ท้องเสียจากโรต้า: อาการ สาเหตุ การรักษาฉบับเต็ม

ภาพรวมของโรคท้องเสียจากโรต้า

ท้องเสียจากโรต้า เป็นภาวะท้องเสียเฉียบพลันในเด็กเล็กที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการท้องเสียเฉียบพลัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเด็กเล็กได้

ท้องเสียจากโรต้า: อาการ สาเหตุ การรักษาฉบับเต็ม
ภาพประกอบหัวข้อ ท้องเสียจากโรต้า: อาการ สาเหตุ การรักษาฉบับเต็ม

อาการท้องเสียที่เกิดจากไวรัสโรต้า มักมีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้อง และภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้

โรคนี้พบมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในประเทศแถบเขตอบอุ่นมักเกิดตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว แต่ในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศไทย โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี

สาเหตุของอาการท้องเสียจากไวรัสโรต้า

สาเหตุหลักของอาการท้องเสียเฉียบพลันคือเชื้อไวรัสโรต้า ไวรัสนี้สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงบนมือและพื้นผิวแข็งต่างๆ ที่สำคัญ ไวรัสโรต้ายังคงมีชีวิตและก่อให้เกิดโรคได้เมื่ออยู่ในอุจจาระนานถึง 1 สัปดาห์

อาการของโรคท้องเสียจากโรต้า

หลังจากได้รับเชื้อจากแหล่งแพร่กระจายประมาณ 1-2 วัน เด็กจะมีอาการดังต่อไปนี้:

  • อาเจียน: มักเป็นอาการแรกที่ปรากฏ โดยเริ่มก่อนมีอาการท้องเสีย 6-12 ชั่วโมง และเป็นอยู่ 2-3 วัน เด็กอาจอาเจียนมากในช่วงแรก ก่อนจะลดลงและตามด้วยอาการท้องเสีย

  • ท้องเสีย: อุจจาระเหลวเป็นน้ำ มีสีเขียวเหมือนน้ำกะหล่ำปลี อาจมีมูกแต่ไม่มีเลือด อาการท้องเสียจะรุนแรงขึ้นในวันถัดๆ ไป และคงอยู่ประมาณ 3-9 วัน

  • อาจมีไข้ ปวดท้อง ไอ หรือน้ำมูกไหลร่วมด้วย

  • ภาวะขาดน้ำ: เป็นสัญญาณที่สังเกตได้ง่าย เช่น ริมฝีปากแห้ง ตาโหล กระหายน้ำมาก ซึม หรือกระสับกระส่าย งอแง การประเมินด้วยการหยิกผิวหนังแล้วคลายตัวช้า/ช้ามาก/ช้าที่สุด กระหม่อมบุ๋ม เด็กอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

  • ภาวะเลือดเป็นกรดจากการเผาผลาญผิดปกติ: หายใจแรง ลึก ริมฝีปากแดง

  • ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ: ท้องอืด ลำไส้ไม่ทำงาน หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย

  • เด็กอาจน้ำหนักลดและภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากขาดน้ำอย่างรุนแรง

ช่องทางการแพร่กระจายของไวรัสโรต้า

  • อุจจาระของเด็กที่ป่วยด้วยอาการท้องเสีย หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโรต้าแต่ไม่มีอาการ เป็นแหล่งแพร่เชื้อสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำ และอาจปนเปื้อนในวัตถุที่ใช้สัมผัสโดยรอบ

  • ไวรัสโรต้าแพร่สู่เด็กผ่านทางช่องปาก-อุจจาระ

  • นอกจากนี้ เชื้อไวรัสนี้ยังสามารถแพร่กระจายผ่านทางระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรต้า

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเกิดอาการท้องเสียเฉียบพลันจากไวรัสโรต้าในเด็ก ได้แก่:

  • เด็กที่ดื่มนมขวดโดยไม่ถูกสุขอนามัย

  • การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ: การให้เด็กรับประทานอาหารที่ปรุงแล้วทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินไป ทำให้เชื้อไวรัสก่อโรคปนเปื้อนได้ง่าย อาหารของเด็กอาจปนเปื้อนทั้งก่อนและหลังการปรุง

  • น้ำดื่มของเด็กไม่สะอาด เนื่องจากทิ้งไว้นานเกินไป หรือแหล่งน้ำปนเปื้อนไวรัสโรต้า

