โรคหัด เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถพบได้ในหลายกลุ่มอายุ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดการระบาดได้ง่าย แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ป่วยจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ทารก โรคนี้อาจมีอาการรุนแรงและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในภายหลังได้
ภาพรวมของโรคหัด
โรคหัด เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันจากไวรัสในกลุ่ม Morbillivirus จากตระกูล Paramyxoviridae ซึ่งยังคงเป็นโรคอันตรายในเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

สาเหตุของโรคหัด
โรคนี้เกิดจากไวรัส Measles ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กในอากาศที่เกิดจากการไอหรือจามของผู้ป่วย เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเริ่มเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดอาการต่างๆ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือเคยเป็นโรคนี้มาก่อน
อาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด
หลังจากได้รับเชื้อ โรคหัด จะมีระยะฟักตัวประมาณ 7 วันถึง 2 สัปดาห์ จากนั้นอาการของโรคจะเริ่มแสดงออกดังต่อไปนี้:
-
ในช่วงแรก ผู้ป่วยมักมีไข้สูง (สูงกว่า 39°C) เมื่อไข้ลดลง ผื่นแดงที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัดจะเริ่มปรากฏ
-
ผื่นของโรคหัดมีลักษณะเฉพาะ เริ่มจากหลังใบหู (บริเวณท้ายทอย) แล้วลามไปที่ใบหน้า ค่อยๆ ลงมาที่หน้าอก ท้อง และในที่สุดก็ทั่วร่างกาย ผื่นนี้เป็นผื่นชนิดนูน (papular rash) และหลังจากหายแล้วจะทิ้งรอยคล้ำบนผิวหนังที่เรียกว่า “ลายเสือ” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์
-
นอกจากอาการข้างต้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ตาแดง น้ำมูกไหล ไอ หรือบางครั้งอาจมีอาการท้องเสีย
ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยของโรคนี้ ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดบวม สมองอักเสบ ท้องเสีย กระจกตาขุ่นมัว กล่องเสียงอักเสบ และภาวะทุพโภชนาการรุนแรง
การแพร่กระจายของโรคหัด
โรคนี้แพร่กระจายได้ง่ายมาก ด้วยลักษณะการติดต่อดังนี้:
-
ไวรัส Measles แพร่จากผู้ป่วยสู่ผู้อื่นส่วนใหญ่ผ่านละอองเสมหะจากจมูกและลำคอของผู้ป่วยที่ถูกขับออกมาในอากาศเมื่อไอหรือจาม และผู้ที่แข็งแรงสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป
-
อาการหัดสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการจนถึงหลายวันหลังจากมีอาการปรากฏ
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัด?
กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคหัด ได้แก่:

-
ผู้ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก (ทารก) จะติดเชื้อได้ง่ายมากเมื่อสัมผัสกับแหล่งแพร่เชื้อ
-
ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง โดยเฉพาะไปยังภูมิภาคที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งโรคนี้ยังคงพบได้บ่อย หากบุคคลเหล่านี้ไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ความเสี่ยงในการติดเชื้อจะสูงมาก
-
ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินเอในอาหารประจำวัน หากเป็นโรคนี้ อาจมีอาการรุนแรงขึ้นและประสบกับภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย
การป้องกันโรคหัดอย่างมีประสิทธิภาพ
มี 4 มาตรการเชิงรุกที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคนี้ในปัจจุบัน:
-
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด: ตามโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เด็กอายุ 9 เดือนขึ้นไปได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สถานพยาบาล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน ควรมีการฉีดกระตุ้นเข็มที่สองเมื่อเด็กอายุ 18 เดือน
-
การแยกผู้ป่วย: โรคนี้แพร่กระจายได้รวดเร็วมาก ดังนั้นเมื่อพบเด็กป่วย ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาทันที พร้อมทั้งแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ชุมชน
-
มาตรการป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และญาติ: การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อดูแลเด็กป่วยเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อข้ามไปยังเด็กอื่นๆ ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยโรคนี้
-
การล้างมือให้สะอาดและถูกวิธีตามขั้นตอนที่แนะนำ ทั้งก่อนและหลังการดูแลเด็กป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อข้าม
การวินิจฉัยและการรักษาโรคหัด
การวินิจฉัยโรคหัดต้องอาศัยทั้งอาการทางคลินิกและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น:
ด้านอาการทางคลินิก: มีอาการที่เป็นลักษณะเฉพาะ เช่น ไข้ ผื่น ไอ ตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ) หรือน้ำมูกไหล
ด้านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ:
-
การทดสอบ MAC-ELISA ใช้เพื่อตรวจหาแอนติบอดี IgM ที่จำเพาะต่อโรคนี้ในซีรั่ม ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการวินิจฉัยยืนยันโรคหัด
-
เทคนิคภูมิคุ้มกันเรืองแสง (Immunofluorescence) ใช้ในการตรวจหาแอนติเจนของไวรัสในตัวอย่างของผู้ป่วย (เช่น สารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอ เลือด) การทดสอบนี้ไม่ค่อยมีการใช้ในทางคลินิกจริง
หลักการรักษาโรคหัด:
-
การแยกผู้ป่วย
-
การรักษาประคับประคอง:
-
ดูแลสุขอนามัยของผิวหนัง ดวงตา และช่องปากลำคอ
-
เพิ่มสารอาหาร
-
ลดไข้
-
เสริมวิตามินเอ
-
-
การรักษาภาวะแทรกซ้อน:
-
การใช้ยาปฏิชีวนะหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
-
จำกัดการให้สารน้ำหากมีภาวะแทรกซ้อนเช่น ปอดบวม สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
-
หากมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลัน จำเป็นต้องให้การรักษาประคับประคองเพื่อรักษาสภาพการทำงานของอวัยวะสำคัญของผู้ป่วย
-
คำถามที่พบบ่อย
โรคหัดติดต่อได้หรือไม่?
โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยแพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดคุย ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงเมื่อสัมผัสกับละอองเหล่านี้
โรคหัดหายภายในกี่วัน?
โดยทั่วไป อาการของโรคหัดจะเริ่มดีขึ้นและผื่นจะจางหายไปภายใน 7-10 วัน หลังจากการเริ่มมีผื่น อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและภูมิคุ้มกัน
เป็นโรคหัดแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
โดยปกติแล้ว เมื่อเป็นโรคหัดแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต ทำให้ไม่กลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่หายากมาก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
