ภาวะนี้เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในเพศหญิง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรค การตรวจหา และการรักษาอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด การมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูแลตนเองและคนที่คุณรักได้อย่างเหมาะสม
ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาวะนี้ เพื่อให้คุณมีข้อมูลพื้นฐานในการป้องกันและรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างมั่นใจ
มะเร็งเต้านมคืออะไร?
ภาวะนี้คือเนื้องอกร้ายที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อเต้านม โดยทั่วไปแล้ว เนื้องอกในเต้านมสามารถแบ่งออกได้เป็นชนิดไม่ร้ายแรง (benign) และชนิดร้ายแรง (malignant) ซึ่งเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบว่ามะเร็งเริ่มต้นที่ท่อน้ำนม ขณะที่ส่วนน้อยอาจพัฒนาจากถุงน้ำนมหรือกลีบเต้านม หากตรวจพบและรักษาล่าช้า เซลล์มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังกระดูกและอวัยวะอื่น ๆ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงยิ่งขึ้น

สัญญาณเตือนของมะเร็งเต้านม
อาการปวดบริเวณเต้านม
ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดหน่วง ๆ บริเวณเต้านมโดยไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะนี้ชนิดร้ายแรงในระยะแรก หากมีอาการปวดแสบปวดร้อนต่อเนื่อง หรืออาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณเต้านม
ผู้ป่วยภาวะนี้มักมีการเปลี่ยนแปลงที่สีผิวและลักษณะของผิวหนังบริเวณเต้านม ผิวหนังอาจมีลักษณะเหี่ยวย่นหรือบุ๋มลงไปคล้ายรอยลักยิ้ม บางครั้งอาจมีตุ่มน้ำหรืออาการคันเรื้อรังบริเวณรอบ ๆ เต้านมที่ไม่หายไป
อาการบวมหรือมีก้อนที่ต่อมน้ำเหลือง
อาการบวมของต่อมน้ำเหลืองไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณของโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัดหรือการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่อาจบ่งบอกถึงภาวะนี้ได้ด้วย หากคุณคลำพบก้อนหรือมีอาการบวมที่รู้สึกเจ็บใต้ผิวหนัง ซึ่งคงอยู่นานหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนภาวะนี้ที่ควรให้ความสนใจ
อาการปวดหลัง ไหล่ หรือต้นคอ
ผู้หญิงบางรายที่เป็นภาวะนี้อาจมีอาการปวดหลังหรือบริเวณไหล่และต้นคอ แทนที่จะปวดที่เต้านมโดยตรง อาการปวดมักเกิดบริเวณแผ่นหลังส่วนบนหรือระหว่างสะบักทั้งสองข้าง ซึ่งอาจทำให้สับสนกับการบาดเจ็บของเส้นเอ็นหรือปัญหากระดูกสันหลังได้ง่าย
ระยะของมะเร็งเต้านม
แตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่น ๆ ภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยผู้ป่วยประมาณ 80% สามารถหายขาดได้ทั้งหมด หากได้รับการวินิจฉัยในระยะแรก
มะเร็งเต้านมระยะที่ 0 (ระยะเริ่มต้น)
ในระยะเริ่มต้นนี้ เซลล์มะเร็งจะถูกตรวจพบในท่อน้ำนมเท่านั้น โดยยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง ภาวะนี้เรียกว่า ภาวะนี้ชนิดไม่ลุกลาม หรือมะเร็งท่อน้ำนมที่ยังไม่แพร่กระจาย (DCIS) ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค โดยทั่วไปอาจเพียงแค่ผ่าตัดก้อนมะเร็งออกและใช้รังสีรักษาเพิ่มเติม
มะเร็งเต้านมระยะที่ 1
ในระยะ 1A ก้อนเนื้อยังมีขนาดเล็กไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่มีผลกระทบต่อต่อมน้ำเหลือง เมื่อโรคเข้าสู่ระยะ 1B ไม่เพียงแต่พบก้อนเนื้อในเต้านมเท่านั้น แต่ยังพบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้อีกด้วย ทั้งสองระยะนี้ยังถือเป็นการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ แพทย์มักใช้วิธีผ่าตัดร่วมกับการบำบัดอื่น ๆ เพื่อรักษาโรค
มะเร็งเต้านมระยะที่ 2
ในระยะที่ 2 ก้อนเนื้อจะมีขนาดตั้งแต่ 2-5 เซนติเมตร และอาจยังไม่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง หรืออาจแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ระยะนี้แบ่งเป็น 2 ระยะย่อย คือ 2A และ 2B
- ระยะ 2A: ยังไม่พบก้อนเนื้อมะเร็งหลักและมีต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า 4 ต่อม หรือก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร และมีต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า 4 ต่อม หรือก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาด 2-4 เซนติเมตร และยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
- ระยะ 2B: ในระยะนี้ ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาด 2-4 เซนติเมตร และพบเซลล์มะเร็งในกลุ่มต่อมน้ำเหลือง 1-3 ต่อมที่รักแร้หรือใกล้กระดูกหน้าอก หรือก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคในระยะที่ 2 ควรได้รับการรักษาแบบผสมผสาน ซึ่งรวมถึงการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด และการรักษาด้วยฮอร์โมน
มะเร็งเต้านมระยะที่ 3
เมื่อตรวจพบโรคในระยะที่ 3 ก้อนเนื้อมะเร็งในร่างกายได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ 4-9 ต่อม หรือมีการบวมของต่อมน้ำเหลืองภายในเต้านม
การรักษาในระยะที่ 3 คล้ายคลึงกับระยะที่ 2 หากแพทย์พบก้อนเนื้อมะเร็งหลักที่มีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับเคมีบำบัดเพื่อลดขนาดก้อนเนื้อก่อนทำการผ่าตัด
มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย)
ระยะนี้ถือเป็นระยะสุดท้ายของโรคมะเร็ง เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายและลุกลามไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายของผู้ป่วย ภาวะนี้มักจะแพร่กระจายไปยังกระดูก สมอง ปอด และตับ ในระยะนี้แพทย์จะแนะนำการรักษาแบบประคับประคองและควบคุมอาการ ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมสำหรับผู้ป่วยภาวะนี้ระยะสุดท้าย
สาเหตุของมะเร็งเต้านม
