ภาวะสมองจากตับ: 5 สัญญาณเตือนที่ควรรู้ก่อนสาย

ภาวะสมองจากตับ หรือที่เรียกกันว่าภาวะตับวายทำลายสมอง เป็นภาวะที่สมองทำงานผิดปกติเนื่องจากตับไม่สามารถกำจัดสารพิษออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม สภาพจิตใจ และระบบประสาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากระดับแอมโมเนียในเลือดและสมองที่สูงเกินไป อันเป็นผลจากการทำงานของตับที่เสื่อมอย่างรุนแรง แอมโมเนียที่เกิดจากแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งตับปกติจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารนี้ให้ไม่เป็นพิษ แต่ในผู้ป่วยโรคตับ เมื่อตับทำงานบกพร่อง แอมโมเนียจะสะสมในเลือดและส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองจนเกิดอาการต่างๆ ขึ้น ภาวะนี้ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของโรคตับแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะสมองจากตับที่เกิดจากตับภายในเอง มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 90-95% อย่างไรก็ตาม หากเป็นภาวะที่เกิดจากปัจจัยภายนอกและสามารถแก้ไขปัจจัยกระตุ้นได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง ผู้ป่วยก็อาจฟื้นตัวจากอาการโคม่าได้ การพยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นและการดำเนินของโรคตับแข็งเป็นสำคัญ

สาเหตุของภาวะสมองจากตับ

สาเหตุของภาวะสมองจากตับแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือที่เกิดจากปัจจัยภายนอกและที่เกิดจากปัจจัยภายในตับเอง ซึ่งแต่ละประเภทมีสาเหตุย่อยแตกต่างกันไป

ภาวะสมองจากตับ อาการตับวาย

สาเหตุของภาวะสมองจากตับจากปัจจัยภายนอก (Exogenous Hepatic Encephalopathy)

  • การรับประทานโปรตีนมากเกินไป หรือได้รับโปรตีนจากการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำมากเกินไปในผู้ป่วยที่ได้รับสารอาหารทางเส้นเลือดเป็นเวลานาน
  • ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  • การใช้ยาขับปัสสาวะอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
  • การใช้ยาที่มีพิษต่อตับ เช่น tetracycline, ยาต้านวัณโรค, ยาระงับประสาท, ยานอนหลับ, ยาลดความดันโลหิต, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  • การได้รับพิษจากแอลกอฮอล์
  • ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยโรคตับแข็ง
  • การติดเชื้อในตับ, ทางเดินน้ำดี, ไต, ปอด หรือลำไส้
  • การเจาะระบายน้ำในช่องท้องหลายครั้ง หรือการระบายน้ำออกมากเกินไปในครั้งเดียว ซึ่งอาจทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนผ่านตับลดลง

สาเหตุของสมองจากตับจากปัจจัยภายใน (Endogenous Hepatic Encephalopathy)

  • ความเสียหายต่อตับอย่างรุนแรงและเป็นบริเวณกว้าง เช่น ในภาวะตับอักเสบเฉียบพลันร้ายแรง, ตับอักเสบจากสารพิษเช่น ฟอสฟอรัสอนินทรีย์, คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (tetrachloride), จากการได้รับพิษจากเห็ด Amanita phalloides, จากยาบางชนิด, หรือจากมะเร็งตับและโรคตับแข็งระยะสุดท้าย
  • นอกจากนี้ โรคใดๆ ที่ทำให้เซลล์ตับถูกทำลายและส่งผลให้เกิดอาการตับวาย ก็สามารถนำไปสู่ภาวะสมองจากตับได้ เช่น ตับอักเสบจากไวรัส (ตับอักเสบ B, ตับอักเสบ C), โรคภูมิต้านตนเอง หรือกลุ่มอาการ Reye
  • ผู้ป่วยโรคตับแข็งที่ใช้ยาระงับประสาทหรือยาแก้ปวดร่วมด้วย อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ได้
  • ในกรณีที่ตับวายอย่างรุนแรง หรือมีการเชื่อมต่อทางลัดระหว่างระบบหลอดเลือดพอร์ทัลกับหลอดเลือดดำใหญ่ (portosystemic shunt) เลือดจากหลอดเลือดพอร์ทัลจะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยเซลล์ตับ ทำให้สารพิษสะสมและรบกวนการเผาผลาญในเนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะในสมอง สารพิษที่เกิดจากการเผาผลาญเหล่านี้รวมถึง แอมโมเนีย, เมอร์แคปแทน (mercaptans), กรดแกมมาอะมิโนบิวทิริก (GABA) และกรดอะมิโนอะโรมาติก (aromatic amino acids)

อาการของสมองจากตับ

นอกเหนือจากอาการที่ขึ้นอยู่กับโรคตับเดิมที่เป็นอยู่ก่อนเกิดภาวะสมองจากตับ เช่น โรคตับแข็ง ตับอักเสบจากไวรัส หรือตับอักเสบจากสารพิษ อาการหลักของภาวะนี้ยังรวมถึงการสับสน มึนงง และไม่รู้ตัว ผู้ป่วยอาจรู้สึกง่วงนอน อารมณ์เปลี่ยนแปลง ซึมเซา และอาจถึงขั้นหมดสติได้ อาการอื่นๆ ที่พบได้แก่ ดีซ่าน ความผิดปกติในการพูด อาการสั่น การแสดงอารมณ์ที่ผิดปกติ และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการของโรคตับร่วมด้วย เช่น ดีซ่าน, เต้านมโตในชาย, อัณฑะฝ่อ, ท้องมาน และขาบวม

สมองจากตับมักถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

  • ระยะก่อนอาการโคม่า (Pre-coma): ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทเล็กน้อยและไม่ชัดเจน ต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียดจึงจะพบ

    อาการสับสนในเรื่องเวลาและสถานที่ ง่วงซึม หลงลืม

    การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น หัวเราะหรือหงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ

    ความผิดปกติในการประสานงานและการเคลื่อนไหว เช่น พูดติดขัด ลายมือในช่วงแรกอาจชัดเจน แต่ต่อมาจะเล็กลง อ่านยาก หรือเขียนหวัด และอาจมีอาการมือสั่น (flapping tremor)

  • สมองจากตับ ระยะที่ 1: อาการของระยะก่อนอาการโคม่าจะชัดเจนยิ่งขึ้น อาการมือสั่น (flapping tremor) เป็นอาการที่โดดเด่นในระยะนี้ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ปฏิกิริยาสะท้อนกลับเพิ่มขึ้น, เครื่องหมายบาบินสกี้ (Babinski sign) เป็นบวก และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง มีกลิ่นลมหายใจคล้ายแอมโมเนีย (fetor hepaticus)

  • สมองจากตับ ระยะที่ 2: ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะโคม่าอย่างแท้จริง สูญเสียการรับรู้ ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว

  • สมองจากตับ ระยะที่ 3: ภาวะโคม่าลึก อาจมีอาการผิดปกติของระบบการทำงานของร่างกายร่วมด้วย สูญเสียปฏิกิริยาสะท้อนกลับ และเครื่องหมายบาบินสกี้ (Babinski sign) เป็นบวก

ปัจจัยเสี่ยงของสมองจากตับ

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสมองจากตับได้ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับบกพร่องอยู่แล้วควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • ภาวะขาดน้ำ
  • การรับประทานโปรตีนมากเกินไป
  • เลือดออกในทางเดินอาหาร
  • การติดเชื้อต่างๆ
  • โรคไต
  • ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • การใช้ยากดระบบประสาทส่วนกลาง (เช่น barbiturates หรือ benzodiazepines)
  • ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งมีความเสี่ยงที่จะเกิดสมองจากตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 50%

การป้องกันสมองจากตับ

การป้องกันสมองจากตับมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะตับบกพร่องอยู่แล้ว แนวทางป้องกันมีดังนี้

  • ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และหากมีสัญญาณผิดปกติใดๆ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาใดๆ อย่างเคร่งครัด ห้ามซื้อยามารับประทานเอง หรือใช้ยาสมุนไพรควบคู่กับยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ผู้ป่วยโรคตับควรหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ รวมถึงยาขับปัสสาวะ ยาระงับประสาท และการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเกินไป
  • นอกจากนี้ ควรป้องกันอาการท้องผูกโดยการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ เพื่อช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
  • ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของภาวะนี้

การวินิจฉัยสมองจากตับ

การวินิจฉัยสมองจากตับส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักดังต่อไปนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการวินิจฉัยถูกต้องและเหมาะสม

ภาวะสมองจากตับ โรคตับแข็ง

ผู้ป่วยมีประวัติโรคตับเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หรือมีประวัติการผ่าตัดเชื่อมต่อทางลัดระหว่างหลอดเลือดพอร์ทัลกับหลอดเลือดดำใหญ่

การตรวจร่างกายทางคลินิก

  • มีความผิดปกติของการรับรู้ เช่น สับสน แล้วตามด้วยอาการโคม่า
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ปฏิกิริยาสะท้อนกลับเพิ่มขึ้น มือสั่น (flapping tremor) เครื่องหมายบาบินสกี้ (Babinski sign) เป็นบวก และบางครั้งอาจมีอาการชักร่วมด้วย
  • ลมหายใจมีกลิ่นตับ (fetor hepaticus)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram – EEG) พบคลื่นสมองมีความถี่สูง สมมาตร และคลื่นเดลต้า (delta waves) ช้า
  • ระดับแอมโมเนียในเลือดสูงขึ้น
  • ความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์และภาวะกรดด่าง: โซเดียมในเลือดมักต่ำ โพแทสเซียมต่ำ แคลเซียมได้รับผลกระทบน้อย การสำรองด่างเพิ่มขึ้น และคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด (pCO2) ลดลง
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง: ระดับกลูตามีน (glutamine) และกรดกลูตามิก (glutamic acid) เพิ่มขึ้น
  • การทดสอบการทำงานของตับต่างๆ
  • การทำ CT scan และ MRI สมอง: อาจพบภาวะสมองฝ่อบริเวณเปลือกสมอง หรือสมองบวม

ควรวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะอื่นๆ เช่น อาการถอนแอลกอฮอล์ การได้รับยาคลายเครียดเกินขนาด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื้องอกในสมอง หรือโรคหลอดเลือดสมอง

แนวทางการรักษาสมองจากตับ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีสมองจากตับจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล หลักการรักษาคือการกำจัดปัจจัยกระตุ้นเพื่อให้อาการเฉียบพลันทุเลาลง ป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และรักษาส่วนของเนื้อตับที่เหลืออยู่ นอกเหนือจากการรักษาและดูแลผู้ป่วยภาวะโคม่าทั่วไปแล้ว การรักษาสมองจากตับยังอ้างอิงตามทฤษฎีพื้นฐานดังนี้

การระบุและรักษาปัจจัยกระตุ้น

การค้นหาและแก้ไขปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสมองจากตับเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง การรักษาที่ต้นเหตุจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากอาการได้อย่างรวดเร็วและป้องกันการกำเริบของอาการ

การรักษาประคับประคองเพื่อลดแอมโมเนียในเลือด

  • การปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อลดโปรตีน: หากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีสมองจากตับเกิดขึ้นหลายครั้ง และจำกัดโปรตีนในอาหาร ควรพิจารณาการใช้โปรตีนจากพืชและสัตว์ร่วมกันภายใต้คำแนะนำของแพทย์

  • การใช้ยา:

    ยาที่ออกฤทธิ์ต่อการเผาผลาญแอมโมเนียในลำไส้เล็ก: ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ (เช่น neomycin, metronidazol) และ lactulose (ช่วยลดแอมโมเนียในเลือดโดยการเพิ่มการขับถ่ายแอมโมเนียออกทางอุจจาระ)

    ยาที่ช่วยเพิ่มการขับถ่ายแอมโมเนียออกทางไต: ได้แก่ arginin และ ornithin รวมถึง natri benzoat

  • การผ่าตัด: หากสมองจากตับเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเชื่อมต่อทางลัดระหว่างหลอดเลือดพอร์ทัลกับหลอดเลือดดำใหญ่ อาจต้องพิจารณาผูกปิดรอยต่อดังกล่าว หรือทำการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ส่วนต้นและส่วนปลายออก เพื่อหยุดการสร้างแอมโมเนียโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่

  • การรักษาสมดุลพลังงานและของเหลว: การรักษาสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสนับสนุนการทำงานของตับและสมอง

การรักษาตามสมมติฐานเกี่ยวกับสารสื่อประสาทเทียม

วิธีการนี้มุ่งเน้นที่การปรับสมดุลกรดอะมิโนในเลือดที่ผิดปกติในสมองจากตับ และแก้ไขภาวะขาดแคทีโคลามีน (catecholamine) ในสมอง โดยการให้ L-dopa หรือสารที่ออกฤทธิ์คล้ายโดปามีน (dopamine agonist) เช่น bromocriptin

การรักษาตามสมมติฐานเกี่ยวกับเบนโซไดอะซีพีน

Flumazenil เป็นยาที่ต้านการทำงานของตัวรับ benzodiazepine โดยยาจะเข้าแย่งจับกับตัวรับ benzodiazepine ของสารที่เกิดจากอาหารหรือที่สังเคราะห์ขึ้นเองในสมอง

การปลูกถ่ายตับ

การปลูกถ่ายตับเป็นทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตับวายระยะสุดท้ายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ และเป็นวิธีเดียวที่สามารถฟื้นฟูการทำงานของตับได้อย่างสมบูรณ์

คำถามที่พบบ่อย

สมองจากตับสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

สมองจากตับส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยตรง หากเกิดจากโรคตับเรื้อรัง แต่สามารถจัดการอาการและควบคุมไม่ให้แย่ลงได้ การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การลดระดับแอมโมเนียและแก้ไขปัจจัยกระตุ้น ในบางกรณีที่เกิดจากปัจจัยภายนอกและได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจฟื้นตัวได้ แต่หากเกิดจากตับวายระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายตับอาจเป็นทางเลือกเดียวที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อาหารมีบทบาทอย่างไรในการจัดการสมองจากตับ?

การควบคุมอาหารเป็นส่วนสำคัญในการจัดการสมองจากตับ โดยเฉพาะการจำกัดปริมาณโปรตีน ผู้ป่วยมักได้รับคำแนะนำให้ลดโปรตีนจากสัตว์และอาจพิจารณาโปรตีนจากพืชซึ่งผลิตแอมโมเนียน้อยกว่า นอกจากนี้ การรับประทานใยอาหารให้เพียงพอจะช่วยป้องกันท้องผูกและเร่งการขับถ่ายแอมโมเนียออกทางอุจจาระ การปรึกษานักโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญเพื่อวางแผนอาหารที่เหมาะสม

ผู้ป่วยโรคตับควรได้รับการตรวจคัดกรองสมองจากตับบ่อยแค่ไหน?

ผู้ป่วยโรคตับแข็งและผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ ความถี่ในการตรวจจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคตับและปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินและวินิจฉัยอย่างทันท่วงที เพราะการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็วจะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง