อาการออทิสติก หรือภาวะออทิซึมสเปกตรัม เป็นกลุ่มของความผิดปกติทางพัฒนาการที่หลากหลายระดับตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง โดยเริ่มแสดงอาการตั้งแต่เด็กอายุยังไม่ถึง 3 ขวบและคงอยู่เป็นระยะเวลานาน ภาวะนี้มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง ทำให้เด็กมีความบกพร่องในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การสื่อสาร และมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามปกติ นอกจากนี้ เด็กหลายคนยังอาจมีปัญหาด้านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการสมาธิสั้นหรือมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ การวินิจฉัยภาวะนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบความชุกประมาณ 1 ใน 100 ของเด็กทั้งหมด และพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 4-6 เท่า แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของภาวะออทิซึมสเปกตรัม แต่มีข้อสังเกตบางประการที่ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่: พันธุกรรม: การพัฒนาที่ไม่สมดุลของสมอง ซึ่งอาจเกิดจากยีนบางชนิดที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสมอง ระหว่างตั้งครรภ์: มารดาที่สัมผัสกับสารพิษบ่อยครั้ง เช่น ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ หรือยาเสพติด อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรคนี้หลังคลอด ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม: สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น สารเคมีอันตราย มลภาวะ หรือการที่ครอบครัวละเลยการดูแลเอาใจใส่และอบรมน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมได้ ผู้ปกครองมักสังเกตเห็นสัญญาณของภาวะออทิซึมสเปกตรัมในช่วงสองปีแรกของชีวิตเด็ก โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น แม้ว่าเด็กบางคนอาจมีพัฒนาการตามปกติในช่วงแรกแล้วจึงค่อยๆ แสดงอาการบกพร่องในภายหลัง สัญญาณและอาการออทิสติกสเปกตรัม ได้แก่: ความบกพร่องในทักษะการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: เป็นปัญหาพื้นฐานของภาวะนี้ เช่น เด็กไม่ชี้นิ้ว ไม่สบตา หรือมีการใช้ท่าทางในการสื่อสารน้อย ไม่ทำตามคำสั่ง เล่นคนเดียว ไม่แบ่งปัน ทำตามความต้องการของตนเองเท่านั้น ไม่โอ้อวด ไม่สนใจปฏิกิริยาและความรู้สึกของผู้อื่น เด็กบางคนอาจไม่แสดงอาการแปลกแยกเมื่อเจอคนแปลกหน้า หรือไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ในขณะที่บางคนอาจกลัวคนแปลกหน้าหรือสถานที่แปลกๆ เด็กมักจะผูกพันและสนใจสิ่งของมากกว่าคนรอบข้าง ความผิดปกติทางภาษา: เด็กอาจมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า หรือพูดได้แล้วแต่อยู่ๆ ก็ไม่พูดอีก พูดคำที่ไม่มีความหมาย สอนแล้วไม่พูดตาม หากเด็กพูดได้ก็มักจะเลียนแบบคำพูด โฆษณา หรือพูดเฉพาะเมื่อต้องการอาหารหรือต้องการไปไหนเท่านั้น การสื่อสารมีลักษณะเฉื่อยชา ไม่รู้จักตั้งคำถาม หรือถามซ้ำๆ ในประโยคเดิมๆ ไม่สามารถโต้ตอบบทสนทนาได้ ไม่สามารถเล่าเรื่องที่เคยเห็นได้ น้ำเสียงผิดปกติ เช่น พูดสำเนียงแปลกๆ ขาดอารมณ์ พูดเร็ว พูดติดขัด หรือพูดเสียงดังมาก เด็กไม่สามารถเล่นบทบาทสมมติหรือเล่นเกมที่มีกฎเกณฑ์ทางสังคมได้ การพูดช้าเป็นเหตุผลหลักที่ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาพบแพทย์ เนื่องจากเป็นสัญญาณที่สังเกตได้ง่ายที่สุด ความผิดปกติทางพฤติกรรม นิสัย และความสนใจที่จำกัด: มีพฤติกรรมซ้ำๆ หรือการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เช่น เดินเขย่งปลายเท้า หมุนตัว มองมือตนเอง มองเฉียงๆ โยกตัว กระโดดเขย่ง วิ่งวน หรือกระโดดขึ้นลง นิสัยซ้ำๆ ที่พบบ่อย เช่น เดินทางเดิมเสมอ นั่งที่เดิม นอนที่เดิม ชอบใส่เสื้อผ้าชุดเดิม ทำสิ่งต่างๆ ตามลำดับเดิมเสมอ ความสนใจที่จำกัด: เช่น การเล่นของเล่นแบบเดิมๆ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง การดูโทรทัศน์โฆษณา วิดีโอ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การหมุนล้อรถ การมองดูหรือถือสิ่งของบางอย่างในมือตลอดเวลา เช่น ปากกา ไม้จิ้มฟัน กระดาษ ขวด หรือของเล่นที่มีสีโปรดหรือมีความแข็งนุ่มต่างกัน เด็กจำนวนมากอาจอาละวาดร้องไห้หากไม่เป็นไปตามความต้องการ เนื่องจากการสื่อสารที่บกพร่องและขาดการยับยั้งชั่งใจ เด็กกว่า 70% ที่มีภาวะนี้มีอาการสมาธิสั้น และไม่ตอบสนองต่ออันตราย ความผิดปกติทางประสาทสัมผัส: เกิดจากระบบประสาทที่ไวเกินไป เช่น กลัวเสียงดังจนร้องกรี๊ด หรือเอามือปิดหู ปิดตา หรือเข้าไปหลบมุมเพราะกลัวแสง กลัวรสชาติบางอย่าง หูไวต่อเสียงโฆษณาจนวิ่งเข้ามาฟัง กลัวการตัดผม กลัวการสระผม ไม่ชอบให้ใครแตะต้องตัว ไม่เคี้ยวอาหารและเลือกกิน ในทางกลับกัน เด็กที่รับรู้ได้น้อยกว่าปกติอาจแสดงอาการเช่น ชอบสัมผัสสิ่งของ ชอบให้กอดแน่นๆ รับรู้ความเจ็บปวดน้อยลง ชอบเคาะหรือโยนสิ่งของเพื่อให้เกิดเสียง ชอบมองวัตถุที่เคลื่อนไหวหรือมีแสงสว่าง เด็กบางคนมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เช่น จำเบอร์โทรศัพท์ จำยี่ห้อรถยนต์ จำตำแหน่งสิ่งของหรือสถานที่ต่างๆ เก่งในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ท่องจำเพลงได้มากมาย อ่านตัวเลขและตัวอักษรได้เร็วมาก คำนวณเลขในใจได้เร็ว เลียนแบบท่าทางได้รวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เมื่อเด็กเติบโตขึ้น มักจะเข้าเรียนช้า ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลง มีปัญหาในการสื่อสารทางภาษา ไม่เข้าใจความหมายเชิงเปรียบเทียบของคำ และมีปัญหาในการเรียนโดยเฉพาะวิชาสังคม พฤติกรรมซ้ำๆ หรือความสนใจที่จำกัดอาจเปลี่ยนแปลงจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่ง เด็กบางคนมีภาวะสมาธิสั้น ในขณะที่บางคนเก็บตัวมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการของภาวะออทิซึมสเปกตรัมรุนแรงขึ้น ได้แก่: ครอบครัวมีเวลาในการสอนเด็กน้อย ให้เด็กดูโทรทัศน์มากเกินไป เด็กมีโอกาสสัมผัสและเล่นกับเด็กคนอื่นน้อย 5 สัญญาณบ่งชี้ความเสี่ยงของภาวะพัฒนาการเด็ก ได้แก่: เมื่ออายุ 12 เดือน เด็กยังไม่ออกเสียงอ้อแอ้ เมื่ออายุ 12 เดือน เด็กยังไม่ชี้นิ้ว หรือไม่มีท่าทางสื่อสารที่เหมาะสม เมื่ออายุ 16 เดือน เด็กยังไม่พูดคำเดี่ยวๆ เมื่ออายุ 24 เดือน เด็กยังไม่พูดประโยค 2 คำ หรือพูดไม่ชัดเจน เด็กสูญเสียทักษะทางภาษาหรือทักษะทางสังคมที่เคยมีในทุกช่วงอายุ ดูแลให้มารดามีการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย จำกัดการมีบุตรเมื่ออายุมาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นพัฒนาการเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการเล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์ การเคลื่อนไหว และการพัฒนาการสื่อสาร การตรวจทางคลินิก: เด็กมีความบกพร่องใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามปกติ มีการแบ่งประเภทตามลักษณะทางคลินิกออกเป็น 5 รูปแบบ: ออทิสติกแบบคลาสสิก (Kanner’s autism): มีอาการผิดปกติครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความบกพร่องในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยเริ่มแสดงอาการก่อนอายุ 3 ขวบ กลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s syndrome) (ออทิสติกที่มีการทำงานสูง): มีความบกพร่องในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สามารถพูดได้แต่การสื่อสารผิดปกติ ไม่มีความล่าช้าทางสติปัญญา และมักปรากฏอาการหลังอายุ 3 ขวบ กลุ่มอาการเร็ตต์ (Rett syndrome): มักพบในเด็กผู้หญิง มีการถดถอยของพัฒนาการเมื่อเด็กอายุ 6-18 เดือน มีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ที่มือ กระดูกสันหลังคด ศีรษะมีขนาดเล็ก และมีสติปัญญาบกพร่องในระดับรุนแรง ภาวะความผิดปกติในการแตกแยกในวัยเด็ก (Childhood disintegrative disorder): มีการถดถอยของพัฒนาการที่เกิดขึ้นก่อนอายุ 10 ขวบ ออทิสติกไม่เป็นไปตามแบบแผน (Atypical autism): มีความผิดปกติเพียงด้านใดด้านหนึ่งในสามด้านหลัก ถือเป็นภาวะนี้ในระดับที่ไม่รุนแรง ตามความสามารถทางสติปัญญาและพัฒนาการทางภาษาสามารถแบ่งย่อยได้อีก: ออทิสติกที่มีสติปัญญาสูงและสามารถพูดได้ ออทิสติกที่มีสติปัญญาสูงแต่ไม่สามารถพูดได้ ออทิสติกที่มีสติปัญญาต่ำและสามารถพูดได้ ออทิสติกที่มีสติปัญญาต่ำและไม่สามารถพูดได้ ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางชีวภาพเฉพาะเจาะจงที่สามารถวินิจฉัยภาวะออทิซึมสเปกตรัมได้ ในการวินิจฉัยภาวะนี้จำเป็นต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมินพัฒนาการทางจิตสังคมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และการประเมินสติปัญญาสำหรับเด็กโต การประเมินพฤติกรรมและอารมณ์ รวมถึงการใช้แบบคัดกรองอาการออทิสติก เช่น M-CHAT และ CARS หากเด็กมีอาการออทิสติกไม่รุนแรง และได้รับการตรวจพบและแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ การพัฒนาการของเด็กยังคงเป็นไปตามปกติ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้ดีขึ้น ในกรณีที่อาการรุนแรงขึ้น มาตรการแก้ไขและดูแลจะช่วยให้เด็กสามารถปรับปรุงการสื่อสารได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น การดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาภาวะนี้: เด็กที่มีภาวะนี้ต้องการความรักและความเอาใจใส่จากพ่อแม่และคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก อย่ารู้สึกอับอาย อย่าประมาท อย่าละทิ้งเด็ก และอย่าปล่อยให้ใครดูถูกเหยียดหยาม พ่อแม่ควรร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง อยู่เคียงข้างลูกและใช้เวลาในการสอนลูก ไม่ว่าจะเป็นออทิสติกในระดับใดก็ตาม ภาวะนี้เป็นกลุ่มอาการที่ซับซ้อน ซึ่งรวมถึงความบกพร่องด้านการรับรู้ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา และความสามารถในการสื่อสาร ดังนั้น การรักษาจึงต้องใช้เวลานาน ต้องใช้ความอดทน ความพยายาม และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่ ครอบครัว ครู และชุมชน จึงจะสามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีได้ ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ยาเพื่อรักษาเหมือนโรคอื่นๆ พ่อแม่จำเป็นต้องติดตามอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด พูดคุยกับแพทย์ นักจิตวิทยา และครูอนุบาล และปฏิบัติตามคำแนะนำและแนวทางการบำบัดเกี่ยวกับการดูแลและให้การศึกษาแก่เด็กอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันในประเทศไทย เด็กที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัมในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางหลายรายได้รับการเรียนรู้จากศูนย์พัฒนาการเด็ก และสามารถเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนทั่วไปได้ เด็กที่มีกลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์หรือออทิสติกที่มีการทำงานสูงก็สามารถเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติได้เช่นกัน พยากรณ์โรคที่ดีหากเด็กมีสติปัญญาสูง มีการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ดี มีอาการทางพฤติกรรมที่แปลกประหลาดน้อย และได้รับการบำบัดแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ คำตอบ: อาการออทิสติก หรือภาวะออทิซึมสเปกตรัม เป็นความผิดปกติทางพัฒนาการที่ส่งผลต่อการสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และพฤติกรรม โดยมักแสดงอาการตั้งแต่เด็กยังเล็กและมีความหลากหลายของอาการในแต่ละบุคคล คำตอบ: แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญ การสัมผัสสารพิษระหว่างตั้งครรภ์ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ คำตอบ: การรักษาภาวะพัฒนาการเด็กต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากครอบครัว การบำบัดพฤติกรรม การบำบัดทางภาษา และการบำบัดทางกิจกรรมบำบัดร่วมกับการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการออทิสติกและแนวทางการดูแลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล การค้นพบและแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพภาพรวมและสาเหตุของอาการออทิสติกในเด็ก

สัญญาณเตือนและปัจจัยเสี่ยงของภาวะพัฒนาการเด็ก
การป้องกันและการวินิจฉัยภาวะออทิซึมสเปกตรัม
แนวทางการป้องกันออทิซึม
การวินิจฉัยภาวะออทิซึมสเปกตรัม
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ:

แนวทางการรักษาสำหรับเด็กที่มีอาการออทิสติกในเด็ก
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: อาการออทิสติกคืออะไร?
คำถาม: สาเหตุหลักของอาการออทิสติกในเด็กคืออะไร?
คำถาม: แนวทางการรักษาภาวะพัฒนาการเด็กมีอะไรบ้าง?
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