- ภาวะนี้มักพบในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก ไม่มีบุตร หรือไม่เคยให้นมบุตร
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัว เช่น มารดา ย่า พี่สาว หรือน้องสาว เป็นโรคนี้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เนื่องจากโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
- การมีประจำเดือนเร็วหรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงภาวะนี้ได้
- ผู้ที่มีประวัติโรคเกี่ยวกับเต้านม เช่น เต้านมเป็นพังผืด (fibrocystic breast disease)
- การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษหรือมีมลภาวะสูง อาจเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดภาวะนี้
- ภาวะอ้วน ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีวิตามินน้อย สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งเต้านม
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะนี้
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ (ภาวะมีบุตรยาก หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุเกิน 35 ปี)
- ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวเป็นโรคถุงน้ำในเต้านม เนื้องอกในเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งมดลูก
- ผู้ที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีอันตรายหรือรังสีบ่อยครั้ง
การรักษามะเร็งเต้านม
การผ่าตัดมะเร็งเต้านม
สำหรับก้อนเนื้อมะเร็งที่มีขนาดเล็ก แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดแบบสงวนเต้านม (lumpectomy) หากมะเร็งมีการแพร่กระจายไปมาก แพทย์จะทำการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (mastectomy) ซึ่งรวมถึงผิวหนัง หัวนม และเนื้อเยื่อเต้านมทั้งหมด
ศัลยแพทย์อาจทำการผ่าตัดเต้านมแบบสงวนผิวหนัง (skin-sparing mastectomy) เพื่อช่วยให้การสร้างเต้านมใหม่เป็นไปได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งอาจมีการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อตรวจวิเคราะห์เซลล์มะเร็งว่ามีการแพร่กระจายไปแล้วหรือไม่ ในบางกรณี ผู้หญิงที่เป็นภาวะนี้อาจเลือกผ่าตัดเต้านมข้างที่ปกติออกไปด้วย (prophylactic mastectomy) หากมีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะนี้ หรือมียีนกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับโรค
รังสีรักษา
วิธีนี้จะใช้ลำรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซ์ หรือโปรตอน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง หลังจากการผ่าตัดเต้านม ผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีจากภายนอกเพื่อให้แน่ใจว่าเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ถูกทำลายจนหมด
เคมีบำบัด
เป็นการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง กลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่เซลล์มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย บางครั้งเคมีบำบัดยังถูกใช้เป็นขั้นตอนแรกเพื่อทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งขนาดใหญ่หดตัวลง ก่อนที่จะทำการผ่าตัดออกได้ง่ายขึ้น เคมีบำบัดมักถูกแนะนำเมื่อเซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจาย เพื่อช่วยควบคุมอาการที่เกี่ยวข้องกับโรค
การป้องกันมะเร็งเต้านม
การตรวจคัดกรองภาวะนี้และตรวจสุขภาพเป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากระยะ “ก่อนเกิดอาการทางคลินิก” ของภาวะนี้นั้นกินเวลานาน 8-10 ปี การตรวจคัดกรองจึงมีคุณค่าสูงในการค้นหาและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากตรวจพบโรคในระยะที่ 1 อัตราการรักษาหายอาจสูงถึง 80% ขึ้นไป และสามารถสงวนเต้านมไว้ได้ ในระยะที่ 2 อัตราการหายอยู่ที่ 60% ในขณะที่ระยะที่ 3 โอกาสหายขาดลดลงอย่างมาก และในระยะที่ 4 การรักษาจะเน้นที่การยืดอายุและลดความเจ็บปวดเป็นหลัก
เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับโรค เพื่อให้สามารถตรวจพบสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับโรคได้อย่างรวดเร็ว
สร้างวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี:
- รับประทานผักใบเขียวให้มากขึ้น และเพิ่มอาหารที่อุดมด้วยไฟโตเอสโตรเจน
- พิจารณาการรักษาด้วยฮอร์โมนในช่วงวัยหมดประจำเดือน: การเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายอาจทำให้เซลล์เต้านมมีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น นำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติที่ก่อให้เกิดภาวะนี้
- ข้อควรระวังสำหรับยาบางชนิด เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า หรือยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: มะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
คำตอบ: ภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยประมาณ 80% ที่ตรวจพบในระยะแรกมีโอกาสหายขาดได้สูง
คำถาม: สัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งเต้านมมีอะไรบ้างที่ควรสังเกต?
คำตอบ: สัญญาณเริ่มต้นที่ควรสังเกต ได้แก่ อาการปวดหน่วง ๆ บริเวณเต้านม การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น มีรอยบุ๋มหรือเหี่ยวย่น การคลำพบก้อนหรือมีอาการบวมที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ รวมถึงอาการปวดหลัง ไหล่ หรือต้นคอโดยไม่ทราบสาเหตุ
คำถาม: ใครคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม?
คำตอบ: กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะนี้ ผู้ที่มีปัญหาการเจริญพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเกี่ยวกับเต้านมมาก่อน ผู้ที่สัมผัสสารเคมีหรือรังสีเป็นประจำ และผู้ที่มีวิถีชีวิตที่ไม่แข็งแรง เช่น มีภาวะอ้วน สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
