โรคหลอดลมฝอยอักเสบ เป็นการติดเชื้อในปอดที่พบบ่อยในเด็กเล็กและทารก ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันในทางเดินหายใจขนาดเล็ก (หลอดลมฝอย) ของปอด โรคนี้มักเกิดจากเชื้อไวรัส และจะมีการระบาดเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย (พฤษภาคม-ตุลาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่พบการระบาดได้บ่อย องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย รายงานว่าอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่จะพัฒนาไปสู่การไอ หายใจมีเสียงหวีด (wheezing) และบางครั้งมีภาวะหายใจลำบาก อาการของโรคนี้อาจคงอยู่ได้ตั้งแต่หลายวันจนถึงหลายสัปดาห์หรืออาจถึงหนึ่งเดือน เด็กส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลแบบผู้ป่วยนอก และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โรคหลอดลมฝอยอักเสบ เกิดขึ้นเมื่อไวรัสเข้าสู่หลอดลมฝอย การติดเชื้อทำให้หลอดลมฝอยบวมและอักเสบ มีการผลิตเมือกเพิ่มขึ้นภายในหลอดลม ทำให้ลมหายใจเข้าและออกจากปอดยากลำบากขึ้น ส่วนใหญ่แล้ว โรคหลอดลมฝอยอักเสบ เกิดจากเชื้อไวรัสซินไซเชียล (ไวรัส RSV – Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่พบบ่อยและมักติดเชื้อในเด็กทุกคนที่อายุต่ำกว่า 2 ปี การระบาดของเชื้อ RSV มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ภาวะนี้ยังอาจเกิดจากไวรัสชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดา ทารกอาจติดเชื้อ RSV ซ้ำได้ เนื่องจากมีเชื้อไวรัสชนิดนี้อย่างน้อยสองสายพันธุ์ ไวรัสที่ก่อให้เกิดภาวะนี้ติดต่อกันได้ง่าย ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นผ่านละอองฝอยในอากาศเมื่อไอ จาม หรือพูดคุย นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือของเล่น แล้วผู้อื่นมาสัมผัสตา จมูก หรือปากของตนเอง ในช่วงสองสามวันแรก สัญญาณและอาการ RSV จะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา: หลังจากหนึ่งสัปดาห์หรือนานกว่านั้น อาจมีอาการหายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีดเมื่อหายใจออก (หายใจครืดคราด) ทารกหลายคนยังอาจมีอาการติดเชื้อในหู (หูชั้นกลางอักเสบ) ร่วมด้วย หากผู้ปกครองพบว่าเด็กมีปัญหาในการกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กอายุต่ำกว่า 12 สัปดาห์ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคหัวใจหรือปอด ควรปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการและสัญญาณดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองควรรีบพาบุตรหลานไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด: ภาวะแทรกซ้อนของอาการ RSV ที่รุนแรงอาจรวมถึง: หากเกิดภาวะแทรกซ้อนข้างต้น เด็กจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภาวะหายใจล้มเหลวอย่างรุนแรงอาจจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อช่วยให้เด็กหายใจ ในกรณีของRSV ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด มีโรคหัวใจหรือปอด หรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังสัญญาณเริ่มต้นของภาวะนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบ เนื่องจากปอดและระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรค หรือทำให้โรครุนแรงขึ้น ได้แก่: เนื่องจากสาเหตุของอาการ RSV เกิดจากเชื้อไวรัสและแพร่จากคนสู่คน วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันคือ การล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนสัมผัสเด็กเล็ก หากผู้ดูแลเป็นหวัดหรือมีอาการป่วยทางเดินหายใจอื่น ๆ ควรใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ใกล้เด็ก หากเด็กเป็นภาวะนี้ ผู้ปกครองควรให้เด็กพักอยู่บ้านจนกว่าอาการจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น วิธีอื่น ๆ ในการช่วยจำกัดการติดเชื้อ ได้แก่: แพทย์มักจะสามารถวินิจฉัยอาการ RSV ได้จากการตรวจร่างกายและฟังเสียงปอด อย่างไรก็ตาม อาจต้องมีการตรวจมากกว่าหนึ่งหรือสองครั้ง เพื่อแยกแยะภาวะนี้ออกจากไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ หากเด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นภาวะนี้ที่รุนแรง หากอาการแย่ลง หรือหากสงสัยว่ามีปัญหาอื่น ๆ แพทย์อาจสั่งการตรวจเพิ่มเติม เช่น: นอกจากนี้ แพทย์อาจสอบถามผู้ปกครองเกี่ยวกับสัญญาณของการขาดน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กไม่ยอมดื่มน้ำหรือมีอาการอาเจียน สัญญาณของการขาดน้ำ ได้แก่ ตาลึกโบ๋ ปากและผิวแห้ง ซึม และปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย การการรักษา RSV มักใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ เด็กส่วนใหญ่ที่มีภาวะนี้สามารถดูแลที่บ้านได้หลังจากได้รับคำแนะนำ สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองจะต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงของการหายใจของเด็กอย่างใกล้ชิด เช่น หายใจลำบาก ไม่สามารถพูดหรือร้องไห้ได้เนื่องจากหายใจลำบาก เนื่องจากภาวะนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา หากเด็กมีการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ เช่น โรคปอดบวม แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะ ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทานและสูดดมเพื่อลดเมือกนั้นไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะนี้และไม่แนะนำให้ใช้ เด็กเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลเพื่อควบคุมอาการ ในโรงพยาบาล เด็กจะได้รับออกซิเจนเพื่อรักษาระดับออกซิเจนในเลือดให้เพียงพอ และได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันการขาดน้ำ ในกรณีที่รุนแรงมากขึ้น เด็กจะได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยในการหายใจ คำตอบ: ภาวะนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยเฉพาะผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุย และการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ดังนั้นการล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกัน คำตอบ: ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับไวรัส RSV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะนี้ อย่างไรก็ตาม มีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่แนะนำสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และสำหรับทารกที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด อาจได้รับยา Palivizumab เพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ RSV คำตอบ: แม้ว่าจะพบบ่อยในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาการในผู้ใหญ่มักไม่รุนแรงเท่าในเด็ก แต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้ภาพรวมเกี่ยวกับโรคหลอดลมฝอยอักเสบ

สาเหตุและการแพร่กระจายของโรค
อาการของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและสัญญาณที่ต้องพบแพทย์
เมื่อไหร่ที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์?
ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
ปัจจัยเสี่ยงและแนวทางป้องกัน RSV ในเด็ก

แนวทางป้องกัน
วัคซีนและยา
การวินิจฉัยและการจัดการโรคหลอดลมฝอยอักเสบ
การรักษา
การดูแลในโรงพยาบาล
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: โรคหลอดลมฝอยอักเสบติดต่อกันได้ง่ายแค่ไหน?
คำถาม: โรคหลอดลมฝอยอักเสบมีวัคซีนป้องกันหรือไม่?
คำถาม: ผู้ใหญ่สามารถเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบได้หรือไม่?
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
