เจ็บคอเฉียบพลัน: รู้สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาฉบับเข้าใจง่าย

ภาพรวมของภาวะเจ็บคอเฉียบพลัน

เจ็บคอเฉียบพลัน เป็นภาวะที่พบบ่อยและเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มอาการของโรคทางเดินหายใจ คอหอย (pharynx) เป็นส่วนหนึ่งของทางเดินหายใจ ซึ่งประกอบด้วยสามส่วนหลักจากบนลงล่าง ได้แก่ คอหอยส่วนจมูก (nasopharynx), คอหอยส่วนปาก (oropharynx) และคอหอยส่วนกล่องเสียง (laryngopharynx) ภาวะนี้เป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในการตรวจที่คลินิกทั่วไป

Detailed side profile of a vervet monkey with striking facial features, captured in South Africa's natural habitat.

สาเหตุของภาวะเจ็บคอ

ภาวะเจ็บคออาจเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ แต่กรณีส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ (ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย) โดยพบว่าสาเหตุหลักมักมาจากไวรัสเป็นส่วนใหญ่

สาเหตุเจ็บคอจากเชื้อไวรัส:

ไวรัสที่พบบ่อยได้แก่:

  • อะดีโนไวรัส (Adenovirus): เป็นตัวการที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มไวรัสที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ มักทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมและเจ็บ แต่คอไม่แดง

  • ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza viruses): อาการทั่วไปมักจะรวมถึงมีไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย

  • ไวรัสเอ็บสไตน์-บาร์ (Epstein-Barr virus): อาจพบต่อมน้ำเหลืองโตและต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง

  • ไวรัสเริม (Herpes simplex virus): อาจมีแผลเปื่อยในช่องปาก

  • ไวรัสหัด (Measles virus)

  • ไวรัสชนิดอื่นๆ: ไรโนไวรัส (rhinovirus), โคโรนาไวรัส (coronavirus), ไวรัส RSV (respiratory syncytial virus) และไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (parainfluenza viruses)

สาเหตุเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรีย:

  • สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus): เชื้อสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม A เป็นแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุด มักทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง มีไข้สูง และต่อมน้ำเหลืองโต อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น โรคไข้รูมาติก ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคลิ้นหัวใจรูมาติกในภายหลังได้

  • คอตีบ (Corynebacterium diphtheriae): พบในเด็ก เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เคยระบาดในอดีต ซึ่งทำให้เกิดโรคคออักเสบที่อันตรายมาก เพราะอาจสร้างเยื่อขาวหนา (pseudomembrane) ที่สามารถอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวในเด็กได้ โรคคอตีบเคยถูกควบคุมได้นานแล้ว แต่ช่วงหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากการได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน

  • แบคทีเรียอื่นๆ ที่พบน้อย: คลามัยเดีย (Chlamydia), หนองใน (gonorrhea) เป็นต้น

สาเหตุเจ็บคอที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ:

ปัจจัยทางเคมี เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ มลภาวะทางอากาศ ฝุ่นควัน สารก่อภูมิแพ้ หรือภาวะกรดไหลย้อน เป็นต้น

อาการของภาวะเจ็บคอ

นอกเหนือจากอาการเฉพาะของแต่ละสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ภาวะเจ็บคอเฉียบพลันยังมีอาการร่วมกันหลายอย่างดังนี้:

  • อาการเจ็บคอ คอแห้ง และระคายเคืองคอ

  • อาการคล้ายไข้หวัด: จาม น้ำมูกไหล ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย เบื่ออาหาร

  • ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นขึ้น คลื่นไส้ กลืนลำบาก

การแพร่กระจายของภาวะเจ็บคอเฉียบพลัน

ภาวะเจ็บคอเฉียบพลันที่เกิดจากไวรัสและแบคทีเรียสามารถแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้ เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม จะมีการแพร่กระจายละอองฝอยขนาดเล็กที่มีเชื้อโรคเข้าสู่อากาศ ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดอาจติดเชื้อได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • สูดดมละอองฝอยเหล่านี้เข้าไป

  • สัมผัสกับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย แล้วนำมือไปสัมผัสใบหน้าหรือจมูกของตนเอง

  • ติดเชื้อผ่านอาหารหรือเครื่องดื่มของผู้ป่วย หากใช้ร่วมกัน

การป้องกันภาวะเจ็บคอ

Cardboard appliques of human heads with viruses and thermometer in circles during coronavirus pandemic on colorful background
  • ล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสผู้ป่วย

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย

  • รักษาร่างกายให้อบอุ่นในฤดูหนาว หรือในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

  • จำกัดการสัมผัสกับฝุ่นควันและสภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ

การวินิจฉัยภาวะเจ็บคอเฉียบพลัน

โดยทั่วไป แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการเจ็บคอได้จากอาการที่ผู้ป่วยแจ้งและสัญญาณต่างๆ ที่ตรวจพบ

อย่างไรก็ตาม การแยกแยะระหว่างอาการเจ็บคอที่เกิดจากไวรัสกับแบคทีเรียเป็นเรื่องที่ท้าทายในทางคลินิก เพราะการตัดสินใจให้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุ

แพทย์จะใช้เกณฑ์ Centor เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการติดเชื้อแบคทีเรีย (อาการเจ็บคอจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส):

  • ไม่มีอาการไอ

  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมโตและเจ็บ

  • มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส

  • ต่อมทอนซิลมีสารคัดหลั่งหรือบวมแดง

  • อายุน้อยกว่า 15 ปี

ตามเกณฑ์นี้:

  • หากมีอาการน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ข้อ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

  • หากมี 4-5 ข้อ อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะตามประสบการณ์

  • หากมี 2-3 ข้อ การตัดสินใจให้ยาปฏิชีวนะหรือไม่จะขึ้นอยู่กับการตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อเพิ่มเติม

การตรวจเลือด เช่น การนับเม็ดเลือด (CBC), โปรแคลซิโทนิน (procalcitonin) และ CRP อาจถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันสถานะการติดเชื้อของผู้ป่วย

การรักษาภาวะเจ็บคอ

การรักษาอาการเจ็บคอจากไวรัส

ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ รักษาสุขอนามัยในช่องปากและฟัน ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยาที่สามารถใช้ได้ ได้แก่:

  • ยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้: พาราเซตามอล (paracetamol), ไอบูโพรเฟน (ibuprofen)

  • ยาฆ่าเชื้อในลำคอเฉพาะที่: ไทโรทริซิน (Tyrothricin) ในรูปแบบยาอม, ยาอมสมุนไพรต่างๆ

การรักษาอาการเจ็บคอจากแบคทีเรีย

นอกจากการรักษาตามอาการแล้ว จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติม เช่น ยาในกลุ่มเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) รุ่นที่ 1,2 (cephalexin, cefuroxime), กลุ่มเพนิซิลลิน (penicillin), กลุ่มเบต้าแลคแทม (beta-lactam) (ampicillin, amoxicillin)

อาการเจ็บคอในผู้ใหญ่มักสร้างความไม่สบายตัวมากกว่าที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ในเด็ก ภาวะเจ็บคออาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีพิเศษ เช่น ภาวะเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อคอตีบ

ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันทีหากเด็กมีอาการดังต่อไปนี้:

  • ภาวะหายใจล้มเหลว: แสดงออกด้วยอาการหายใจลำบาก ตัวเขียว หายใจเร็ว และมีการหดตัวของกล้ามเนื้อช่วยหายใจ

  • มีไข้สูงต่อเนื่อง

  • ไอเป็นเลือด

นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการใช้ยาบรรเทาปวดและลดไข้ให้ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการใช้ยาเกินขนาดซึ่งอาจทำให้เกิดพิษในเด็กได้ การฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนจะช่วยป้องกันโรคอันตรายได้

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ภาวะเจ็บคอเฉียบพลันแตกต่างจากอาการเจ็บคอทั่วไปอย่างไร?

คำตอบ: ภาวะเจ็บคอเฉียบพลันมักมีอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ในขณะที่อาการเจ็บคอทั่วไปอาจรวมถึงการระคายเคืองคอที่เรื้อรังกว่าหรือเกิดจากปัจจัยที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น ภูมิแพ้หรือกรดไหลย้อน

คำถาม: ยาปฏิชีวนะจำเป็นสำหรับทุกกรณีของอาการเจ็บคอหรือไม่?

คำตอบ: ไม่จำเป็น ยาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพเฉพาะกับการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หากอาการเจ็บคอเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่มีประโยชน์และอาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อดื้อยาได้ แพทย์จะประเมินจากอาการและอาจใช้เกณฑ์ Centor เพื่อตัดสินใจว่าควรให้ยาปฏิชีวนะหรือไม่

คำถาม: สามารถป้องกันภาวะเจ็บคอได้อย่างไรบ้าง?

คำตอบ: การป้องกันภาวะนี้ทำได้โดยการล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็น ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น รักษาร่างกายให้อบอุ่น และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือสถานที่ที่มีมลพิษสูง

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง