ตารางฉีดวัคซีนเด็ก 0-24 เดือน: สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรง

วัคซีนถือเป็นการพัฒนาที่ก้าวล้ำในด้านการแพทย์เชิงป้องกันอย่างแท้จริง การฉีดวัคซีนช่วยปกป้องสุขภาพของเด็กเล็กจากการติดเชื้อร้ายแรงต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม ตารางฉีดวัคซีนเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 24 เดือน เพื่อให้ลูกน้อยของคุณมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและเติบโตอย่างปลอดภัย

วัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (เข็มที่ 1) ภายใน 24 ชั่วโมงแรก หลังคลอด หรือโดยเร็วที่สุดหากไม่สามารถฉีดได้ทันทีใน 24 ชั่วโมงแรก
  • ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค ภายใน 30 วันแรกหลังคลอด

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 1 เดือน

ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (เข็มที่ 2) หากมารดาเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี แต่หากมารดาไม่เป็นพาหะ วัคซีนเข็มที่ 2 จะฉีดเมื่อเด็กอายุ 2 เดือน ซึ่งมักจะอยู่ในวัคซีนรวม 5 หรือ 6 ใน 1 ที่มีส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 สัปดาห์ถึง 2 เดือน

  • หยอดวัคซีนป้องกันท้องร่วงจากโรต้าไวรัส (ครั้งที่ 1)
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส (เข็มที่ 1) เมื่อเด็กมีอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (เข็มที่ 2) และวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคทางเดินหายใจจากเชื้อ Haemophilus influenzae type b (Hib) (เข็มที่ 1) เมื่อเด็กอายุครบ 2 เดือน สามารถเลือกใช้วัคซีนรวม 6 ใน 1 หรือวัคซีนรวม 5 ใน 1 ร่วมกับการหยอดวัคซีนป้องกันโปลิโอ (ครั้งที่ 1) ตามแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันเด็ก
การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเข็มแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 3 เดือน

  • หยอดวัคซีนป้องกันท้องร่วงจากโรต้าไวรัส (ครั้งที่ 2)
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส (เข็มที่ 2)
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (เข็มที่ 3) และวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคทางเดินหายใจจากเชื้อ Hib (เข็มที่ 2) โดยอาจใช้วัคซีนรวม 6 ใน 1 หรือวัคซีนรวม 5 ใน 1 ร่วมกับการหยอดวัคซีนป้องกันโปลิโอ (ครั้งที่ 2) ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 4 เดือน

  • หยอดวัคซีนป้องกันท้องร่วงจากโรต้าไวรัส (ครั้งที่ 3 หากใช้วัคซีน Rotateq)
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส (เข็มที่ 3)
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (เข็มที่ 4) และวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคทางเดินหายใจจากเชื้อ Hib (เข็มที่ 3) โดยอาจใช้วัคซีนรวม 6 ใน 1 หรือวัคซีนรวม 5 ใน 1 ร่วมกับการหยอดวัคซีนป้องกันโปลิโอ (ครั้งที่ 3) เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเด็กจากโรคติดเชื้อในเด็กที่รุนแรง

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 5 เดือน

ฉีดวัคซีนป้องกันโปลิโอ 1 เข็ม หากในช่วงอายุ 2, 3 และ 4 เดือน เด็กได้รับวัคซีนรวม 5 ใน 1 และหยอดวัคซีนป้องกันโปลิโอตามโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (เข็มที่ 1) โดยจะฉีดเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก 1 เดือน และฉีดซ้ำทุกปี
  • ฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น (Neisseria meningitidis) ชนิด B, C: ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ (โดยทั่วไปคือ 2 เดือน)

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 9-12 เดือน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด หรือวัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR เข็มที่ 1) หากฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 9 เดือนถึงก่อน 12 เดือน ให้ฉีดวัคซีน MMR ซ้ำหลังจากฉีดวัคซีนหัดหรือ MMR เข็มแรก 6 เดือน และฉีดกระตุ้น MMR อีกครั้งหลังจากนั้น 4 ปี ในกรณีที่มีการระบาดของโรคหัด สามารถฉีดวัคซีนหัด MVVAC ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน
  • หากไม่ได้รับวัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อหัดก่อนอายุ 1 ปี ให้ฉีดวัคซีน MMR (เข็มที่ 1) เมื่ออายุ 12 เดือน และอาจฉีดวัคซีนหัด MVVAC หรือหัด-หัดเยอรมัน (MR) กระตุ้น 1 เข็มหลังจากนั้น 6 เดือน และฉีด MMR เข็มที่ 2 กระตุ้นในอีก 4 ปีต่อมา
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Imojev): สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 เดือน ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1-2 ปี สามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนหัดหรือ MMR ได้ หรือเว้นระยะห่างจากวัคซีนเหล่านี้อย่างน้อย 1 เดือน

วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12-24 เดือน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี: สามารถเลือกชนิดของวัคซีนได้ หากยังไม่เคยฉีด Imojev (เข็มที่ 1)
  • วัคซีน Imojev: ฉีดเข็มที่ 1 และฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 ในอีก 1-2 ปี ถัดไป
  • วัคซีน Jevax: ฉีดเข็มที่ 1 และฉีดเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก 1-2 สัปดาห์ ฉีดเข็มที่ 3 หลังจากเข็มที่ 2 หนึ่งปี จากนั้นฉีดกระตุ้นทุก 3 ปี อย่างน้อยจนถึงอายุ 15 ปี
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (เข็มที่ 1) และฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 ในอีก 4 ปี ถัดไป
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (เข็มที่ 1) และฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก 6-12 เดือน
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคทางเดินหายใจจากเชื้อ Hib (วัคซีนรวม 6 ใน 1 เข็มที่ 4) เมื่ออายุ 18 เดือน และควรฉีดให้ครบก่อนอายุ 24 เดือน
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์: สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุครบ 24 เดือน และฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 ในอีก 3 ปีถัดไป

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมการปฏิบัติตามตารางฉีดวัคซีนเด็กที่กำหนดไว้จึงสำคัญ?

การปฏิบัติตามตารางฉีดวัคซีนเด็กที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ช่วยให้เด็กได้รับภูมิคุ้มกันในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ร่างกายของเด็กจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคได้ทันท่วงที ก่อนที่จะสัมผัสกับความเสี่ยงของการติดเชื้อร้ายแรง การฉีดวัคซีนล่าช้าอาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อโรคที่ป้องกันได้นานขึ้นและอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง

หากเด็กพลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด ควรทำอย่างไร?

หากเด็กพลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์ทันที ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นตารางใหม่ แพทย์จะประเมินและวางแผนการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนตามช่วงอายุที่เหมาะสม โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนตารางการฉีดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของเด็กแต่ละคนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กมีอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนในเด็กส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายได้เอง เช่น มีไข้ต่ำ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด หรือรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย ผลข้างเคียงที่รุนแรงพบได้น้อยมาก หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง