10 นัดฝากครรภ์สำคัญ: แม่ท้องต้องจำให้แม่น!

การทราบถึง นัดฝากครรภ์ ที่สำคัญเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์เตรียมพร้อมสำหรับแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ยังช่วยในการตรวจพบปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย การดูแลสุขภาพครรภ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ทั้งแม่และลูกมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงเวลาสำคัญนี้ คุณแม่ควรจดจำจุดนัดสำคัญเหล่านี้ พร้อมกับคำแนะนำที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าการตั้งครรภ์จะเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น

การนัดฝากครรภ์ที่สำคัญตลอดช่วงตั้งครรภ์

นัดฝากครรภ์ inline-1
ภาพ: Kristina Paukshtite / Pexels

นัดฝากครรภ์ครั้งแรก: สัปดาห์ที่ 5-8

การนัดฝากครรภ์ครั้งแรกมักจะทำเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5-8 สัปดาห์ การตรวจครั้งนี้สำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้แพทย์ประเมินสุขภาพเบื้องต้นของคุณแม่และวางแผนการดูแลตลอดการตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการตรวจหลายอย่าง ได้แก่:

  • ตรวจสอบน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) หากพบว่ามีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน แพทย์จะให้คำแนะนำในการควบคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
  • อาจมีการตรวจเลือดเพื่อหาฮอร์โมน bHCG ในกรณีที่อัลตราซาวด์ยังไม่เห็นถุงตั้งครรภ์ชัดเจน หรือมีสัญญาณของการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ
  • แพทย์จะคำนวณอายุครรภ์และวันคลอดโดยประมาณ โดยอ้างอิงจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย
  • นอกจากนี้ แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคต่างๆ เช่น โรคหัด โรคอีสุกอีใส ไวรัสตับอักเสบบี โรคซิฟิลิส เอชไอวี/เอดส์ การตรวจหาปัจจัย Rh และหมู่เลือด รวมถึงประเมินภาวะโลหิตจาง

ในการตรวจฝากครรภ์ครั้งนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในระหว่างตั้งครรภ์ การใช้ชีวิตประจำวัน และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ยาบางชนิดหรืออาหารบางประเภท นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสี่ยงของการแท้งบุตร เพื่อวางแผนป้องกันตามความเหมาะสม

การตรวจคัดกรองช่วงไตรมาสแรก: สัปดาห์ที่ 11-13 สัปดาห์ 6 วัน

การตรวจครรภ์ครั้งที่สองมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แพทย์จะทำการตรวจน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด และอัลตราซาวด์ เพื่อประเมินสุขภาพของคุณแม่และการเจริญเติบโตของทารก

แพทย์จะสั่งตรวจ Double test และอัลตราซาวด์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์นี้ เช่น ภาวะสมองลีบ (anencephaly) ภาวะไส้เลื่อนที่สะดือ (omphalocele) หรือกระเพาะปัสสาวะขยายใหญ่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอัลตราซาวด์เพื่อวัดความหนาของต้นคอทารก (Nuchal Translucency) จะช่วยประเมินความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นดาวน์ซินโดรม หรือความผิดปกติของโครโมโซมอื่นๆ เช่น Edward syndrome หรือ Patau syndrome หากผลการอัลตราซาวด์แสดงความเสี่ยงสูง แพทย์จะแนะนำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การตรวจ NIPT (Non-invasive Prenatal Testing) หรือการเจาะชิ้นเนื้อรก

การตรวจ NIPT มีข้อดีคือเป็นวิธีการที่ไม่รุกราน ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารก และสามารถทำได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 10 ของการตั้งครรภ์ การตรวจ NIPT ได้รับการแนะนำสำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูง และยังสามารถใช้เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นสำหรับคุณแม่ทุกคนในไตรมาสแรก

นอกจากนี้ ช่วงเวลานี้ยังเหมาะสมสำหรับการตรวจประเมินความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งช่วยให้คุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ยา

