ภาพรวมภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว
กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว คือภาวะที่กระเพาะปัสสาวะเกิดการหดตัวผิดเวลา ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะกะทันหันและรุนแรง จำเป็นต้องเข้าห้องน้ำทันที ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาปัสสาวะเล็ดหากกลั้นไว้ไม่ได้. กลุ่มอาการนี้แม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน การเรียน และการทำงาน. ผู้ป่วยหลายคนต้องทนทุกข์กับอาการเหล่านี้เป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี เนื่องจากความอับอายและไม่กล้าไปพบแพทย์. ปัจจุบันมีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับอาการนี้.

สาเหตุที่ทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมักนำไปสู่การหดเกร็งของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะมากเกินไป และการทำงานที่ไม่ประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะกับหูรูดท่อปัสสาวะ. สาเหตุเหล่านี้รวมถึง:
-
ความผิดปกติของระบบประสาทในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน, ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง, โรคเบาหวาน.
-
ความผิดปกติภายในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ก้อนเนื้องอกหรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ.
-
ปัจจัยที่ขัดขวางการไหลเวียนของปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากโต หรือผลข้างเคียงจากการรักษาในบริเวณอุ้งเชิงกราน.
-
การดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป.
-
ในบางกรณี อาจไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้.
อาการของภาวะปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
-
ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดปัสสาวะกะทันหัน มีความรู้สึกอยากปัสสาวะอย่างรุนแรง ไม่สามารถกลั้นได้และจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำทันที.
-
บางครั้งผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะเล็ดตามหลังความรู้สึกปวดปัสสาวะกะทันหัน.
-
นอกจากนี้ หลายคนยังบ่นว่าต้องปัสสาวะบ่อยครั้ง (มากกว่า 8 ครั้งต่อวัน) ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน หรือต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไป ซึ่งทำให้กลับไปนอนหลับได้ยากและรู้สึกไม่สบายตัว.
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว
ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว ได้แก่:
-
อายุที่มากขึ้น.
-
เพศหญิงมีความเสี่ยงต่ออาการนี้สูงกว่าเพศชาย.
-
โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน, โรคหลอดเลือดสมอง.
-
โรคในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ, ต่อมลูกหมากโตชนิดไม่ร้ายแรง.
-
การตั้งครรภ์หลายครั้ง.
การป้องกันและลดความรุนแรงของอาการปัสสาวะเล็ด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มสามารถช่วยควบคุมอาการของภาวะนี้และลดความรุนแรงของโรคได้. มาตรการป้องกันรวมถึง:

1. ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน การเลือกปริมาณน้ำและเวลาในการดื่มมีความสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยภาวะนี้. การลดปริมาณของเหลวที่บริโภคถือเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมปริมาณปัสสาวะ แต่การดื่มน้ำน้อยเกินไปอาจทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้น ซึ่งสามารถระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคทางเดินปัสสาวะ. ดังนั้น ผู้ป่วยควรกระทำดังนี้:
-
แบ่งการดื่มน้ำตลอดทั้งวันเป็นหลายๆ ครั้ง โดยดื่มทีละน้อยระหว่างมื้ออาหาร.
-
ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากเกินไป ยกเว้นในกรณีที่ออกกำลังกาย.
-
จิบน้ำช้าๆ ทีละน้อย.
-
หากดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ปัสสาวะควรมีสีเหลืองอ่อนและเกือบจะไม่มีสี.
-
ควรได้รับน้ำจากแหล่งอาหารอื่นๆ เช่น ผลไม้, ผัก และซุป.
-
ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เช่น ปวดขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีสีเข้มหรือมีกลิ่นฉุน.
2. จำกัดเครื่องดื่มที่อาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น:
-
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง เช่น น้ำอัดลม, กาแฟ, เครื่องดื่มชูกำลัง และชา. การศึกษาพบว่าการลดปริมาณคาเฟอีนให้น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวันสามารถช่วยลดอาการของโรคได้.
-
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์, เบียร์.
3. หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้อาการของภาวะปัสสาวะบ่อยผิดปกติรุนแรงขึ้น:
-
อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง: ผลไม้เช่น ส้ม, มะนาว, ส้มโอ, องุ่น หรือมะเขือเทศ.
-
สารให้ความหวานเทียม: แอสปาร์แตม, แซ็กคาริน และสารให้ความหวานเทียมอื่นๆ ที่ไม่เพียงพบในเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังอยู่ในอาหารหลายชนิด.
-
อาหารเค็ม: มันฝรั่งทอด และอาหารเค็มอื่นๆ อาจทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำพร้อมทั้งทำให้รู้สึกกระหายน้ำและดื่มน้ำมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว.
การวินิจฉัยภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว มักได้รับการวินิจฉัยเมื่อมีอาการปวดปัสสาวะกะทันหันร่วมกับอย่างน้อยหนึ่งในอาการต่อไปนี้: ปัสสาวะบ่อย, ปัสสาวะกลางคืน, ปัสสาวะเล็ดควบคุมไม่ได้.
สิ่งที่สำคัญคือต้องแยกแยะจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, ความผิดปกติของอวัยวะเฉพาะที่ หรือปัจจัยเมตาบอลิซึมอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการข้างต้นได้ เช่น:
-
กลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง.
-
โรคทางอายุรกรรม: เบาหวาน, ภาวะหัวใจล้มเหลวคั่ง, โรคทางระบบประสาท, อาการท้องผูกเรื้อรัง.
-
ยาที่กำลังใช้: ยาขับปัสสาวะ, ยาต้านซึมเศร้า, ยาลดความดันโลหิต.
-
พฤติกรรมการกินและดื่ม: ดื่มกาแฟมากเกินไป, ดื่มน้ำมากเกินไป.
ในผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะเล็ดควบคุมไม่ได้ จำเป็นต้องแยกความแตกต่างของ 3 ประเภทหลัก: ปัสสาวะเล็ดกะทันหัน, ปัสสาวะเล็ดเมื่อออกแรง และปัสสาวะเล็ดแบบผสม. การแยกแยะมีความสำคัญต่อแนวทางการรักษา: ปัสสาวะเล็ดเมื่อออกแรงส่วนใหญ่รักษาด้วยการผ่าตัด ในขณะที่ปัสสาวะเล็ดกะทันหันส่วนใหญ่รักษาด้วยยา.
แนวทางการรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ในแต่ละช่วงเวลา หากมีปัจจัยกระตุ้น. การรักษาอาจใช้เวลานานและมีแผนการรักษาหลายขั้นตอน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ตั้งแต่วิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดจนถึงการแทรกแซงด้วยการผ่าตัด.
การรักษาภาวะนี้แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, การใช้ยา และการรักษาแบบแทรกแซงเมื่อไม่ตอบสนองต่อยา.
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ถือเป็นการรักษาขั้นแรกสำหรับภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว. ผู้ป่วยสามารถทำได้เอง ไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพสูง. อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ต้องการความร่วมมือและความมุ่งมั่นในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจึงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด. มาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้แก่:
-
ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่ากระเพาะปัสสาวะทำงานปกติและผิดปกติอย่างไร. แนะนำให้ผู้ป่วยบันทึก “สมุดบันทึกการปัสสาวะ”. ฝึกปัสสาวะตามเวลา: แนะนำให้ผู้ป่วยรักษาระยะเวลาที่เหมาะสมระหว่างการปัสสาวะแต่ละครั้งคือ 3-4 ชั่วโมง และไม่จำเป็นต้องปัสสาวะทุกครั้งที่รู้สึกผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ.
-
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร: จำกัดอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะหรือกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ เช่น คาเฟอีน, แอลกอฮอล์, เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล.
-
ปรับปริมาณน้ำที่ผู้ป่วยดื่มตามสภาพการทำงานและการใช้ชีวิต โดยดื่มเฉลี่ยประมาณ 1500 มิลลิลิตรต่อวัน จำกัดการดื่มน้ำหลัง 18.00 น. หรือภายใน 3-4 ชั่วโมงก่อนนอน.
-
เทคนิคการฝึกฝน: ฝึกการกลั้นและควบคุมการปัสสาวะกะทันหัน, การฝึกกระเพาะปัสสาวะ, การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (ท่า Kegel มีความสำคัญในการสนับสนุนการกลั้นปัสสาวะเพื่อรักษาภาวะปัสสาวะกะทันหันหรือปัสสาวะเล็ดควบคุมไม่ได้).
การใช้ยา
การพิจารณาสั่งใช้ยาขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุของโรคและปัจจัยเสี่ยง.
-
ยาต้านมัสคารินมีฤทธิ์ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ. ยาต้านมัสคารินที่ได้รับการทดลองทางคลินิกและพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพดีในการรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว ได้แก่ ดาริฟีนาซิน (darifenacin), เฟโซเทโรดีน (fesoterodine), ออกซีบิวไทนิน (oxybutynin), โซลิเฟนาซิน (solifenacin), ทอลเทอโรดีน (tolterodine) และทรอสเปียม (trospium). ผลข้างเคียงของยาต้านมัสคารินคือปากแห้ง, ตาพร่ามัว, หน้าแดง, ปวดศีรษะ, หัวใจเต้นเร็ว, อาหารไม่ย่อย, ท้องผูก.
-
ยาบางชนิดก็มีประสิทธิภาพต่อภาวะนี้เช่นกัน แต่กลไกยังไม่ชัดเจน เช่น ฟลาโวเซต (flavoxate), ยาต้านเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (อิมิพรามิน (imipramin), อะมิทริปไทลีน (amitriptyline), ดูล็อกเซทีน (duloxetine)), กลุ่มยาปิดกั้นอัลฟ่า (แทมซูโลซิน (tamsulosin), แอลฟูโซซิน (alfuzosin), ดอกซาโซซิน (doxazosin)).
-
ยามิราเบกรอน (mirabegron): กลไกการออกฤทธิ์ต่อตัวรับเบต้า 3 อะดรีเนอร์จิกในกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อและเพิ่มความจุของกระเพาะปัสสาวะ. ปัจจุบันยานี้ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย.
การแทรกแซงเมื่อดื้อยาหรือไม่ทนต่อยา
-
การฉีดโอนาโบไทลินัมทอกซิน เอ (onabotulinumtoxin A) เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ.
-
การกระตุ้นเส้นประสาทศักดิ์สิทธิ์ (sacral neuromodulation): เป็นวิธีการฝังขั้วไฟฟ้าเข้าที่รากประสาทศักดิ์สิทธิ์ S3 เชื่อมต่อกับเครื่องกระตุ้นที่วางอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณบั้นท้าย โดยจะกระตุ้นเส้นประสาทศักดิ์สิทธิ์เพื่อควบคุมการสะท้อนของระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน. วิธีนี้ใช้ในการรักษาภาวะปัสสาวะคั่งในกระเพาะปัสสาวะ หรืออาการของภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว เช่น ปัสสาวะกะทันหันควบคุมไม่ได้ หรือปัสสาวะกะทันหัน-ปัสสาวะบ่อย ซึ่งดื้อต่อการใช้ยา.
-
การกระตุ้นเส้นประสาททิเบียล (tibial nerve stimulation): ประสิทธิภาพในการรักษาสำเร็จประมาณ 54.9-79.5%. อย่างไรก็ตาม นี่เป็นวิธีการรักษาที่รุกรานน้อย, มีผลข้างเคียงน้อย และเป็นที่ยอมรับได้ง่าย.
-
การผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะด้วยลำไส้: การผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะด้วยลำไส้มีข้อบ่งชี้ในกรณีที่กระเพาะปัสสาวะมีความจุลดลง, มีความผิดปกติในการทำงานของกระเพาะปัสสาวะโดยมีความยืดหยุ่นต่ำ. อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนและมีอัตราผู้ป่วยที่ต้องใช้สายสวนปัสสาวะเป็นระยะสูง (10-75% ซึ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาจากสาเหตุทางระบบประสาทมักจะมีอัตราสูงกว่า). ดังนั้น วิธีการนี้จึงใช้เฉพาะในกรณีที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการใช้วิธีที่รุกรานน้อยกว่า.
คำถามที่พบบ่อย
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว เป็นอันตรายหรือไม่?
ภาวะนี้โดยทั่วไปไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ความอับอาย และรบกวนกิจกรรมต่างๆ.
สามารถรักษากระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวให้หายขาดได้หรือไม่?
ภาวะนี้สามารถรักษาได้และมีโอกาสหายขาด แต่ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้หากมีปัจจัยกระตุ้น. การรักษามีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัดในกรณีที่จำเป็น.
ควรทำอย่างไรหากสงสัยว่ามีอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว?
หากคุณมีอาการปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะกะทันหัน หรือปัสสาวะเล็ด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม.
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