  • ผู้เตรียมอาหารและอุปกรณ์ปรุงอาหารติดเชื้อ

  • การจัดการอุจจาระและของเสียที่ปนเปื้อนเชื้ออย่างไม่ถูกวิธี ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อนี้

  • ไม่ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนเตรียมอาหาร หรือก่อนป้อนอาหารให้เด็ก

การป้องกันอาการท้องเสียจากโรต้า

เพื่อป้องกันท้องเสียจากโรต้า ควรปฏิบัติตามมาตรการต่อไปนี้:

  • ดูแลสุขอนามัยของแหล่งน้ำ รับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปรุงอาหารอย่างถูกวิธี ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำและก่อนเตรียมอาหาร/ป้อนอาหารเด็ก ทำความสะอาดอุปกรณ์เตรียมอาหารและภาชนะสำหรับเด็กอย่างถูกต้อง รักษาความสะอาดเมื่อให้เด็กดื่มนม: ให้เด็กดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียว หรือไม่ใช้ขวดนม

  • เด็กอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

ท้องเสียจากโรต้า: อาการ สาเหตุ การรักษาฉบับเต็ม การดูแลเบื้องต้น
แนวทางสังเกตอาการและดูแลตัวเองเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจพบแพทย์

การวินิจฉัยโรคท้องเสียจากโรต้า

การวินิจฉัยอาการท้องเสียเฉียบพลันจากไวรัสโรต้าในเด็ก จำเป็นต้องพิจารณาจากอาการทางคลินิกและเทคนิคการตรวจทางห้องปฏิบัติการ:

อาการทางคลินิก

  • เด็กมีอาการอาเจียน ท้องเสียต่อเนื่อง มีไข้ ปวดท้อง อาจมีอาการไอและน้ำมูกไหลร่วมด้วย เด็กอาจแสดงสัญญาณของภาวะขาดน้ำ ภาวะเลือดเป็นกรดจากการเผาผลาญผิดปกติ และภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

มี 3 กลุ่มการตรวจหลักเพื่อวินิจฉัยโรค ได้แก่

  • การตรวจหาเชื้อไวรัสหรือแอนติเจนอย่างรวดเร็ว: เก็บตัวอย่างอุจจาระในช่วงสัปดาห์แรกของอาการป่วย หรือดูดน้ำจากลำไส้เล็กส่วนต้น เก็บซีรัม แล้วใช้เทคนิคต่างๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน, อิมมูโนฟลูออเรสเซนส์โดยตรง, อิมมูโนแอสเซย์ด้วยรังสี, ELISA เป็นต้น

  • การตรวจหา RNA ของไวรัสโรต้า: เก็บตัวอย่างอุจจาระในช่วงสัปดาห์แรกของอาการป่วย หรือดูดน้ำจากลำไส้เล็กส่วนต้น เก็บซีรัม และใช้เทคนิค PCR เพื่อทำการตรวจ

  • การตรวจทางซีรัมวิทยา: เก็บเลือดจากหลอดเลือดดำและแยกเอาซีรัมเพื่อทำการตรวจ

การรักษาภาวะท้องเสียในเด็ก

  • การรักษาภาวะนี้มุ่งเน้นที่การป้องกันภาวะขาดน้ำ

  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่ด้วยการดื่มหรือการให้ทางหลอดเลือดดำ: ให้เด็กดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ หรือใช้ผงเกลือแร่ (Oresol) ตามคำแนะนำของแพทย์

  • อาจให้ยาแก้ไข้เพื่อลดอาการ

  • ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสมกับวัย

  • ห้ามใช้ยาหยุดถ่ายในเด็กโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะไปลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ลำไส้อืดและอุจจาระค้าง

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: โรคท้องเสียจากโรต้าเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

คำตอบ: ใช่ ภาวะนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หากเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

คำถาม: ท้องเสียจากโรต้าสามารถป้องกันได้อย่างไร?

คำตอบ: การป้องกันที่สำคัญคือการรักษาสุขอนามัยที่ดี รวมถึงการล้างมือ การเตรียมอาหารที่สะอาด และการดื่มวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าตามคำแนะนำของแพทย์

คำถาม: ควรพาลูกไปพบแพทย์เมื่อใด หากสงสัยว่าท้องเสีย?

คำตอบ: ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการท้องเสียรุนแรง อาเจียนมาก มีไข้สูง ซึม ไม่ดื่มน้ำ หรือแสดงสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล หรือปัสสาวะน้อยลง

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง