โรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่มักไม่รุนแรง หากไม่มีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง แต่ก็สามารถนำไปสู่การติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณตุ่มน้ำลุกลามจนเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือสมองอักเสบได้ กรณีที่น่าเป็นห่วงคือหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งอาจส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ เช่น การแท้งบุตร หรือความพิการแต่กำเนิด การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
โรคอีสุกอีใส คืออะไร?
โรคอีสุกอีใส หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไข้หัวลม” เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดในผู้ใหญ่ โรคนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว พบได้บ่อยในเด็ก แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ใหญ่ได้เช่นกัน ประเทศไทยซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดปี เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางเดินหายใจหลายชนิด อาการเด่นชัดของอีสุกอีใสคือตุ่มน้ำพองใสกระจายทั่วร่างกาย รวมถึงในเยื่อบุช่องปากและลิ้นด้วย โรคนี้มีหลายช่องทางในการแพร่เชื้อและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ การมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคนี้จึงช่วยให้สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างทันท่วงที

โรคอีสุกอีใส ติดต่อได้หรือไม่?
โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงผ่านการสัมผัส หรือแพร่กระจายทางอากาศจากการไอ จาม หรือพูดคุย ซึ่งมีละอองฝอยขนาดเล็กจากระบบทางเดินหายใจออกมา นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสกับของเหลวในตุ่มน้ำของผู้ป่วยโดยตรงได้อีกด้วย
นอกจากนี้ อีสุกอีใสยังสามารถติดต่อทางอ้อมได้ผ่านการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำ เช่น การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า หรือการรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยอีสุกอีใส
อาการของอีสุกอีใสในแต่ละระยะ
โรคอีสุกอีใสมี 4 ระยะการพัฒนา โดยแต่ละระยะมีอาการที่แตกต่างกันไป ดังนี้:
ระยะฟักตัว
เป็นระยะที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส โดยไวรัสจะอยู่ในร่างกายและเริ่มเพิ่มจำนวน ระยะนี้กินเวลาประมาณ 10-20 วัน ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการใดๆ จึงสังเกตได้ยากมาก
ระยะเริ่มต้นแสดงอาการ
เป็นช่วงที่เริ่มมีอาการ เช่น มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ และรู้สึกอ่อนเพลีย รอยผื่นแดงเล็กๆ จะเริ่มปรากฏขึ้น โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ผู้ป่วยบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองหลังหูโตขึ้น และมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย
ระยะแพร่กระจายทั่วร่างกาย
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงขึ้น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ รอยผื่นแดงจะเริ่มกลายเป็นตุ่มน้ำพองใส มีลักษณะกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ตุ่มน้ำเหล่านี้จะก่อให้เกิดอาการคันและแสบร้อนอย่างมาก ซึ่งสร้างความไม่สบายตัวให้กับผู้ป่วย
ตุ่มน้ำเหล่านี้จะปรากฏขึ้นทั่วร่างกาย แม้กระทั่งในเยื่อบุช่องปาก ทำให้รับประทานอาหารได้ลำบาก ในบางกรณีที่ตุ่มน้ำติดเชื้อแบคทีเรียอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น และของเหลวภายในตุ่มน้ำจะขุ่นข้นเนื่องจากมีหนองปนอยู่
ระยะฟื้นตัว
หลังจากเกิดอาการประมาณ 7-10 วัน ตุ่มน้ำจะแตกออกเอง แห้ง และตกสะเก็ดจนค่อยๆ ฟื้นตัวกลับเป็นปกติ ในระยะนี้จำเป็นต้องดูแลความสะอาดแผลอีสุกอีใสอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน การใช้ยาทารักษาแผลเป็นและยาแก้รอยดำจะช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นหลุม (รอยบุ๋ม) ที่มักทิ้งไว้หลังจากตุ่มอีสุกอีใสหายไป
อีสุกอีใสและภาวะแทรกซ้อนอันตราย
อีสุกอีใสเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงและมักหายได้เองตามธรรมชาติภายในระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม โรคทุกชนิดล้วนมีภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ภาวะแทรกซ้อนของอีสุกอีใส ได้แก่:
- การติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ตุ่มน้ำที่แตกเป็นแผลเปื่อยและมีเลือดออกภายใน นี่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ซึ่งควบคุมตัวเองไม่ให้เกาตุ่มน้ำได้
- เกิดสมองอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (มักเกิดหลังจากตุ่มน้ำขึ้น 1 สัปดาห์): ภาวะแทรกซ้อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กเล็กและผู้ใหญ่ แต่พบในผู้ใหญ่ได้ง่ายกว่า อาการที่มาพร้อมกัน ได้แก่ ไข้สูง ซึมหมดสติ ชัก สับสน และตาเหล่ ภาวะแทรกซ้อนนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
- ปอดอักเสบจากอีสุกอีใส: ภาวะแทรกซ้อนนี้มักเกิดในผู้ใหญ่ ในวันที่ 3-5 หลังเริ่มมีอาการ แสดงออกด้วยอาการไอมาก ไอเป็นเลือด หายใจลำบาก และเจ็บหน้าอก
- ทำให้เกิดไตอักเสบ หรือไตอักเสบเฉียบพลัน: อาการของภาวะแทรกซ้อนนี้คือ ปัสสาวะเป็นเลือดและภาวะไตวาย
- สำหรับหญิงตั้งครรภ์ หากเป็นอีสุกอีใสภายใน 5 วันก่อนคลอด หรือ 2 วันหลังคลอด อาจแพร่เชื้อสู่ทารกได้ ซึ่งทารกอาจมีความพิการหรือเสียชีวิต
- เกิดหูชั้นกลางอักเสบ หรือกล่องเสียงอักเสบ: เนื่องจากตุ่มอีสุกอีใสขึ้นบริเวณนี้ ทำให้เกิดแผลเปื่อย การติดเชื้อ และการอักเสบบวม
การป้องกันและรักษาอีสุกอีใส

แนวทางการรักษาอีสุกอีใส
ปัจจุบันโรคอีสุกอีใสยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง มีเพียงยาและวิธีการรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง จึงสามารถรักษาเองที่บ้านได้ตามคำแนะนำของแพทย์ กรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลตามแผนการรักษาของแพทย์ เพื่อให้โรคทุเลาลงอย่างรวดเร็วและปลอดภัยในการรักษา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:
เมื่อรักษาตัวที่บ้าน:
- สวมเสื้อผ้าหลวมๆ ทำจากผ้าเนื้อนุ่มและซับเหงื่อได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ตุ่มน้ำแตก ควรหลีกเลี่ยงการโดนลมมากเกินไป
- ไม่ควรเกาตุ่มน้ำอีสุกอีใส เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายมากขึ้น
- รักษาความสะอาดร่างกายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยใช้น้ำอุ่นอาบน้ำเบาๆ ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำที่ร้อนจัด
- เมื่อมีสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากอีสุกอีใส ควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือเพื่อตรวจรักษาทันที
- ควรแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
เมื่อใช้ยารักษา:
- สำหรับตุ่มน้ำบนร่างกาย สามารถใช้ยาเจนเชียนไวโอเลตทาบนตุ่มน้ำ เพื่อลดการอักเสบและป้องกันการเกิดแผลเป็น
- เมื่อตุ่มน้ำแตก สามารถใช้ยาเมทิลีนบลูทาได้ ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้ง เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีน หรือเพนิซิลลิน หรือยาแดงเด็ดขาด
- ห้ามใช้ครีมลดอาการคันที่มีส่วนผสมของฟีนอลในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน และในหญิงตั้งครรภ์เด็ดขาด
วิธีป้องกันอีสุกอีใส
การฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสเป็นมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและให้ผลในระยะยาวมากที่สุด การฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสในเด็กเล็กจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากในครอบครัวมีเด็กเล็ก ควรพาเด็กไปฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือตามปริมาณและกำหนดการที่แนะนำ โดยมีตารางการฉีดดังนี้:
- เข็มที่ 1: ฉีดเมื่อเด็กอายุมากกว่า 1 ปี
- เข็มที่ 2: สำหรับเด็กอายุ 1-13 ปี: ฉีดห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน สำหรับเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป: ฉีดห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 1 เดือน
หากสัมผัสกับผู้ป่วยอีสุกอีใสและตนเองยังไม่เคยฉีดวัคซีน ควรฉีดวัคซีนป้องกันภายใน 3 วันหลังการสัมผัส ไม่ควรใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำอีสุกอีใส ผู้ป่วยควรได้รับการแยกตัวจากคนในครอบครัวและชุมชน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: อาการเริ่มต้นของอีสุกอีใสเป็นอย่างไร?
คำตอบ: อาการเริ่มต้นมักมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย จากนั้นจะเริ่มมีผื่นแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นภายใน 1-2 วัน อาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองหลังหูโตและเจ็บคอร่วมด้วย ก่อนที่ผื่นจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสในระยะถัดไป
คำถาม: ผู้ใหญ่สามารถเป็นอีสุกอีใสได้หรือไม่ และมีอาการรุนแรงกว่าเด็กหรือไม่?
คำตอบ: ผู้ใหญ่สามารถเป็นอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกับเด็ก และบ่อยครั้งที่อาการในผู้ใหญ่มักจะรุนแรงกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือสมองอักเสบ ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็นโรคหรือได้รับวัคซีน ควรพิจารณาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน
คำถาม: เป็นอีสุกอีใสแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
คำตอบ: โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วมักจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต ทำให้ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ไวรัสวาริเซลลาซึ่งเป็นสาเหตุของโรคนี้จะยังคงแฝงอยู่ในร่างกาย และอาจกระตุ้นให้เกิดโรคงูสวัดได้ในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันลดลง
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
