โรคแพนิค: อาการ สาเหตุ การวินิจฉัย และวิธีรักษาที่ได้ผล

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคแพนิค

โรคแพนิคเป็นภาวะทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มโรควิตกกังวล มีลักษณะเด่นคือการเกิดอาการแพนิคอย่างกะทันหันและรุนแรง ผู้ป่วยมักรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียชีวิต หัวใจวาย กำลังจะเป็นบ้า หรือไม่สามารถควบคุมตนเองได้

โรคแพนิค อาการแพนิค

อาการแพนิคเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่รุนแรงและส่งผลกระทบอย่างมากต่อร่างกาย ความรู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัวจะปรากฏขึ้นบ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานและมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง

สาเหตุของภาวะแพนิค

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของภาวะแพนิคได้ แต่จากการศึกษาพบว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างสมองส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกลัวและความวิตกกังวล สารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และอีพิเนฟริน (Epinephrine) อาจมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดภาวะนี้

แม้ว่าอาการแพนิคอาจเริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหันและไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป มักมีสถานการณ์บางอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการได้ ปัจจัยบางประการที่อาจเป็นตัวกระตุ้น รวมถึง:

  • พันธุกรรม
  • ความเครียดสูง มีความไวต่อความเครียด หรือมีแนวโน้มที่จะรู้สึกทางลบได้ง่าย
  • การเปลี่ยนแปลงในการทำงานของสมองบางส่วน
  • คาเฟอีน นิโคติน และสารอื่น ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพนิค
  • ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาพ่นสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ยาไทรอยด์ ยาลดน้ำหนัก หรือยาแก้แพ้ แก้ไอ และลดไข้ ก็อาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะนี้ได้

อาการที่บ่งชี้ถึงภาวะแพนิค

อาการที่อาจบ่งชี้ถึงอาการแพนิค หรือภาวะดังกล่าว ได้แก่:

  • อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  • เจ็บหน้าอกและปวดท้อง
  • เวียนศีรษะ หายใจถี่ หายใจลำบาก หรือรู้สึกอ่อนแรง
  • เหงื่อออกท่วมตัว ตัวเย็น
  • ความรู้สึกวิตกกังวล สิ้นหวัง และคิดถึงเหตุการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้น
  • ความรู้สึกว่ากำลังจะเกิดอันตราย กลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ หรือจะเสียชีวิต
  • กระสับกระส่าย นั่งไม่ติดที่ พูดเร็วมาก
  • มีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น แกะเล็บเท้าหรือนิ้วมือ กำมือแน่น

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

  • ภาวะนี้มักพบได้ในวัยรุ่น แต่พบบ่อยที่สุดในวัย 18-19 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  • ผู้ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในชีวิตมากเกินไป

ผู้ที่มีปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ รวมถึง:

  • เคยผ่านเหตุการณ์ความเศร้าโศกในชีวิต (เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก)
  • ได้รับบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรงในอดีต เช่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกทำร้ายร่างกาย หรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
  • มีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น การหย่าร้าง หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
  • ติดบุหรี่หรือใช้คาเฟอีนมากเกินไป
  • มีประวัติคนในครอบครัวเคยมีอาการแพนิคหรือเป็นภาวะนี้

แนวทางการป้องกัน

เพื่อป้องกันภาวะแพนิค อาจพิจารณาใช้มาตรการบางอย่างดังต่อไปนี้:

โรคแพนิค สาเหตุโรคแพนิค
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน และสร้างรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพ
  • พยายามลดความเครียดในชีวิต
  • เรียนรู้การทำสมาธิ การนวด โยคะ ไทชิ และการออกกำลังกายที่ช่วยลดความเครียด
  • ควรรีบไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการแพนิคบ่อยครั้ง มีผลข้างเคียงจากยา มีภาวะซึมเศร้า หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

การวินิจฉัยภาวะแพนิค

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคแพนิคตาม American Psychiatric Association (DSM-IV) คือการมีอาการอย่างน้อย 4 ใน 13 อาการดังต่อไปนี้:

  • ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น
  • เหงื่อออกมาก
  • มือสั่น เท้าสั่น
  • รู้สึกเหมือนสำลัก
  • รู้สึกหายใจไม่อิ่ม
  • เจ็บหรือไม่สบายหน้าอก
  • คลื่นไส้หรือปวดท้อง
  • รู้สึกเวียนศีรษะ วิงเวียน หรือเสียการทรงตัว
  • ภาวะไม่เป็นจริง (derealization) หรือภาวะแปลกแยกจากตนเอง (depersonalization)
  • กลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้และจะเป็นบ้า
  • กลัวตาย
  • รู้สึกชา หรือรู้สึกซ่า
  • ตัวเย็นเฉียบหรือร้อนวูบวาบ

การบำบัดและรักษา

ผู้ป่วยโรคแพนิคทุกรายควรลดความเครียดด้วยการทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ หรือออกกำลังกายเป็นประจำและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

มีหลายวิธีการรักษาโรคแพนิคที่สามารถช่วยลดหรือขจัดอาการของโรคนี้ได้ เช่น:

  • การบำบัดทางพฤติกรรม เช่น การทำ Biofeedback
  • ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนความตึงตัวของกล้ามเนื้อหรือคลื่นสมองโดยการควบคุมการหายใจ
  • วิธีการอื่น ๆ เช่น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบก้าวหน้า การจินตภาพ การทำสมาธิ หรือการสะกดจิตบำบัด

ยาคลายความกังวลอาจถูกพิจารณาให้ใช้ แต่ก็อาจมีผลข้างเคียง เช่น ง่วงนอน หรือเกิดการติดยา ผู้ที่มีประวัติการใช้สารเสพติดไม่ควรใช้ยาเหล่านี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคแพนิค

แพนิคสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

โรคแพนิคสามารถรักษาและจัดการได้ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าบางรายอาจมีอาการกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่การบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่องและการจัดการความเครียดที่ดีจะช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการลงได้

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพนิค?

เมื่อเกิดอาการแพนิค ให้พยายามตั้งสติและใช้เทคนิคการหายใจช้าๆ ลึกๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายสงบลง การโฟกัสไปที่สิ่งรอบตัว (grounding techniques) การรู้ตัวในปัจจุบัน (mindfulness) และการหาที่เงียบสงบเพื่อพักผ่อน อาจช่วยบรรเทาอาการได้ หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทันที

แพนิคพบได้บ่อยแค่ไหน?

แพนิคเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในประชากร โดยมีประมาณ 2-3% ของประชากรทั่วไปที่อาจเคยมีประสบการณ์กับโรคนี้ ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย และมักเริ่มต้นในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง