ในประเทศไทยที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ภาวะไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ดี ไข้เลือดออกผู้ใหญ่ เป็นการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่สามารถแสดงอาการได้หลากหลาย ตั้งแต่แบบไม่รุนแรงไปจนถึงภาวะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงเป็นพาหะนำโรค ซึ่งผู้ใหญ่ก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ไม่ต่างจากเด็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
ไข้เลือดออกผู้ใหญ่ คืออะไร?
ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่คือการติดเชื้อไวรัสเดงกีแบบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะหลัก โดยเฉพาะยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ที่มีลวดลายสีขาวสลับดำบริเวณขาและลำตัว ไวรัสนี้สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้เมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัด ถึงแม้ว่าเด็กมักจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้ และบางครั้งอาจมีอาการที่รุนแรงกว่า

อาการของโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ไข้เลือดออกชนิดไม่รุนแรง อาจทำให้เกิดผื่นและมีไข้สูง ส่วนในกรณีที่รุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว และอาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
อาการไข้เลือดออกในผู้ใหญ่
อาการไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ มีหลายลักษณะที่คล้ายคลึงกับไข้เลือดออกในเด็ก เมื่อติดเชื้อไวรัสเดงกีแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการแสดงออกภายนอกหรือมีภาวะเลือดออกภายในร่างกายได้
อาการไข้เลือดออกผู้ใหญ่ชนิดไม่รุนแรง (แบบคลาสสิก)
ในกรณีนี้ ผู้ป่วยที่เป็น ไข้เลือดออกผู้ใหญ่ มักมีอาการชัดเจนและไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาการมักเริ่มด้วยไข้สูง (ภายใน 4-7 วัน หลังได้รับเชื้อจากยุงกัด) และอาจมีอาการร่วมดังต่อไปนี้:
- ปวดหลังเบ้าตา
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
- มีไข้สูง อาจสูงถึง 40.5 องศาเซลเซียส
- มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย
- คลื่นไส้และอาเจียน
อาการไข้เลือดออกที่ทำให้เกิดภาวะเลือดออกภายใน
ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะเลือดออกภายใน เช่น ในระบบทางเดินอาหารหรือมีภาวะเลือดออกในสมอง อาการไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ ที่ส่งผลให้มีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร มักเริ่มด้วยอาการปวดศีรษะและไข้เล็กน้อย โดยไม่มีผื่นขึ้น หลังจากประมาณ 2 วัน ผู้ป่วยอาจมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ หรือเป็นเลือดสด และเริ่มมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและผิวซีด
สำหรับภาวะเลือดออกในสมองนั้นยากต่อการสังเกต เนื่องจาก อาการไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ จะไม่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจมีเพียงไข้ ปวดศีรษะ อ่อนแรงที่ขา แขน หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีก หลังจากนั้นอาจหมดสติและนำไปสู่การเสียชีวิตได้
อาการไข้เลือดออกเดงกีชนิดรุนแรง (ภาวะช็อกเดงกี)
นี่คือรูปแบบที่รุนแรงที่สุดของ ไข้เลือดออกผู้ใหญ่ ซึ่งรวมเอาอาการของไข้เลือดออกชนิดไม่รุนแรงทั้งหมดเข้ากับภาวะเลือดออก การรั่วไหลของพลาสมาจากหลอดเลือด ภาวะเลือดออกมาก และความดันโลหิตต่ำอย่างรวดเร็ว
ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว และติดเชื้อซ้ำในครั้งหลัง เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจนของไวรัสชนิดหนึ่ง หลังจากป่วยประมาณ 2-5 วัน อาการของโรคจะแย่ลง ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และสามารถทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
การรักษาไข้เลือดออกในผู้ใหญ่
ผู้ป่วยหลายคนยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ไข้เลือดออกผู้ใหญ่ สามารถหายเองได้หรือไม่ และวิธีการรักษาควรเป็นอย่างไรเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ประเมินว่าไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน และอาจส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้น การประเมินความรุนแรงของโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
- ระยะที่รักษาที่บ้าน: เมื่อตรวจพบอาการไข้เป็นเวลา 2-7 วัน ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองที่บ้านได้ โดยเน้นการชดเชยน้ำและเกลือแร่ให้กับร่างกายเป็นหลัก
- ระยะที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระยะสั้น (12-24 ชั่วโมง): ผู้ป่วยควรเข้าโรงพยาบาลทันที หากการดื่มน้ำเพื่อชดเชยเกลือแร่ไม่ได้ผล หรือมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ
- ระยะที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระยะยาว (>24 ชั่วโมง): ผู้ป่วยไข้เลือดออกต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที หากมีอาการมือเท้าเย็น มีไข้สูง ซึม ชีพจรเบา เจ็บคอ หรือหายใจลำบาก
ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะสำหรับรักษาไข้เลือดออก การรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการ เมื่อ ไข้เลือดออกผู้ใหญ่ อยู่ในระยะไม่รุนแรง สามารถดูแลที่บ้านได้ โดยให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ เลือกรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และใช้ Paracetamol เพื่อลดไข้ รวมถึงการเช็ดตัวลดไข้เมื่อมีไข้สูง ผู้ป่วยควรรักษาวินัยอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดที่บ้าน หากเป็นไปได้ ควรเข้ารับการตรวจเลือดตามที่จำเป็น
การป้องกันไข้เลือดออกในผู้ใหญ่
ไข้เลือดออก เป็นโรคที่สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ ดังนั้น มาตรการป้องกัน ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ และเด็กที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ:
- ทำความสะอาดบ้านและสภาพแวดล้อมรอบๆ ให้สะอาดอยู่เสมอ
- ไม่ควรเก็บน้ำขังภายในบ้านหรือบริเวณใกล้เคียง เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
- กำจัดยุงลายด้วยวิธีต่างๆ เช่น จุดยากันยุง ใช้ไม้ตียุง หรือฉีดพ่นยากำจัดยุง
- ตัดแต่งพุ่มไม้ให้โปร่ง และนอนกางมุ้งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด
คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่หายเองได้หรือไม่?
คำตอบ: ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในบางรายที่มีอาการไม่รุนแรงอาจดูเหมือนหายได้เอง แต่โรคนี้มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและติดตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยง
คำถาม: ผู้ป่วยไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ควรกินอะไร?
คำตอบ: ผู้ป่วยควรเน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุป หรือผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น ส้ม แตงโม การดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่มากๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำและลดไข้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด ของมัน และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์
คำถาม: เป็นไข้เลือดออกแล้ว สามารถเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
คำตอบ: ได้ครับ เชื้อไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์ (DENV-1, DENV-2, DENV-3, DENV-4) การติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งจะทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นตลอดชีวิต แต่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่น ดังนั้น ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อไข้เลือดออกซ้ำได้อีกจากไวรัสสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน และการติดเชื้อครั้งที่สองหรือสามมักจะมีแนวโน้มที่จะรุนแรงกว่าการติดเชื้อครั้งแรก
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
