โรคกลากอันตรายไหม? สัญญาณที่ควรรู้และวิธีดูแลตัวเอง

โรคกลาก เป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อรา ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย การติดเชื้อนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไม่น้อย ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีการป้องกันเพื่อดูแลสุขภาพผิวของคุณ

โรคกลาก คืออะไร?

โรคกลาก เป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนัง มักเกิดจากเชื้อราชนิด Trichophyton, Microsporum และ Epidermophyton โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ เท้า ง่ามขา หรือแม้กระทั่งเล็บ ในประเทศไทย ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเช่นนี้ส่งเสริมให้เชื้อราเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ง่าย

โรคกลาก inline-1
ภาพ: turek / Pexels

สาเหตุหลักของการติดเชื้อราบนผิวหนัง

การติดเชื้อราบนผิวหนังที่นำไปสู่ภาวะกลากนั้น มักมีสาเหตุหลักมาจากการสัมผัสกับเชื้อราโดยตรง สุขอนามัยที่ไม่ดี และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  • สุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่ดี: การอาบน้ำไม่สะอาดหรือไม่บ่อยพอ การปล่อยให้ผิวหนังเปียกชื้น หรือมี เหงื่อออกมาก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตและก่อให้เกิดการติดเชื้อ
  • การสวมใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น: เสื้อผ้าที่เปียกหรืออับชื้นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราชั้นดี ทำให้ผิวหนังติดเชื้อได้ง่ายและส่งเสริมการแพร่กระจายของเชื้อ
  • แหล่งน้ำที่ไม่สะอาด: การใช้น้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะในการอาบน้ำหรือทำความสะอาดร่างกายอาจทำให้เชื้อราเข้าสู่ผิวหนังและก่อโรคได้
  • การสัมผัสและการแพร่เชื้อ: การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย สัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อ หรือจากการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว การว่ายน้ำในสระที่ไม่สะอาด หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มี เชื้อราที่ผิวหนัง

อาการและสัญญาณของภาวะติดเชื้อ

อาการที่โดดเด่นของภาวะติดเชื้อราที่ผิวหนังคือ การเกิดผื่นแดง มีลักษณะเป็นวงกลมหรือรูปเหรียญ และมีขอบนูนเล็กน้อย อาจมีตุ่มน้ำขนาดเล็กปรากฏขึ้นบริเวณขอบ ผู้ป่วยมักมี อาการคันรุนแรง บริเวณที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือเมื่ออากาศร้อนอบอ้าว การเกาบ่อยๆ อาจทำให้ตุ่มน้ำแตกและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เกิดตุ่มหนองหรือผิวหนังพุพองได้

ในระยะแรก ผื่นอาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียว จากนั้นจะค่อยๆ ลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้า คอ หน้าอก หรือขาหนีบ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ภาวะนี้อาจลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนัง หรือเปลี่ยนเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (Eczema) ได้

การติดเชื้อราที่ผิวหนังนี้อันตรายแค่ไหน?

แม้ว่าการติดเชื้อราที่ผิวหนังจะสร้างความรำคาญและไม่สบายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในบริเวณที่มองเห็นได้ชัดเจน เช่น ใบหน้าหรือลำคอ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจ แต่โดยทั่วไปแล้ว โรคนี้เป็นโรคผิวหนังที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นโรคที่พบบ่อยและรักษาให้หายขาดได้

อย่างไรก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ภาวะนี้อาจลุกลามเป็นบริเวณกว้างขึ้นทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ทำให้เกิดแผลเป็น หรืออาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ง่าย ดังนั้น การวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แนวทางการรักษาการติดเชื้อรา

การรักษาการติดเชื้อราบนผิวหนังมักจะครอบคลุมทั้งการใช้ยาภายนอกและการใช้ยารับประทาน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและบริเวณที่ติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและแผนการรักษาที่เหมาะสม

การรักษาเฉพาะที่

แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาต้านเชื้อราในรูปแบบครีมหรือโลชั่นทาบริเวณที่เกิดผื่น เช่น Ketoconazol, Miconazol หรือ Clotrimazol ควรทายาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดอาการคันและป้องกันการแพร่กระจายของผื่น สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะเกาบริเวณที่ติดเชื้อ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนและรอยแผลเป็นได้

การรักษาทั่วร่างกาย

ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือมีการติดเชื้อเป็นบริเวณกว้าง แพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทานร่วมด้วย เช่น Itraconazole หรือ Nizoral นอกจากนี้ อาจมีการใช้ ยาต้านฮิสตามีน เพื่อช่วยลดอาการคันที่รบกวนผู้ป่วย หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยตามความเหมาะสม การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อรา

เนื่องจากการติดเชื้อราบนผิวหนังสามารถติดต่อและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ การดูแลสุขอนามัยและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคได้

  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือรองเท้า
  • ไม่สวมเสื้อผ้าที่อับชื้น ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อทันที
  • เลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่คับจนเกินไป และทำจากผ้าที่ดูดซับเหงื่อได้ดี
  • รักษา การดูแลสุขอนามัย ของร่างกาย อาบน้ำสระผมเป็นประจำ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อผิว
  • หากเป็นผู้ป่วย ควรปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัดจนกว่าจะหายขาด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • ดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว เพราะสัตว์เลี้ยงสามารถเป็นพาหะของเชื้อราได้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ เพื่อเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันร่างกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

คำถามที่พบบ่อย

โรคกลาก ติดต่อกันได้อย่างไร?

โรคกลาก สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยเฉพาะผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังของผู้ป่วย หรือสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อรา เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือแม้กระทั่งการใช้พื้นที่สาธารณะบางแห่งร่วมกัน

ภาวะผิวหนังนี้เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะติดเชื้อราที่ผิวหนังนี้ไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต เป็นเพียงการติดเชื้อที่ผิวหนังที่ไม่รุนแรงและสามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน หรือผิวหนังอักเสบเรื้อรังได้

มีวิธีป้องกันไม่ให้ โรคกลาก กลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของ โรคกลาก ทำได้โดยการรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าอับชื้น ดูแลสัตว์เลี้ยงให้สะอาด และที่สำคัญคือต้องปฏิบัติตามคำแนะนำการรักษาของแพทย์อย่างครบถ้วน แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง