โรคกล่องเสียงอักเสบ: อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาที่คุณควรรู้

ภาพรวมกล่องเสียงอักเสบ

กล่องเสียงเป็นอวัยวะสำคัญที่อยู่ส่วนบนของลำคอ มีบทบาทเกี่ยวกับการหายใจ การออกเสียง และป้องกันไม่ให้อาหารเข้าสู่หลอดลม ในสภาวะปกติ กล่องเสียงเปรียบเสมือน “กล่องเสียงพูด” ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถสื่อสารด้วยการพูด การตะโกน การกระซิบ และการร้องเพลงได้อย่างหลากหลาย อวัยวะนี้ประกอบด้วยโครงสร้างกระดูกอ่อนที่บรรจุสายเสียง และมีเยื่อเมือกหุ้มอยู่ภายนอก การปรับระดับเสียงและคุณภาพของเสียงเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อภายในกล่องเสียง รูปทรงและความตึงของสายเสียง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมที่ผ่านสายเสียง เมื่อ “กล่องเสียงพูด” และสายเสียงเกิดการอักเสบ ภาวะนั้นคือ กล่องเสียงอักเสบ

Close-up of a woman touching her neck, possibly indicating discomfort or throat pain.

ภาวะนี้ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ เสียงแหบ หรือเสียงเบาลงมาก บางครั้งอาจถึงขั้นไม่มีเสียงเลยก็เป็นได้ อาการนี้อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเรียกว่ากล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน หรืออาจคงอยู่นานกว่านั้น ซึ่งเป็นภาวะกล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง

ในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เด็กเล็กอาจปรับตัวไม่ทัน ทำให้ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้ง่าย เมื่อนั้นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีและอาจเป็นสาเหตุของภาวะนี้ในเด็ก

สาเหตุของกล่องเสียงอักเสบ

กล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน: ส่วนใหญ่แล้ว ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ และจะดีขึ้นเมื่อแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ สาเหตุบางประการที่ทำให้เกิดภาวะนี้แบบเฉียบพลัน ได้แก่:

  • การติดเชื้อไวรัส เช่นเดียวกับการเป็นไข้หวัด
  • การใช้เสียงดัง ใช้เสียงนาน ใช้เสียงมากเกินไป หรือการตะโกนบ่อยๆ
  • ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก กล่องเสียงอักเสบเฉียบพลันอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียคอตีบได้

กล่องเสียงอักเสบเรื้อรัง: ภาวะที่การอักเสบของกล่องเสียงยาวนานกว่า 3 สัปดาห์ เรียกว่าภาวะนี้เรื้อรัง ภาวะนี้เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตรายเป็นระยะเวลานาน สาเหตุหลักของภาวะเรื้อรังนี้ ได้แก่:

  • การสูดดมสารระคายเคือง เช่น ควันสารเคมี สารก่อภูมิแพ้ หรือควันบุหรี่
  • ภาวะกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease – GERD)
  • ไซนัสอักเสบเรื้อรัง
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การใช้เสียงด้วยความถี่และความดังสูงเป็นประจำ
  • การสูบบุหรี่ รวมถึงการได้รับควันบุหรี่มือสอง
  • อาการไอเรื้อรัง
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือปรสิต
  • การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดดม เช่น ยาสูดพ่นสำหรับรักษาโรคหอบหืด

อาการของกล่องเสียงอักเสบ

ในผู้ใหญ่ ภาวะนี้อาจแสดงอาการที่หลากหลาย เช่น:

  • เสียงแหบ
  • เสียงหาย
  • เจ็บคอ
  • มีไข้ต่ำๆ
  • ไอเรื้อรัง
  • มักจะกระแอมบ่อยๆ

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมักจะแย่ลงหลังจาก 2-3 วัน หากอาการยังคงอยู่นานกว่า 3 สัปดาห์ อาจบ่งชี้ว่าพัฒนาไปสู่ภาวะภาวะนี้เรื้อรังได้ แพทย์อาจต้องพิจารณาหาสาเหตุที่รุนแรงกว่าที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน

ภาวะนี้มักเกี่ยวข้องและอาจเกิดขึ้นร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ คออักเสบ ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ จึงอาจมีอาการเพิ่มเติมดังนี้:

  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บเมื่อกลืน
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำมูกไหล

อาการของภาวะนี้ในเด็กอาจแตกต่างจากในผู้ใหญ่ อาการที่พบในเด็กมักจะเป็นไข้ต่ำๆ ประมาณ 37.5-38.5 องศาเซลเซียส เสียงแหบ หายใจมีเสียงหวีด ไอเสียงก้องคล้ายเสียงหมาเห่า และอาจแสดงอาการวิตกกังวลหรือหวาดกลัว ภาวะนี้ในเด็กมักจะรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหายใจลำบากที่กล่องเสียง หากเด็กมีอาการดังต่อไปนี้ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที:

  • หายใจลำบากหรือกลืนลำบาก
  • มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
  • น้ำลายไหลยืด
  • มีเสียงหวีดดังเมื่อหายใจเข้า

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะหลอดลมอักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบทางเดินหายใจ ในบางกรณี ภาวะนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การแพร่เชื้อ

หากภาวะนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็สามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี (ล้างมือบ่อยๆ ไม่ใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น)

กลุ่มเสี่ยง

บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ ได้แก่:

Close-up of a doctor examining a patient's throat with a tongue depressor in a clinical setting.
  • ผู้ที่ใช้เสียงด้วยความถี่และความดังสูงเป็นประจำ
  • ผู้ที่สัมผัสกับควันบุหรี่หรือสารเคมีเป็นประจำ
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

การป้องกัน

เพื่อป้องกันการเกิดภาวะภาวะนี้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้:

  • ไม่สูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่มือสอง: การสูบบุหรี่ทำให้ลำคอแห้งและระคายเคืองสายเสียง
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน: สารเหล่านี้ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำมากพอจะช่วยให้เสมหะในลำคอเจือจางลงและขับออกได้ง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด: อาหารรสจัดอาจทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหารและลำคอ ซึ่งก่อให้เกิดอาการปวดท้องส่วนบนหรือภาวะกรดไหลย้อน
  • หลีกเลี่ยงการกระแอมบ่อยๆ: การกระแอมมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะทำให้สายเสียงสั่นสะเทือนผิดปกติและอาจทำให้สายเสียงบวมมากขึ้น นอกจากนี้ การกระแอมยังอาจทำให้ลำคอผลิตเสมหะมากขึ้นและเพิ่มความรู้สึกอยากกระแอมอีกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อทางเดินหายใจ: ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจ

สำหรับเด็ก ผู้ปกครองควรให้ความอบอุ่นแก่เด็ก หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดู ควรให้เด็กได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน และปรับปรุงโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเด็ก ควรเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำหลังจากได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว

การวินิจฉัยกล่องเสียงอักเสบ

แพทย์มักวินิจฉัยภาวะภาวะนี้จากการตรวจร่างกายทางคลินิก โดยจะตรวจสอบหู จมูก ลำคอ และลักษณะเสียงของผู้ป่วย ในกรณีส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม

อาการเด่นของภาวะนี้คือเสียงแหบ ดังนั้น แพทย์จะตั้งใจฟังลักษณะเสียงของผู้ป่วยอย่างละเอียด แพทย์อาจซักถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเสี่ยงในการสัมผัสกับสารระคายเคืองในอากาศ หรือสาเหตุอื่นๆ ของโรค

หากผู้ป่วยมีอาการเสียงแหบเรื้อรัง แพทย์อาจสั่งการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสภาพกล่องเสียงโดยรวม อาการเสียงแหบที่คงอยู่นานอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งในบริเวณลำคอ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

เทคนิคการส่องกล้องสามารถใช้เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของสายเสียงและระบุว่ากล่องเสียงมีติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้อหรือไม่ หากมีบริเวณหรือเนื้อเยื่อที่ต้องประเมินอย่างละเอียด อาจมีการใช้เทคนิคการตัดชิ้นเนื้อ (biopsy)

ผู้ป่วยที่มีอาการนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางการรักษากล่องเสียงอักเสบ

การรักษาโรคภาวะนี้มักจะเน้นที่การพักผ่อน การดูแลตนเองที่บ้าน และการบรรเทาอาการ

การดูแลตนเองที่บ้าน: โดยทั่วไป แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนเพื่อให้อาการของภาวะนี้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการจำกัดการใช้กล่องเสียง เช่น งดการพูด การร้องเพลง หรือแม้แต่การกระซิบ มาตรการดูแลตนเองที่บ้านอื่นๆ ได้แก่:

  • ใช้เครื่องพ่นไอน้ำเพื่อสูดดมอากาศชื้น
  • ใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen)
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

มาตรการใช้ยา:

  • แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะในกรณีที่ภาวะนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  • แพทย์อาจสั่งยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบในกรณีที่มีอาการรุนแรง
  • ในกรณีที่ภาวะนี้เกิดจากโรคอื่น เช่น ไซนัสอักเสบหรือกรดไหลย้อน การรักษาโรคเหล่านั้นก็จะช่วยรักษาภาวะนี้ได้ด้วย
  • ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในกรณีที่กล่องเสียงเสียหายรุนแรงจากการเกิดติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้อ

คำถามที่พบบ่อย

กล่องเสียงอักเสบสามารถหายเองได้หรือไม่?

สำหรับภาวะนี้เฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือการใช้เสียงมากเกินไป ส่วนใหญ่มักจะหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ด้วยการพักผ่อนและดูแลตนเองที่บ้าน เช่น การพักใช้เสียง การดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์สำหรับกล่องเสียงอักเสบ?

คุณควรไปพบแพทย์หากมีอาการเสียงแหบที่คงอยู่นานกว่า 2-3 สัปดาห์ มีอาการหายใจลำบาก กลืนลำบาก มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส มีน้ำลายไหลยืด หรือมีเสียงหวีดดังเมื่อหายใจเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่รุนแรงกว่าที่ต้องการการรักษาทางการแพทย์ทันที

การดูแลตนเองที่บ้านช่วยบรรเทาอาการได้อย่างไร?

การดูแลตนเองที่บ้านเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาอาการภาวะนี้ ควรพักใช้เสียงให้มากที่สุด ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องให้เพียงพอ ใช้เครื่องพ่นไอน้ำเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ หากมีอาการปวด สามารถใช้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้สายเสียงได้พักและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง