ภาพรวมของภาวะรกฝังตัวลึก
รกฝังตัวลึก (Placenta Accreta) เป็นภาวะทางการแพทย์ที่อธิบายถึงเมื่อรกบางส่วนหรือทั้งหมดเกาะติดแน่นกับผนังมดลูกและไม่สามารถแยกตัวออกมาได้ตามปกติ หลังการคลอดบุตร รกมักจะแยกตัวออกจากผนังมดลูกและถูกขับออกมาเอง แต่ในภาวะนี้ รกจะยึดติดกับกล้ามเนื้อมดลูกอย่างแน่นหนา และในบางกรณีอาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงได้ นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรือแม้กระทั่งเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมารดาได้

ภาวะนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักตามระดับการฝังตัวของรก:
-
Accreta: เป็นชนิดที่ไม่รุนแรงที่สุด โดยรกจะเกาะติดโดยตรงกับพื้นผิวของผนังมดลูก (พบ 79% ของผู้ป่วย)
-
Increta: เป็นชนิดที่รุนแรงปานกลาง รกจะแทรกซึมลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก แต่ยังไม่ทะลุผ่านชั้นซีโรซาของมดลูก (พบ 14% ของผู้ป่วย)
-
Percreta: เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด รกจะแทรกซึมทะลุผ่านชั้นซีโรซาของมดลูกและลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะ (พบ 7% ของผู้ป่วย)
รกฝังตัวลึก เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ที่พบได้ไม่บ่อยแต่เป็นอันตราย หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของทั้งแม่และเด็กได้
สาเหตุของรกฝังตัวลึก
สาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าภาวะแทรกซ้อนนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกของมารดา ซึ่งมักจะเป็นผลมาจากการผ่าคลอดหรือการผ่าตัดมดลูกอื่นๆ ในอดีต
อาการของรกฝังตัวลึก
ภาวะนี้มักไม่แสดงอาการหรือสัญญาณใดๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจมีอาการตกเลือดทางช่องคลอดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ (สัปดาห์ที่ 28-40)
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะรกฝังตัวลึก
กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะนี้ ได้แก่:
-
ผู้ที่เคยทำแท้งหลายครั้ง
-
ผู้ที่มีประวัติการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก
-
มารดาตั้งครรภ์ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ (รกพัฒนาจากส่วนล่างสุดของมดลูก)
-
มารดาที่มีประวัติแผลผ่าตัดบนมดลูกจากการผ่าตัดคลอด หรือการผ่าตัดเอาเนื้องอกในมดลูกออก
-
กลุ่มมารดาที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
-
กลุ่มมารดาที่มีจำนวนบุตรหลายคน ก็มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะนี้เช่นกัน
การป้องกันภาวะรกฝังตัวลึก
เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ มารดาควรพิจารณาวิธีการดังต่อไปนี้:

-
หลีกเลี่ยงการทำแท้งหรือการผ่าตัดบนมดลูกหลายครั้งโดยไม่จำเป็น
-
เข้ารับการตรวจครรภ์เป็นประจำและติดตามผลตลอดการตั้งครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์
-
วางแผนการมีบุตรอย่างเหมาะสม
-
จำกัดการผ่าคลอด ควรทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
การวินิจฉัยรกฝังตัวลึก
ในปัจจุบัน ภาวะนี้สามารถวินิจฉัยได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้:
-
การตรวจอัลตราซาวนด์: การอัลตราซาวนด์สามารถช่วยตรวจหาภาวะนี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงระดับความรุนแรงและอันตรายของรกฝังตัวลึก โดยทั่วไปในไตรมาสสุดท้าย แพทย์จะทำการตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจสอบสภาพรกอย่างละเอียดว่ามีการยึดติดลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูกหรือไม่ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
-
การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI): วิธีนี้ใช้เมื่อการอัลตราซาวนด์ไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนหรือยังไม่สามารถสรุปผลการวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีของภาวะนี้จะสามารถตรวจพบได้จากการตรวจอัลตราซาวนด์ บางกรณีจะได้รับการวินิจฉัยหลังจากคลอดบุตรแล้ว เมื่อพบว่ารกไม่หลุดออกมาตามปกติ ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เลือกสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อความปลอดภัยในการคลอดบุตร
แนวทางการรักษาภาวะรกฝังตัวลึก
เมื่อวินิจฉัยพบภาวะนี้ แพทย์จะพิจารณาแผนการรักษาโดยอิงตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้:
-
สภาพสุขภาพของมารดา
-
ตำแหน่งของรกที่เกาะ
-
ระดับการแทรกซึมของรกเข้าสู่กล้ามเนื้อมดลูก
-
ขนาดของพื้นที่ที่รกเกาะติด
ในกรณีที่วินิจฉัยได้ก่อนคลอด:
-
เมื่อการตรวจอัลตราซาวนด์หรือ MRI พบว่ารกเกาะติดแน่นมากและมีการแทรกซึมไปยังอวัยวะข้างเคียง แพทย์อาจพิจารณาผ่าคลอดทารกโดยคงรกไว้ หากพยายามจะลอกรกออกจะทำให้เสียเลือดมากและสร้างความเสียหายต่อมดลูกและอวัยวะรอบข้าง
-
หากภาวะนี้อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก อาจเพียงแค่ผ่าคลอดและพยายามนำส่วนของรกที่หลุดออกมาได้ออก ส่วนรกที่ไม่สามารถนำออกได้จะใช้ยาเพื่อสลาย การผ่าตัดคลอดในกรณีที่มีรกฝังตัวลึกเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนและต้องใช้ทักษะสูงเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ในกรณีที่วินิจฉัยได้หลังคลอด:
หากพบว่ารกไม่หลุดออกเองตามธรรมชาติหลังจากทารกคลอด แพทย์จะสงสัยและดำเนินการวินิจฉัยภาวะนี้ จากสภาพการเกาะติดของรกและระดับการเสียเลือดของมารดา แพทย์จะกำหนดวิธีการรักษาเฉพาะราย ในหลายกรณีอาจต้องทำการผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมด (Hysterectomy) และหากรกได้ลุกลามไปยังกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ตรง ก็อาจจำเป็นต้องตัดอวัยวะเหล่านั้นออกบางส่วน ส่วนในกรณีที่ไม่รุนแรงนัก มารดาอาจเพียงแค่ได้รับการให้เลือดทดแทนและมดลูกก็จะสามารถหยุดเลือดได้เอง
คำถามที่พบบ่อย
รกฝังตัวลึกสามารถป้องกันได้หรือไม่?
แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้ยังไม่ชัดเจนนัก แต่การหลีกเลี่ยงการทำหัตถการกับมดลูกหลายครั้ง เช่น การทำแท้ง การผ่าคลอดโดยไม่จำเป็น และการตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการวินิจฉัยและจัดการภาวะนี้ได้อย่างทันท่วงที
ภาวะรกฝังตัวลึกอันตรายแค่ไหน?
ภาวะนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งและอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและจัดการอย่างถูกต้อง รกที่เกาะติดแน่นอาจทำให้เกิดภาวะตกเลือดอย่างรุนแรงหลังคลอด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของมารดา ผู้ป่วยอาจต้องผ่าตัดมดลูกออก และในบางกรณีอาจเกิดความเสียหายต่ออวัยวะใกล้เคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้
ใครควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะรกฝังตัวลึก?
สตรีตั้งครรภ์ทุกคนควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะรกฝังตัวลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยผ่าคลอดหลายครั้ง เคยผ่าตัดมดลูก มีภาวะรกเกาะต่ำ หรือมีอายุมากกว่า 35 ปี การตรวจอัลตราซาวนด์ในไตรมาสสุดท้ายเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจหาภาวะนี้
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
อ่านต่อเกี่ยวกับหัวข้อนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
