ภาวะลำไส้กลวง: รู้สัญญาณเตือน สังเกตอาการลูกน้อยให้ทัน

ภาวะลำไส้กลวงในเด็กและผู้ใหญ่: สิ่งที่ควรรู้

ภาวะลำไส้กลวง เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่รุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันในลำไส้ของเด็ก โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของลำไส้เลื่อนเข้าไปในส่วนถัดไป คล้ายกับการยุบตัวของกล้องโทรทรรศน์ ทำให้เกิดการอุดตันและขัดขวางการไหลเวียนของอาหารและของเหลวผ่านลำไส้

Fashionable woman in jeans and crop top holding a white flower against pink and blue backgrounds.

เมื่อลำไส้เกิดภาวะกลืนกัน หลอดเลือดที่เลี้ยงลำไส้บริเวณนั้นอาจถูกบีบรัด ทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อลำไส้และเลือดออก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื้อเยื่อลำไส้จะเกิดการตาย (necrosis) ซึ่งนำไปสู่ภาวะลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ในบางกรณี ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายได้เอง แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ส่วนใหญ่การกลับมาเป็นซ้ำมักเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังการรักษา อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กโตขึ้น ความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำก็จะลดลง

สาเหตุของภาวะลำไส้กลวง

ในเด็กส่วนใหญ่ มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะนี้ อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบางประการที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการทารกที่มีภาวะลำไส้กลวง:

  • การบีบตัวของลำไส้ที่ผิดปกติในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการดื่มนมไปสู่การรับประทานอาหารแข็ง
  • ขนาดของลำไส้แต่ละส่วนที่แตกต่างกันมากในเด็กเล็ก ทำให้มีโอกาสเกิดการกลืนกันได้ง่าย
  • การมีก้อนเนื้อผิดปกติในลำไส้ เช่น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง หรือกรณีที่หายากคือเนื้องอกลำไส้เล็กชนิดร้ายแรง ติ่งเนื้อในลำไส้ หรือถุงรังไข่ (Meckel’s diverticulum)
  • การติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้การบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ
  • ภาวะลำไส้อักเสบ
  • การติดเชื้อไวรัส

สำหรับผู้ใหญ่ ภาวะนี้พบได้น้อยกว่าและมักมีสาเหตุที่ชัดเจนกว่า ได้แก่:

  • ติ่งเนื้อ (polyp) หรือก้อนเนื้องอก
  • พังผืดในลำไส้
  • การผ่าตัดลำไส้หรือระบบทางเดินอาหารก่อนหน้า
  • โรคที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ เช่น โรค Crohn’s

อาการของภาวะลำไส้กลวงที่ต้องระวัง

การตรวจพบภาวะลำไส้กลวงในช่วงแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปมักเริ่มด้วยอาการ:

  • เด็กร้องไห้เสียงแหลมกะทันหัน งอเข่าชิดหน้าอกเนื่องจากปวดท้องเป็นพักๆ และกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง
  • ไม่ยอมดูดนม หรือไม่รับประทานอาหาร
  • อาเจียนหลายครั้ง
  • มีอาการซีด เหงื่อออกมาก

เมื่อการอุดตันของลำไส้รุนแรงขึ้น อาการอาจรวมถึง:

  • อุจจาระมีมูกปนเลือด หรือที่เรียกว่า “อุจจาระเยลลี่แดง” ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของ โรคทางเดินอาหาร ที่ผิดปกติ
  • บางครั้งอาจคลำพบก้อนเนื้อนูนขึ้นมาบริเวณท้อง
  • อ่อนเพลีย
  • ท้องเสีย
  • มีไข้
  • ภาวะขาดน้ำ

ในระยะท้าย เมื่อลำไส้เริ่มเกิดเนื้อตาย อาการจะรุนแรงมากขึ้น:

  • อาเจียนต่อเนื่อง
  • ท้องอืด
  • ผิวหนังเย็น ซีด
  • ชีพจรเต้นเร็วและเบา
  • หายใจเร็วและตื้น

ในผู้ใหญ่ ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ยากและอาการมักทับซ้อนกับโรคอื่น ทำให้การวินิจฉัยทำได้ยาก อาการที่พบบ่อยที่สุดคือปวดท้องเป็นพักๆ อาจมีคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย โดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีอาการมาแล้วหลายสัปดาห์ก่อนเข้ารับการตรวจจากแพทย์

ปัจจัยเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วย

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะลำไส้กลวง ในเด็ก ได้แก่:

Soft flowing abstract 3D shapes with a warm neutral tone, ideal for backgrounds.
  • อายุ: แม้จะเกิดได้ทุกวัย แต่พบบ่อยที่สุดในเด็กอายุ 3 ถึง 6 เดือน
  • เพศ: เด็กผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กผู้หญิง 2-3 เท่า โดยเฉพาะเด็กชายที่มีรูปร่างสมบูรณ์
  • ฤดูกาล: พบได้บ่อยขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการระบาดของเชื้อไวรัสบางชนิด
  • ความผิดปกติแต่กำเนิดของลำไส้: เช่น ลำไส้มีการจัดเรียงตัวผิดปกติ
  • ประวัติเคยเป็นมาก่อน: เด็กที่เคยมีอาการนี้มาก่อนมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำ
  • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: หากมีพี่น้องเคยมีอาการนี้

การวินิจฉัยและการรักษาภาวะลำไส้กลวง

การวินิจฉัยลำไส้กลวง

เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถสื่อสารอาการได้ การวินิจฉัยจึงอาจเป็นเรื่องท้าทาย แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติและการตรวจร่างกาย

ลักษณะอาการที่พบบ่อย:

  • เด็กที่กำลังกินนมหรืออาหารปกติ จู่ๆ ก็ร้องไห้เสียงแหลม ไม่ยอมดูดนม ผิวซีด ซึ่งบ่งบอกว่าลำไส้เริ่มกลืนกัน หลังจากนั้น เด็กจะหยุดร้องชั่วคราวและอาจกลับมาดูดนมได้ แต่เมื่ออาการปวดกลับมา เด็กก็จะร้องเสียงแหลม งอตัว และอาเจียนหลายครั้งอีก
  • ผ่านไปสองสามชั่วโมง: เด็กจะอ่อนเพลีย ผิวซีดเผือด
  • หลังจากประมาณ 6-12 ชั่วโมง: เด็กจะถ่ายอุจจาระมีเลือดแดงสดปนกับมูก ผิวเย็นซีด ริมฝีปากแห้ง ชีพจรเต้นเร็ว ตาโบ๋
  • หากไม่ได้รับการรักษาภายในประมาณ 24 ชั่วโมง: เด็กจะอาเจียนต่อเนื่อง ท้องอืด ผิวเย็น ซีด ชีพจรเต้นเร็วและเบา หายใจเร็วและตื้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าลำไส้เริ่มเกิดเนื้อตาย

ลักษณะอาการอื่นๆ: สำหรับเด็กที่มีไข้ ไอ หรือติดเชื้อไวรัส หรือเคยมีอาการนี้มาก่อน การที่เด็กงอแงเป็นพักๆ กะทันหัน ก็เป็นสัญญาณที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นภาวะภาวะนี้

หากเด็กมีไข้ มีภาวะเลือดออก หรือหากอาการข้างต้นเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง เด็กอาจต้องได้รับการผ่าตัดลำไส้ทันทีเพื่อรักษา

หากอาการของเด็กคงที่ แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่:

  • การเอกซเรย์ลำไส้โดยใช้สารทึบรังสี: แพทย์จะใส่ของเหลวที่มีแบเรียมผ่านลำไส้เล็ก จากนั้นจะทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ สารแบเรียมไม่เพียงช่วยในการวินิจฉัย แต่ยังช่วยสร้างแรงดันเพื่อคลายภาวะภาวะนี้
  • การเอกซเรย์ช่องท้อง
  • การทำ CT scan ช่องท้อง
  • การอัลตราซาวด์ช่องท้อง

แนวทางการรักษา ลำไส้กลวง

หากเด็กมาถึงโรงพยาบาลแต่เนิ่นๆ:

  • การใช้ลมเป่าเพื่อคลายภาวะภาวะนี้: แพทย์จะสอดท่อขนาดเล็กเข้าทางทวารหนัก และภายใต้การนำทางของเครื่องเอกซเรย์ แพทย์จะค่อยๆ เป่าลมเข้าไปในลำไส้ใหญ่ด้วยแรงดันที่เหมาะสม เพื่อยืดลำไส้ส่วนที่กลืนกันให้คลายออกจนหมด วิธีการรักษานี้มีอัตราความสำเร็จค่อนข้างสูง และเด็กไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดจากการผ่าตัด
  • การใส่สายสวนจมูก-กระเพาะอาหาร: เพื่อช่วยลดแรงดันในลำไส้เล็ก

หากเด็กมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่า 6 ชั่วโมง หรือการใช้ลมเป่าล้มเหลว:

  • การผ่าตัดเพื่อคลายลำไส้ส่วนที่กลืนกัน
  • ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ

หากเด็กมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่า 24 ชั่วโมง:

  • การผ่าตัดเพื่อตัดลำไส้ส่วนที่เป็นเนื้อตายออก อย่างไรก็ตาม การดูแลและการช่วยชีวิตหลังการผ่าตัดจะซับซ้อนมาก และเด็กอาจเสียชีวิตได้จากภาวะอ่อนเพลียและปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งเป็นความท้าทายในการดูแลเด็ก

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการดูแล

เมื่อเด็กมีภาวะภาวะนี้แล้ว จำเป็นต้องมีการป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำ โดยควรปฏิบัติดังนี้:

  • มาพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและประเมินสุขภาพ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้ยาเองโดยไม่ได้รับคำสั่ง หรือหยุดยาที่แพทย์สั่งโดยพลการ
  • หากเด็กมีอาการผิดปกติใดๆ เช่น งอแงไม่หยุด งอเข่าชิดท้อง อาเจียน ท้องอืด ควรพาเด็กไปโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์ให้การช่วยเหลือได้ทันเวลา หากมาถึงช้า เด็กอาจไม่มีโอกาสได้รับการรักษาโดยไม่ผ่าตัด และอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่เพื่อคลาย หรือแม้กระทั่งตัดบางส่วนของลำไส้

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ลำไส้กลวงคืออะไร?

คำตอบ: ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของลำไส้เลื่อนเข้าไปในส่วนถัดไป ทำให้เกิดการอุดตันและอาจขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงลำไส้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก

คำถาม: อาการของลำไส้กลวงในเด็กเป็นอย่างไร?

คำตอบ: อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดท้องเป็นพักๆ ร้องไห้เสียงแหลม งอเข่าชิดหน้าอก อาเจียน ไม่ยอมกินนม และอาจมีอุจจาระปนเลือดและมูก

คำถาม: ลำไส้กลวงสามารถรักษาได้หรือไม่?

คำตอบ: สามารถรักษาได้ด้วยวิธีต่างๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่มาถึงโรงพยาบาล หากตรวจพบและรักษาได้เร็ว อาจใช้วิธีคลายด้วยลมโดยไม่ผ่าตัด แต่หากมาถึงช้า อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดลำไส้

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง