารถแช่มือในน้ำอุ่นผสมเกลือ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น กำมือและคลายมือให้เหยียดตรงออกไป ใช้มือซ้ายนวดมือขวา และสลับกัน
- รับประทานอาหารที่สมดุล เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น
- หลีกเลี่ยงการทำงานหนักเกินกำลัง เช่น งานที่ต้องใช้แรงมาก ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง หรือนั่งยองๆ นานเกินไป ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทถูกกดทับและเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลให้มือและเท้าชา
- จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ ในช่วงฤดูหนาวสามารถใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่มือและเท้าเพื่อลดอาการปวดเมื่อยและชาได้
การวินิจฉัยภาวะชาปลายมือปลายเท้า
หลังจากสอบถามประวัติการเจ็บป่วย ประวัติสุขภาพ และการตรวจร่างกาย แพทย์จะแนะนำให้ทำการทดสอบบางอย่าง เช่น:

- การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography – EMG) เพื่อวัดระดับการทำงานของกล้ามเนื้อ
- การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
- การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
- การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-ray)
แนวทางการรักษาภาวะชาปลายมือปลายเท้า
วิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค โดยทั่วไปแล้ว ภาวะภาวะนี้ที่เกิดจากสรีรวิทยาไม่จำเป็นต้องรับการรักษา เพียงแค่ใช้วิธีการสนับสนุนและป้องกันบางอย่าง เช่น เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย และนวดผ่อนคลายมือและเท้า
กรณีส่วนใหญ่ที่เกิดอาการภาวะนี้ซ้ำหลายครั้ง เป็นเวลานาน หรือเกิดจากโรคประจำตัว จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
การรักษาตามอาการ
ยาบางชนิดที่ใช้รักษาภาวะชาที่เท้าเรื้อรังได้แก่:
- ยาต้านเศร้า: ยาในกลุ่มนี้ใช้รักษาอาการชาที่เท้าที่เกิดจากอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (fibromyalgia)
- ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์: ยาที่ช่วยลดการอักเสบและลดอาการชาที่เท้าที่เกิดจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS)
- ยา Gabapentin และ Pregabalin: ยาเหล่านี้มีส่วนช่วยป้องกันและลดอาการชาที่เท้าที่เกิดจากอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และโรคเส้นประสาทจากโรคเบาหวาน
การรักษาสาเหตุ
จากสาเหตุทางสรีรวิทยา: วิธีแก้ไขอาการชาที่เท้าด้วยตนเองที่บ้านได้แก่:
- หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ยืนนาน: ระมัดระวังไม่ก้มยกของหนัก หรือนั่งยองๆ สวมรองเท้าที่คับแน่น ไม่ปล่อยให้มือเท้าเย็น
- การพักผ่อน: ช่วยลดอาการภาวะนี้ที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ
- การประคบเย็น: การประคบเย็นที่เท้าและปลายเท้า 15 นาทีต่อวัน สามารถช่วยลดอาการบวมและลดอาการชาที่เท้าที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ
- การประคบร้อน: ผู้ที่มีอาการชาที่เท้าจากเส้นประสาทถูกกดทับก็สามารถใช้วิธีประคบร้อนได้เช่นกัน
- การนวดเท้าและปลายเท้า: ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด และอาจลดอาการชาที่เท้าได้
- การออกกำลังกาย: การออกกำลังกาย เช่น โยคะ พิลาทิส แอโรบิก สามารถส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและลดการอักเสบ ความเจ็บปวด และลดอาการชาที่เท้าได้
- การอาบน้ำเกลือ Epsom: เพื่อลดอาการชาที่เท้า ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำเกลือ Epsom ที่มีแมกนีเซียม ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
- การนอนหลับให้เพียงพอ: ผู้ที่มีอาการชาที่เท้าอาจเกิดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนอนหลับให้เพียงพอ
- การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ: รับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันการอักเสบ เช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี กลูโคซามีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซีและโปรตีนช่วยในการผลิตคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง ความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
จากสาเหตุทางพยาธิวิทยา
สำหรับภาวะภาวะนี้ที่เกิดจากโรค จำเป็นต้องได้รับการรักษาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ตัวอย่างเช่น:
- โรคเบาหวาน: ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี โดยการใช้ยา การรักษาระบอบการกินที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และการออกกำลังกายประจำวัน
- ภาวะขาดวิตามิน: เสริมวิตามินที่ขาดไป
- การเป็นพิษ: รักษาการเป็นพิษ
- ความผิดปกติของการเผาผลาญไขมันในเลือด: ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
- รักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม โรคข้ออักเสบ
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ชาปลายมือปลายเท้าคืออะไร?
คำตอบ: ภาวะภาวะนี้คืออาการที่ความรู้สึกในมือและเท้าลดลงหรือไม่รับรู้ความรู้สึกเลย ซึ่งอาจเริ่มต้นจากอาการซ่าๆ คล้ายเข็มทิ่มที่ปลายนิ้ว และรุนแรงขึ้นจนอาจสูญเสียความรู้สึกโดยสิ้นเชิง อาการนี้อาจเป็นชั่วคราวหรือเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ
คำถาม: สาเหตุหลักของภาวะชาปลายมือปลายเท้าเกิดจากอะไร?
คำตอบ: สาเหตุหลักมีหลายประการ เช่น โรคกระดูกสันหลังเสื่อม, โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และการถูกกดทับของเส้นประสาท นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
คำถาม: ควรพบแพทย์เมื่อใด หากมีอาการชาปลายมือปลายเท้า?
คำตอบ: คุณควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการชาที่เท้าต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ มาพร้อมกับอาการเรื้อรังอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงของสี รูปร่าง หรืออุณหภูมิของเท้า เวียนศีรษะ ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ปวดศีรษะรุนแรง หายใจลำบาก หรือชัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นอัมพาตหลังจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