การตรวจพัฒนาการทารก: สัปดาห์ที่ 16-22

ในการนัดฝากครรภ์ครั้งที่สามนี้ แพทย์จะยังคงตรวจตามปกติ เช่น น้ำหนัก ความดันโลหิต อัลตราซาวด์ และตรวจปัสสาวะ เพื่อติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์และสุขภาพของคุณแม่

หากยังไม่ได้ทำการตรวจ Double test แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจ Triple test ซึ่งเป็นการตรวจเลือดที่ทำในช่วงสัปดาห์ที่ 15-18 ของการตั้งครรภ์ การตรวจเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองโรคต่างๆ เช่นเดียวกับการตรวจในไตรมาสแรก แต่มีความไวในการตรวจจับต่ำกว่า Double test

หากผลการตรวจคัดกรองก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่าทารกมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะผิดปกติแต่กำเนิด แพทย์จะแนะนำให้ทำการเจาะน้ำคร่ำในช่วงสัปดาห์ที่ 15-18 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรทราบว่าขั้นตอนนี้มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร แต่เป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำ คือเพียง ไม่ถึง 1%

การคัดกรองเบาหวานและตรวจโครงสร้างทารก: สัปดาห์ที่ 22-28

ในการติดตามช่วงตั้งครรภ์นี้ แพทย์จะทำการประเมินดังต่อไปนี้:

  • ตรวจน้ำหนักของคุณแม่
  • วัดความดันโลหิต
  • ตรวจครรภ์: วัดระยะห่างจากยอดมดลูกถึงกระดูกหัวหน่าว เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารก และตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารก
  • ตรวจปัสสาวะ
  • อัลตราซาวด์คัดกรองความผิดปกติของทารก: แพทย์จะทำการอัลตราซาวด์ 4 มิติ เพื่อตรวจดูโครงสร้างของทารก และตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ แขนขา ช่องท้อง กระดูก สมอง กระดูกสันหลัง และไต นอกจากนี้ อัลตราซาวด์ยังช่วยตรวจสอบตำแหน่งของรกและปริมาณน้ำคร่ำ
  • คัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์: โดยการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส เพื่อตรวจหาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต และอาจจำเป็นต้องใช้อินซูลิน หากจำเป็น
  • ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก: ฉีดเข็มแรกของวัคซีนป้องกันบาดทะยัก (VAT)

การติดตามสุขภาพแม่และลูก: สัปดาห์ที่ 28-32

แพทย์จะยังคงติดตามความดันโลหิต น้ำหนัก และตรวจปัสสาวะของคุณแม่ เพื่อประเมินว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่

การอัลตราซาวด์จะดำเนินการในไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นล่าช้าในทารก เช่น ภาวะลำไส้อุดตัน ภาวะโพรงสมองขยาย หรือการติดเชื้อในครรภ์ และติดตามพัฒนาการของทารก ในการนัดฝากครรภ์ครั้งนี้ คุณแม่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก (VAT) เข็มที่สองด้วย ดังนั้น นี่คือหนึ่งในจุดภาวะนี้ที่สำคัญที่คุณแม่ไม่ควรพลาด

การประเมินขนาดและตำแหน่งทารก: สัปดาห์ที่ 32-34

แพทย์จะตรวจความดันโลหิต อัลตราซาวด์เพื่อประเมินขนาดของทารก ตำแหน่งของรก และปริมาณน้ำคร่ำ เพื่อยืนยันตำแหน่งของทารก รวมถึงทำการตรวจปัสสาวะ และตรวจ Non-stress test เพื่อติดตามสุขภาพของทารกในครรภ์

การตรวจหาภาวะติดเชื้อและการเตรียมคลอด: สัปดาห์ที่ 34-36

แพทย์จะทำการประเมินเช่นเดียวกับการตรวจฝากครรภ์ครั้งก่อนหน้า เพื่อติดตามพัฒนาการของทารกและสุขภาพของคุณแม่ จะมีการตรวจเลือดและปัสสาวะพื้นฐาน พร้อมกับการเพาะเชื้อจากช่องคลอด เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Strep กลุ่ม B ซึ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนการคลอด

การเตรียมตัวใกล้คลอด: สัปดาห์ที่ 36-39

นี่คือจุดภาวะนี้ที่สำคัญ เนื่องจากคุณแม่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการคลอด ในช่วงนี้ คุณแม่ควรไปพบแพทย์สัปดาห์ละครั้ง ในการนัดแต่ละครั้ง แพทย์จะทำการตรวจตามปกติ เช่น อัลตราซาวด์ ตรวจเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการคลอด ตรวจปัสสาวะ ทำ Non-stress test และตรวจปากมดลูก เพื่อติดตามความคืบหน้าของการตั้งครรภ์

นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการประเมินโครงสร้างกระดูกเชิงกราน เพื่อช่วยตัดสินใจว่าคุณแม่ควรคลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด แพทย์จะให้คำแนะนำแก่คุณแม่เกี่ยวกับสัญญาณของการใกล้คลอด เพื่อให้เข้ารับการดูแลที่โรงพยาบาลได้ทันเวลา

การทำ Non-stress test หรือการตรวจการเต้นของหัวใจทารก จะอิงตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจทารกที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของทารก การตรวจนี้ยังช่วยให้แพทย์ประเมินว่าทารกได้รับออกซิเจนเพียงพอหรือไม่

ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจฝากครรภ์

นอกจากการจดจำจุดภาวะนี้ที่สำคัญแล้ว คุณแม่ควรใส่ใจกับสิ่งต่อไปนี้ เพื่อให้การตรวจครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ:

  • สวมเสื้อผ้าที่สบายและรองเท้าส้นเตี้ย เพื่อความสะดวกในการตรวจ
  • ควรงดอาหารและหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน เพื่อให้ผลการตรวจเลือดมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
  • เมื่อไปตรวจในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรดื่มน้ำให้มากและกลั้นปัสสาวะ เพื่อให้ภาพอัลตราซาวด์ชัดเจน
  • ในช่วงการตรวจครรภ์ในไตรมาสหลัง คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากและเข้าห้องน้ำก่อนการตรวจ เนื่องจากทารกมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว
  • เพื่อสุขอนามัยที่ดี ควรทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศก่อนการตรวจ
  • จัดเก็บเอกสารและผลการตรวจทั้งหมดไว้ในแฟ้มเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและนำไปให้แพทย์ดูในครั้งต่อไป
  • ขอใบรับรองการตรวจจากสถานพยาบาล เพื่อรักษาสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้องนัดฝากครรภ์หลายครั้ง?

การภาวะนี้หลายครั้งตลอดช่วงตั้งครรภ์ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์และสุขภาพของคุณแม่ได้อย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจหาและจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ทำให้มั่นใจในการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดี

การตรวจ NIPT คืออะไร และใครควรเข้ารับการตรวจ?

NIPT (Non-invasive Prenatal Testing) คือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์โดยการตรวจเลือดของแม่ ซึ่งไม่มีความเสี่ยงต่อทารก เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรม และสามารถทำได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 10 ของการตั้งครรภ์

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปพบแพทย์เพื่อตรวจฝากครรภ์?

ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สบายและรองเท้าส้นเตี้ย เตรียมเอกสารและผลการตรวจครั้งก่อนๆ ทั้งหมดให้พร้อม งดอาหารและเครื่องดื่มกระตุ้นบางชนิดก่อนการตรวจเลือด และในไตรมาสแรกอาจต้องดื่มน้ำมากและกลั้นปัสสาวะเพื่อภาพอัลตราซาวด์ที่ชัดเจน แต่ในไตรมาสหลังมักไม่จำเป็น

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง