ภาพรวมของโรค Zollinger-Ellison

โรค Zollinger-Ellison เป็นภาวะทางการแพทย์ที่เกิดจากการมีเนื้องอกตั้งแต่หนึ่งก้อนขึ้นไปที่เรียกว่าเนื้องอกแกสตริน (gastrinoma) ในระบบทางเดินอาหาร เนื้องอกเหล่านี้กว่า 80% มักพบในตับอ่อนและลำไส้เล็กส่วนต้น แต่ก็สามารถพบได้ในต่อมน้ำเหลืองรอบตับอ่อน, ถุงน้ำเหลืองในลำไส้, ตับ, หรือถุงน้ำดีได้เช่นกัน เนื้องอกแกสตรินจะหลั่งฮอร์โมนแกสตรินออกมาในปริมาณมาก ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมาเกินปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนคือ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
แม้ว่าภาวะนี้จะไม่พบบ่อย แต่เนื้องอกแกสตรินในผู้ป่วยบางรายเป็นชนิดเนื้อร้าย และหลายกรณีมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายแล้ว โรคนี้พบได้ในเพศชายทุกช่วงวัย แต่พบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 20-50 ปี การรักษาโรค Zollinger-Ellison ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกและการรักษาภาวะแทรกซ้อนของแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
สาเหตุของ โรค Zollinger-Ellison
ปัจจุบันยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสาเหตุเฉพาะที่ทำให้เกิดเนื้องอกในผู้ป่วยโรค Zollinger-Ellison อย่างไรก็ตาม กลไกการเกิดโรคนี้มีความชัดเจน เนื้องอกแกสตรินที่เกิดขึ้นในตับอ่อนหรือลำไส้เล็กส่วนต้นจะหลั่งฮอร์โมนแกสตรินออกมาในปริมาณมหาศาล ซึ่งตามปกติแล้ว ฮอร์โมนแกสตรินที่หลั่งจากเซลล์ในตับอ่อน มีหน้าที่ควบคุมการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร การมีแกสตรินในเลือดสูงจะกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากเกินความจำเป็น กรดที่มากเกินไปนี้เป็นสาเหตุของอาการทางคลินิกและนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
ผู้ป่วยบางรายที่มีโรค Zollinger-Ellison มีความเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า กลุ่มอาการเนื้องอกต่อมไร้ท่อหลายตำแหน่งชนิดที่ 1 (Multiple endocrine neoplasia syndromes type 1 – MEN 1) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominant ผู้ป่วยที่มีภาวะ MEN 1 จะมีเนื้องอกเกิดขึ้นที่ต่อมไร้ท่อหลายแห่ง เช่น ต่อมใต้สมอง, ต่อมพาราไทรอยด์ และรวมถึงตับอ่อน ซึ่งอาจมีเนื้องอกแกสตรินร่วมด้วย
อาการของ Zollinger-Ellison
เนื่องจากแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุดในโรค Zollinger-Ellison ดังนั้นอาการทางคลินิกที่พบบ่อยของโรคนี้จึงมักเป็นอาการของแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยโรค Zollinger-Ellison มักมีอาการดังต่อไปนี้:
- ปวดท้อง, รู้สึกแสบร้อน, หรือจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ หรือส่วนท้องใต้ชายโครงด้านซ้าย
- คลื่นไส้, อาเจียน ในบางกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจอาเจียนเป็นเลือดสดหรือเลือดเก่า
- เรอ, แสบร้อนกลางอก
- ภาวะกรดไหลย้อน
- เบื่ออาหาร, ทานอาหารได้น้อยลง หากเป็นต่อเนื่องอาจทำให้น้ำหนักลดและร่างกายอ่อนเพลีย
- ภาวะทางเดินอาหารผิดปกติ, ท้องเสีย ถ่ายเป็นไขมัน
ความรุนแรงของอาการที่แสดงออกจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดของแผล รวมถึงว่าแผลเหล่านั้นก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นในผู้ป่วยโรค Zollinger-Ellison อาจเกิดขึ้นโดดเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มหลายแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นและกระเพาะอาหาร อาการทางคลินิกมักกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย หากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาแก้แผลในกระเพาะอาหารแบบปกติเท่านั้น
Zollinger-Ellison ติดต่อได้หรือไม่?
