ภาวะนี้ เป็นภาวะที่พบบ่อยในหมู่ประชาชนจำนวนมาก ก่อให้เกิดความไม่สบาย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและกิจวัตรประจำวัน อาการแพ้อากาศสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิได้ดีที่สุดในช่วง 20 ถึง 30 องศาเซลเซียส โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส เมื่อสภาพอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัดเกินไป ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองอาจไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายได้ ภาวะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น ภาวะนี้ร้อน และ ภาวะนี้เย็น ภาวะนี้ร้อน: ในฤดูร้อนหรือวันที่แดดจัด ร่างกายจะขับเหงื่อออกมามาก ทำให้ผิวหนังอยู่ในสภาพชื้นอยู่เสมอ ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบและการสูญเสียน้ำได้ง่าย สถานการณ์เหล่านี้ทำให้อาการแพ้อากาศรุนแรงขึ้น ภาวะนี้เย็น: ในฤดูหนาว เมื่ออุณหภูมิลดต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส อากาศแห้งอาจทำให้ผิวหนังหยาบกร้าน หรือในวันฝนตกชื้นแฉะ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้อากาศได้ สาเหตุของภาวะนี้เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู การตอบสนองแรกสุดเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจะปรากฏที่ผิวหนัง ผิวหนังที่เปียกชื้นเนื่องจากเหงื่อออกมากในวันที่อากาศร้อน หรือผิวหนังที่แห้งกร้านจากการสูญเสียน้ำของเซลล์ผิวหนังในวันที่อากาศเย็น ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โปรตีนในร่างกายกลายเป็น “สิ่งแปลกปลอม” กระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น บวม คัน ผื่นแดง และลมพิษ อาการทางผิวหนังของภาวะนี้ ได้แก่: เกิดผื่นแดงและคันเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิร้อนหรือเย็นอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่เปิดโล่ง เช่น มือ เท้า ใบหน้า ลำคอ ผู้ป่วยมักรู้สึกไม่สบายและถูกรบกวน ผิวหนังบวมแดงหรือมีอาการบวมขึ้นมา เกิดลมพิษเฉียบพลันทั่วร่างกาย นี่เป็นอาการที่อันตรายถึงชีวิต หากลมพิษมาพร้อมกับอาการซึมลง หายใจลำบาก และความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ภาวะนี้เรียกว่า ภาวะช็อกอะนาไฟแล็กซิส ซึ่งต้องได้รับการปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ณ สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยทันที นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจมีอาการของทางเดินหายใจส่วนบน เช่น น้ำมูกไหล จาม ไอแห้ง หรือปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ภาวะนี้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศชายและหญิง ดังที่ชื่อโรคระบุไว้ ภาวะนี้เป็นหนึ่งในอาการแพ้หลายชนิดที่มนุษย์สามารถพบได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้คือผู้ที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ มาก่อน เช่น แพ้อาหาร แพ้ยา หรือแพ้ละอองเกสรดอกไม้ รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส ภูมิแพ้โพรงจมูก หรือหอบหืด การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันและรับมือกับภาวะนี้ได้: รับประทานผักใบเขียวและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ 2 ลิตร ต่อวัน และดื่มน้ำผลไม้เพิ่มเติมเพื่อเสริมวิตามิน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ต้านทานโรคภูมิแพ้ต่างๆ ไม่สูบบุหรี่ ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควัน ฝุ่นละออง ละอองเกสรดอกไม้ สุนัขและแมว เนื่องจากเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย รักษาระดับอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ ให้ความอบอุ่นเมื่ออากาศเย็น และคลายความร้อนเมื่ออากาศร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู เมื่อใช้เครื่องปรับอากาศ ไม่ควรปรับอุณหภูมิให้ต่ำเกินไป การตั้งค่าให้แตกต่างจากอุณหภูมิภายนอกประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส เป็นทางเลือกที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ จำกัดการทำงานกลางแดดจัดเป็นเวลานาน หรือในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด หลีกเลี่ยงสถานที่ที่เสียงดังจอแจและมีอากาศอับชื้น ควรเตรียมยาแก้แพ้สำหรับภาวะนี้ไว้ เพื่อรับประทานทันทีเมื่อมีอาการไม่รุนแรง หากมีอาการรุนแรง เช่น ลมพิษขึ้น หรืออาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยไม่ควรพยายามรักษาด้วยตัวเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด อาจเสริมวิตามิน B3, B6, B12 เพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะจากภาวะนี้ ภาวะนี้ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยจากการซักประวัติและตรวจร่างกายทางคลินิก โดยไม่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วยของคุณ ช่วงเวลาที่เกิดอาการ ผลกระทบของอุณหภูมิ และประวัติการเป็นโรคต่างๆ เช่น ผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้โพรงจมูก หรือหอบหืด ภาวะนี้ส่วนใหญ่รักษาด้วยยา ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ แพทย์จะสั่งยาที่เหมาะสม ยาบางกลุ่มที่อาจต้องใช้ ได้แก่: ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน เช่น เซทิริซีน (cetirizine) หรือลอราทาดีน (loratadine) สำหรับภาวะนี้ทั่วไป ยาต้านตัวรับ H2 เช่น ไซเมทิดีน (cimetidine) หรือใช้โดซีพิน (doxepin) ร่วมกับยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีนในกรณีที่ลมพิษรุนแรง เพรดนิโซโลน (prednisolone) ใช้ในการรักษาเมื่อมีอาการบวมน้ำลายหรือลมพิษ คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) ใช้เพื่อการป้องกันและลดระยะเวลาการดำเนินของโรค นอกจากการใช้ยาแล้ว ข้อควรปฏิบัติในชีวิตประจำวันยังช่วยลดความรุนแรงของอาการและหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาที่ยืดเยื้อของโรคได้ ภาวะนี้เป็นภาวะที่ร่างกายมีปฏิกิริยาไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือสภาพอากาศอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ หรืออาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น จาม คันจมูก ไม่ ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล และไม่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ผื่นแดงคัน บวม หรือลมพิษที่ผิวหนัง รวมถึงอาการคล้ายหวัด เช่น น้ำมูกไหล จาม ไอแห้ง ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย ในบางกรณีที่รุนแรง อาจเกิดภาวะช็อกอะนาไฟแล็กซิสได้ภาพรวมของภูมิแพ้อากาศ

สาเหตุของภูมิแพ้อากาศ
อาการของภูมิแพ้อากาศ
ภูมิแพ้อากาศติดต่อได้หรือไม่?
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภูมิแพ้อากาศ?
การป้องกันภูมิแพ้อากาศ

การวินิจฉัยภูมิแพ้อากาศ
แนวทางการรักษาภูมิแพ้อากาศ
คำถามที่พบบ่อย
ภูมิแพ้อากาศคืออะไร?
ภูมิแพ้อากาศสามารถติดต่อได้หรือไม่?
อาการทั่วไปของภูมิแพ้อากาศมีอะไรบ้าง?
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
