การติดตามตารางแสดงความยาวและ น้ำหนักทารก เกณฑ์ WHO ตามอายุครรภ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้สามารถทราบภาพรวมของการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและโภชนาการให้เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีตั้งแต่ในครรภ์
ตารางเปรียบเทียบ น้ำหนักทารก เกณฑ์ WHO ตามอายุครรภ์

| อายุครรภ์ | ความยาว (ซม.) | น้ำหนัก (กรัม) | |
| สัปดาห์ที่ 8 | 1.6 | 1 | |
| สัปดาห์ที่ 9 | 2.3 | 2 | |
| สัปดาห์ที่ 10 | 3.1 | 4 | |
| สัปดาห์ที่ 11 | 4.1 | 45 | |
| สัปดาห์ที่ 12 | 5.4 | 58 | |
| สัปดาห์ที่ 13 | 6.7 | 73 | |
| สัปดาห์ที่ 14 | 14.7 | 93 | |
| สัปดาห์ที่ 15 | 16.7 | 117 | |
| สัปดาห์ที่ 16 | 18.6 | 146 | |
| สัปดาห์ที่ 17 | 20.4 | 181 | |
| สัปดาห์ที่ 18 | 22.2 | 222 | |
| สัปดาห์ที่ 19 | 24.0 | 272 | |
| สัปดาห์ที่ 20 | 25.7 | 330 | |
| สัปดาห์ที่ 21 | 27.4 | 400 | |
| สัปดาห์ที่ 22 | 29 | 476 | |
| สัปดาห์ที่ 23 | 30.6 | 565 | |
| สัปดาห์ที่ 24 | 32.2 | 665 | |
| สัปดาห์ที่ 25 | 33.7 | 756 | |
| สัปดาห์ที่ 26 | 35.1 | 900 | |
| สัปดาห์ที่ 27 | 36.6 | 1000 | |
| สัปดาห์ที่ 28 | 37.6 | 1100 | |
| สัปดาห์ที่ 29 | 39.3 | 1239 | |
| สัปดาห์ที่ 30 | 40.5 | 1396 | |
| สัปดาห์ที่ 31 | 41.8 | 1568 | |
| สัปดาห์ที่ 32 | 43.0 | 1755 | |
| สัปดาห์ที่ 33 | 44.1 | 2000 | |
| สัปดาห์ที่ 34 | 45.3 | 2200 | |
| สัปดาห์ที่ 35 | 46.3 | 2378 | |
| สัปดาห์ที่ 36 | 47.3 | 2600 | |
| สัปดาห์ที่ 37 | 48.3 | 2800 | |
| สัปดาห์ที่ 38 | 49.3 | 3000 | |
| สัปดาห์ที่ 39 | 50.1 | 3186 | |
| สัปดาห์ที่ 40 | 51.0 | 3338 | |
| สัปดาห์ที่ 41 | 51.5 | 3600 | |
| สัปดาห์ที่ 42 | 51.7 | 3700 |
ตารางนี้แสดงค่าเฉลี่ยความยาวและน้ำหนักทารกในแต่ละสัปดาห์ของการตั้งครรภ์ เช่น น้ำหนักทารกในสัปดาห์ที่ 33 คือ 2000 กรัม (2 กก.) และมีความยาว 44.1 ซม. ในขณะที่สัปดาห์ที่ 34 น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเป็น 2200 กรัม (2.2 กก.) และมีความยาว 45.3 ซม. การติดตามค่าเหล่านี้ช่วยให้คุณแม่ประเมิน พัฒนาการทารก ได้ว่าลูกน้อยมีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์หรือไม่ และปรับเปลี่ยนการดูแลตนเองและโภชนาการได้อย่างเหมาะสม
วิธีการวัดความยาวและน้ำหนักทารกในแต่ละสัปดาห์
การวัดขนาดของทารกในครรภ์จะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงอายุครรภ์ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์แพทย์จะวัดจากส่วนศีรษะถึงก้นของทารกเนื่องจากขายังคงงออยู่ ซึ่งทำให้การวัดความยาวรวมทั้งหมดทำได้ยากกว่า
- ในช่วงอายุครรภ์ 8-19 สัปดาห์: ทารกจะถูกวัดความยาวจากศีรษะถึงก้น เนื่องจากช่วงนี้ขาของทารกจะงออยู่ในมดลูกตลอดครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ ทำให้ยากต่อการวัดน้ำหนักและความยาวที่แม่นยำ ค่าที่ได้จะเรียกว่าความยาวศีรษะ-ก้น
- ในช่วงอายุครรภ์ 20-42 สัปดาห์: ความยาวของทารกจะวัดจากศีรษะถึงส้นเท้า ในช่วงเวลานี้ทั้งขนาดและน้ำหนักของทารกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
- ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 32 เป็นต้นไป: น้ำหนักของทารกจะมีการพัฒนาสูงสุด รูปร่างและอวัยวะต่างๆ จะสมบูรณ์เกือบทั้งหมด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ น้ำหนักทารก ในครรภ์
มีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและน้ำหนักของทารกในครรภ์ ซึ่งรวมถึงทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยด้านสุขภาพของคุณแม่ ปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้ การเจริญเติบโตของเด็ก แตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐานได้
อิทธิพลจากพันธุกรรมและความแตกต่างทางเชื้อชาติ
น้ำหนักตัวของทารกอาจมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักและรูปร่างของคุณพ่อคุณแม่ เชื้อชาติและประเทศที่แตกต่างกันก็อาจมีค่าเฉลี่ย น้ำหนักทารก เกณฑ์ WHO ที่แตกต่างกันได้เช่นกัน
สุขภาพของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์
หากคุณแม่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือมีภาวะอ้วน มักมีแนวโน้มที่จะคลอดทารกที่มีน้ำหนักมาก สวนทางกัน หากคุณแม่มีน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นน้อยเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์ขาดสารอาหารได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นผ่านค่า น้ำหนักทารก ที่วัดได้ตั้งแต่ในครรภ์
ลำดับของการคลอดบุตร
โดยทั่วไปแล้ว ลูกคนถัดไปมักมีน้ำหนักมากกว่าลูกคนแรก อย่างไรก็ตาม หากช่วงห่างระหว่างการคลอดบุตรสั้นเกินไป อาจเกิดสถานการณ์ตรงกันข้ามได้ คือลูกคนถัดไปมีน้ำหนักน้อยกว่าลูกคนแรก
จำนวนทารกในครรภ์
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดหรือมีทารกหลายคนในครรภ์ มักจะมีน้ำหนักทารกในครรภ์ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับการตั้งครรภ์เดี่ยว ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากสารอาหารต้องถูกแบ่งปันกัน
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ น้ำหนักทารก ไม่ตรงตามเกณฑ์
หลังจากตรวจสุขภาพและพบว่าน้ำหนักของทารกมีความแตกต่างอย่างมากจาก ตารางเปรียบเทียบพัฒนาการ คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพและการพัฒนาของทารกในครรภ์ที่ต้องได้รับการดูแล
หากทารกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานในแต่ละสัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ อาจบ่งชี้ว่าทารกมีขนาดใหญ่เกินกว่าอายุครรภ์ การที่ทารกมีขนาดใหญ่มากเกินไปอาจทำให้การคลอดเป็นไปได้ยากขึ้น และหากทารกมีขนาดใหญ่กว่าเกณฑ์มาตรฐานประมาณ 3 ซม. อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนตั้งแต่ในครรภ์
ในทางกลับกัน หากทารกมีค่าดัชนีต่ำกว่า น้ำหนักทารก เกณฑ์ WHO มาก โดยผลอัลตราซาวด์แสดงความยาวที่สั้นกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3 ซม. คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว แพทย์อาจสั่งให้ทำการทดสอบเพื่อหาสาเหตุ เช่น ตรวจสอบการทำงานของรกว่ามีการส่งสารอาหารไปยังทารกเพียงพอหรือไม่ หรือตรวจหาความผิดปกติของสายสะดือ
แพทย์จะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการและภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่เพื่อประเมินปัจจัยต่างๆ หลังจากระบุสาเหตุได้แล้ว แพทย์จะแนะนำวิธีปรับเปลี่ยนที่เหมาะสม เช่น การปรับเปลี่ยนโภชนาการ การพักผ่อน และการผ่อนคลายความเครียด คุณแม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยปรับปรุงน้ำหนักของทารกในครรภ์ให้ดีขึ้น
หากทารกมีน้ำหนักน้อยเกินไป อาจบ่งชี้ถึงภาวะทุพโภชนาการตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้ทารกเสี่ยงต่อโรคปอด ภูมิคุ้มกันต่ำหลังคลอด และอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาในระยะยาว คุณแม่ไม่ควรรอช้า หากพบสัญญาณผิดปกติใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำและการดูแลที่ถูกต้องและทันท่วงที
สิ่งที่ควรทำเพื่อให้ น้ำหนักทารก พัฒนาได้ตามเกณฑ์

- คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรกินมากเกินไป แต่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและทารกในครรภ์
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ให้น้ำหนักเพิ่มมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ตลอดการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12 กก. หากตั้งครรภ์แฝดอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 16-20 กก.
- ในช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ น้ำหนักไม่ควรเพิ่มเกิน 1.5-2 กก. หากแพทย์เตือนว่าน้ำหนักน้อยเกินไป คุณแม่ควรกินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 กก. หากคุณแม่มีน้ำหนักเกินอยู่แล้วในช่วง 3 เดือนแรก อาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักเลย หรือเพิ่มได้สูงสุดไม่เกิน 1 กก.
- ในช่วงอายุครรภ์ สัปดาห์ที่ 14-28 คุณแม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ประมาณ 0.5 กก. ต่อสัปดาห์ แต่ถ้ามีน้ำหนักเกิน ควรจำกัดการเพิ่มน้ำหนักไว้ที่ประมาณ 0.2-0.3 กก. ต่อสัปดาห์เท่านั้น
- จัดตารางการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงความเครียดหรือความวิตกกังวลมากเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักและการพัฒนาของทารกในครรภ์ได้
- เข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตาม การเจริญเติบโตของเด็ก และน้ำหนักของทารกในแต่ละสัปดาห์ หากพบความผิดปกติที่แตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมการติดตาม น้ำหนักทารก เกณฑ์ WHO จึงสำคัญ?
การติดตามน้ำหนักทารกตามเกณฑ์ WHO มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้คุณแม่และแพทย์สามารถประเมินพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ หากน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพหรือภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งสามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีเพื่อสุขภาพที่ดีของทารก
จะเกิดอะไรขึ้นหากน้ำหนักทารกในครรภ์มากหรือน้อยเกินไป?
หากน้ำหนักทารกในครรภ์มากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดยาก การบาดเจ็บขณะคลอด และทารกอาจมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วนในอนาคต หากน้ำหนักน้อยเกินไป ทารกอาจมีภาวะทุพโภชนาการ เสี่ยงต่อปัญหาปอด ภูมิคุ้มกันต่ำ และอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม
คุณแม่ควรทำอย่างไรเพื่อให้น้ำหนักทารกอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม?
คุณแม่ควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ไม่ควรอดอาหารหรือกินมากเกินไป ควบคุมน้ำหนักตัวให้เพิ่มขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด และที่สำคัญคือเข้ารับการตรวจครรภ์เป็นประจำ เพื่อให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมและติดตาม พัฒนาการทารก ได้อย่างใกล้ชิด
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