โรค Zollinger-Ellison เป็นโรคที่มีสาเหตุการเกิดที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ในบางกรณีพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการ MEN 1 ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominant ดังนั้น โรคนี้จึงไม่สามารถแพร่กระจายหรือติดต่อกันได้ ผู้ป่วยที่มีภาวะ Zollinger-Ellison ซึ่งเกิดจากกลุ่มอาการ MEN 1 จะไม่แพร่เชื้อไปยังผู้อื่นจากการสัมผัส
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง Zollinger-Ellison
บุคคลที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าปกติที่จะเป็นโรค Zollinger-Ellison คือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ที่เป็นโรค Zollinger-Ellison หรือกลุ่มอาการ MEN 1
การป้องกัน Zollinger-Ellison

เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของโรค Zollinger-Ellison ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทำให้ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีสัญญาณหรืออาการผิดปกติใด ๆ ในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารที่สถานพยาบาล เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ และแยกแยะจากภาวะอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน
การวินิจฉัย Zollinger-Ellison
การวินิจฉัยโรค Zollinger-Ellison อย่างถูกต้องและทันท่วงทีมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพของการรักษา การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างการตรวจร่างกาย, การซักประวัติส่วนตัวและประวัติครอบครัว รวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม เช่น:
- การตรวจระดับฮอร์โมนแกสตรินในเลือด: เนื่องจากเนื้องอกแกสตรินในภาวะ Zollinger-Ellison จะหลั่งแกสตรินออกมาในปริมาณมาก ระดับแกสตรินที่สูงในเลือดจึงเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยอาจเป็นZollinger-Ellison การตรวจนี้มักต้องให้ผู้ป่วยอดอาหารก่อนการตรวจ และงดการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดกลุ่ม H2 blocker และกลุ่ม PPIs (Proton Pump Inhibitors)
- การวัดค่า pH ในกระเพาะอาหาร: มักทำร่วมกับการตรวจระดับแกสตรินในเลือด เพื่อยืนยันภาวะการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารที่เพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยZollinger-Ellison จะพบว่ามีการหลั่งกรดมากและมีระดับแกสตรินในเลือดสูง
- การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร (Endoscopy): หากมีอาการที่บ่งชี้ถึงแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น แพทย์จะแนะนำให้ส่องกล้องเพื่อระบุตำแหน่งและความรุนแรงของแผล การส่องกล้องยังเป็นวิธีในการห้ามเลือดในกรณีที่แผลมีเลือดออกเฉียบพลัน และประเมินความเสี่ยงของการมีเลือดออกซ้ำ
- การส่องกล้องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Endoscopic Ultrasound – EUS): เป็นวิธีการตรวจที่ทำร่วมกับการส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร สามารถช่วยตรวจพบเนื้องอกบริเวณหัวตับอ่อนและลำไส้เล็กส่วนต้นได้
- การอัลตราซาวด์ช่องท้อง: เป็นการตรวจที่ไม่รุกรานและมีค่าใช้จ่ายไม่สูง สามารถทำได้หลายครั้ง แต่มีความสามารถในการตรวจพบเนื้องอกต้นกำเนิดได้ไม่สูงนัก โดยมีบทบาทในการวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะอื่น ๆ
- การตรวจ CT scan หรือ MRI ช่องท้อง: สามารถตรวจพบเนื้องอกแกสตรินต้นกำเนิดได้ แต่มีประโยชน์มากในการตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
- การตรวจทางพยาธิวิทยา: การนำตัวอย่างเนื้อเยื่อจากแผลที่ได้จากการส่องกล้อง หรือตัวอย่างเนื้อเยื่อจากเนื้องอกต้นกำเนิดมาตรวจทางเซลล์วิทยา จะช่วยให้ทราบลักษณะทางเนื้อเยื่อของรอยโรค เพื่อระบุว่าเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรงหรือเนื้อร้าย
การรักษา Zollinger-Ellison
การรักษาโรค Zollinger-Ellison หลัก ๆ ประกอบด้วยการผ่าตัดเอาเนื้องอกแกสตรินออกจากระบบทางเดินอาหาร และการรักษาภาวะแทรกซ้อนของแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
การผ่าตัดเอาเนื้องอกออกถือเป็นการรักษาที่สามารถทำให้หายขาดได้ในผู้ป่วยเกือบ ครึ่งหนึ่ง หลังจากผ่าตัดแล้ว ควรนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรงหรือไม่ สำหรับเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย การผ่าตัดอาจต้องทำในวงกว้างขึ้น และบางครั้งอาจต้องร่วมกับการทำเคมีบำบัดและรังสีรักษา
การรักษาภาวะแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นด้วยยา ควรดำเนินการภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายยาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาด้วยตนเองหรือหยุดยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่สำคัญหากใช้ในทางที่ผิด เช่น ภาวะกรดในกระเพาะอาหารต่ำ, กระดูกพรุน, เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักในผู้ป่วยสูงอายุ (โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 50 ปี), ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย, และลดความต้องการทางเพศ
คำถามที่พบบ่อย
อะไรคือสาเหตุหลักของZollinger-Ellison?
สาเหตุหลักเกิดจากการมีเนื้องอกแกสตริน (gastrinoma) ซึ่งเป็นเนื้องอกที่หลั่งฮอร์โมนแกสตรินออกมาในปริมาณมากผิดปกติ ทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมาเกินความจำเป็น ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางพันธุกรรมที่เรียกว่า MEN 1
Zollinger-Ellison สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?
Zollinger-Ellison ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่กระจายหรือส่งผ่านจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดจากเนื้องอกหรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
การวินิจฉัยZollinger-Ellison ทำได้อย่างไร?
การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้หลายวิธี รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนแกสตรินในเลือด, การวัดค่า pH ในกระเพาะอาหาร, การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร, การส่องกล้องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (EUS), การอัลตราซาวด์ช่องท้อง, การตรวจ CT scan หรือ MRI ช่องท้อง และการตรวจทางพยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อ
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
