อาการร้อนใน หรือที่เรียกว่า ภาวะนี้ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และมักสร้างความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน แนวทางการดูแลและบรรเทาอาการร้อนในที่บ้านอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
แผลในปากคืออะไร?
ภาวะนี้ เป็นโรคที่พบได้ทั่วไป แต่ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทว่าก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรับประทานอาหารและการสื่อสาร ภาวะนี้มักคงอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น
อาการของภาวะนี้คือ การเกิดจุดสีขาวหรือสีเหลืองขนาดเล็ก มีขอบสีแดงล้อมรอบ และทำให้เกิดอาการเจ็บปวดหรือแสบร้อน แผลสามารถเกิดขึ้นได้บนริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก หรือใต้ลิ้น โดยทั่วไปแล้ว แผลเหล่านี้จะไม่แพร่กระจายและไม่ลุกลามลึกถึงชั้นผิวหนัง แต่ก็อาจทำให้เกิดความไม่สบายอย่างมากเมื่อรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารรสเปรี้ยว เผ็ดร้อน
สาเหตุของ อาการเจ็บปาก อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การทำงานของตับลดลง (ทำให้มีการสะสมของสารพิษและเกิดภาวะนี้), ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ (ทำให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าโจมตีร่างกายและเกิดแผล), การบาดเจ็บในช่องปาก (เช่น แปรงฟันแรงเกินไป หรือการกัดโดน ทำให้เกิดแผล), และการขาดสารอาหาร (เช่น การขาดวิตามิน B9, B12, C, สังกะสี, ธาตุเหล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้ง่าย)

วิธีดูแลและบรรเทาอาการแผลในปากที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนี้มักจะหายได้เองภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น อย่างไรก็ตาม หากภาวะนี้ยังคงอยู่และทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่สบายตัว คุณสามารถลองใช้วิธีบรรเทาอาการเหล่านี้ที่บ้านได้
การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ
การใช้น้ำเกลือแม้จะไม่ใช่วิธีที่ทำให้ภาวะนี้หายได้ภายใน 1 วัน แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัย ทำง่าย และประหยัด น้ำเกลือมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคสูง ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดอาการเจ็บปวดบริเวณแผลร้อนใน และช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้น
คุณสามารถเตรียมน้ำเกลือสำหรับบ้วนปากได้เองโดยละลายเกลือบริสุทธิ์ประมาณ 5 กรัม ในน้ำอุ่น 230 มิลลิลิตร จากนั้นใช้บ้วนปากประมาณ 15-30 วินาทีแล้วบ้วนทิ้ง ควรบ้วนปากให้น้ำเกลือเข้าถึงลำคอ แต่ไม่ควรกินลงไป ทำเช่นนี้ 2-3 ครั้ง/วัน จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
การใช้ น้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ซึ่งช่วยให้ภาวะนี้ไม่บวมแดงและแสบร้อน มีหลายวิธีในการใช้ น้ำผึ้ง เพื่อรักษาภาวะนี้ที่คุณสามารถนำไปใช้เองที่บ้านได้
คุณสามารถทา น้ำผึ้ง บริสุทธิ์ลงบนแผลร้อนในโดยตรงประมาณ 4 ครั้ง/วัน หรือชงชาอุ่น ๆ ผสมน้ำผึ้งดื่มเป็นประจำทุกวัน โดยจิบช้า ๆ เพื่อให้สารละลายซึมซาบเข้าสู่บริเวณแผล นอกจากนี้ คุณยังสามารถผสม น้ำผึ้ง กับผงขมิ้นเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกบริเวณแผลร้อนในประมาณ 2-3 ครั้ง/วัน
การรับประทานโยเกิร์ต
จากการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตมีโปรไบโอติกแลคโตบาซิลลัส ซึ่งช่วยปรับสมดุลของระบบแบคทีเรียในทางเดินอาหาร บางครั้งอาการภาวะนี้ก็เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หรือโรคลำไส้อักเสบ ดังนั้น การรับประทานโยเกิร์ตทุกวันหลังอาหารจะช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยรักษาภาวะนี้และปกป้องกระเพาะอาหาร
การใช้เบกกิ้งโซดา
หนึ่งใน วิธีรักษาแผล ที่ทำให้หายเร็วและปลอดภัยคือ การบ้วนปากด้วย เบกกิ้งโซดา เกลือเบกกิ้งโซดานี้ช่วยปรับสมดุลค่า pH ในช่องปาก ช่วยลดการอักเสบเพื่อให้ภาวะนี้หายเร็วขึ้น
วิธีเตรียมน้ำยาบ้วนปาก เบกกิ้งโซดา คือ ละลายเบกกิ้งโซดา 5 กรัม ในน้ำ 230 มิลลิลิตร จากนั้นบ้วนปากด้วยสารละลายดังกล่าวประมาณ 15-30 วินาทีแล้วบ้วนทิ้ง ทำการบ้วนปากวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าภาวะนี้จะหาย
การใช้น้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม เนื่องจากมีกรดลอริกตามธรรมชาติ สำหรับภาวะนี้ คุณควรใช้น้ำมันมะพร้าวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดอาการเจ็บปวด ลดการบวม และลดระยะเวลาการรักษาแผล ในการรักษา ให้ใช้ น้ำมันมะพร้าว บริสุทธิ์ในปริมาณที่พอเหมาะทาลงบนภาวะนี้หลายครั้งต่อวัน ข้อควรระวังคือ พยายามกลืนน้ำลายน้อยที่สุดหลังทา น้ำมันมะพร้าว เพื่อให้มันเคลือบอยู่บนบริเวณแผลได้นานขึ้น

การดื่มชาคาโมมายล์
ชาคาโมมายล์ มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อยตามธรรมชาติ ช่วยผ่อนคลายและมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวด รวมทั้งช่วยรักษาแผลได้อย่างดีเยี่ยม ชานี้มีสารเลโวมินอล (levomenol) และอะซูลีน (azulene) ซึ่งเป็นสารสองชนิดที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อและต้านการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการรักษาภาวะนี้ ให้ใช้ถุง ชาคาโมมายล์ วางบนบริเวณแผลร้อนในเป็นเวลาสองสามนาที นอกจากนี้ คุณยังสามารถชง ชาคาโมมายล์ กับน้ำอุ่น แล้วนำมาบ้วนปาก 3-4 ครั้ง/วัน จนกว่าภาวะนี้จะหาย
การใช้กากชาแห้ง
สารแทนนิน (tannin) ที่พบในใบชาช่วยรักษาภาวะนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทุกครั้งที่ดื่มชา ควรเก็บถุงชาที่ใช้แล้วไว้เพื่อนำมาวางโดยตรงบนภาวะนี้ วิธีนี้เป็น วิธีรักษาแผล ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดอาการปวด ลดการบวม และต้านการอักเสบได้อย่างดี
การใช้น้ำยาบ้วนปากเฉพาะทาง
คุณสามารถใช้น้ำยาบ้วนปากทางทันตกรรมเพื่อควบคุมและลดอาการอักเสบและการติดเชื้อในช่องปาก (ภาวะนี้) น้ำยาบ้วนปากเฉพาะทางเหล่านี้ช่วยส่งเสริมกระบวนการรักษาแผลและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของภาวะนี้
ให้ใช้น้ำยาบ้วนปากตามคำแนะนำ โดยบ้วนปาก 2-3 ครั้ง/วัน จนกว่าอาการภาวะนี้จะดีขึ้น ควรระมัดระวังไม่ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อรักษาภาวะนี้เป็นเวลานานเกินไป และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
การเสริมวิตามินให้ร่างกาย
เพื่อ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และขับไล่แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในช่องปาก คุณควรรับประทานอาหารที่เหมาะสมและถูกหลักโภชนาการ โดยการเพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินในเมนูของคุณ วิตามินที่ดีต่อร่างกาย ได้แก่: วิตามินบี (พบในไข่ปลา นมถั่วเหลือง นมข้าว เป็นต้น), กรดโฟลิก (พบในผักโขม คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น), ธาตุเหล็ก (พบในหอยนางรม ธัญพืช ไข่ ตับไก่ เป็นต้น), น้ำมะพร้าว (ช่วยบรรเทาอาการแผลร้อนใน) เป็นต้น
3. ตำรับยาสมุนไพรแผนโบราณสำหรับรักษาแผลในปาก
3.1 ยาอม
ตำรับยาอมสำหรับรักษาภาวะนี้ ได้แก่:
- ฟ้าทะลายโจร ต้มให้เข้มข้น ใช้บ้วนปากและอมไว้ ทำ 3-4 ครั้ง/วัน
- เตรียม หวงเหลียน 20 กรัม ต้มกับน้ำ 100 มิลลิลิตร ใช้บ้วนปาก 3-4 ครั้ง/วัน
- เตรียมน้ำผึ้ง 50 กรัม + ต้าชิงเย่ 15 กรัม ต้มให้เข้มข้น ใช้อมหลายครั้งต่อวัน

3.2 ยาต้มสำหรับดื่มเพื่อรักษาแผลในปาก
ในกรณีที่เยื่อบุในช่องปากมีแผลเปื่อย ทำให้เจ็บปวด เหงือกบวมแดง รับประทานอาหารลำบาก รู้สึกร้อนใน กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ปัสสาวะสีแดง มีอาการปวดศีรษะบ่อย คอแห้ง และท้องผูก ผู้ป่วยสามารถใช้ วิธีรักษาแผล เหล่านี้ได้:
- ตำรับยาที่ 1: ซือเกา 30 กรัม, เสวียนเซิน 20 กรัม, หวังฉี 20 กรัม, เซียงฉี 15 กรัม, งิ้วทัด 15 กรัม, จือมู่ 10 กรัม ต้มดื่ม 2 ครั้ง/วัน ในตอนเช้าและตอนบ่าย
- ตำรับยาที่ 2: หยินฮวา 12 กรัม, เหลียนเฉียว 12 กรัม, จือมู่ 10 กรัม, หวงไป่ 10 กรัม, เซียงฉี 12 กรัม, เสวียนเซิน 10 กรัม, ใบงาขี้ม้อน 16 กรัม, ไป๋เหมาเกิน 16 กรัม, หมี่นทัว 16 กรัม, ซาเซิน 12 กรัม, มู่ลี่ 12 กรัม, ใบไผ่ 16 กรัม, เก๊กกิ้น 16 กรัม, หญ้าหมึก 20 กรัม, เฉินผี 10 กรัม นำสมุนไพรทั้งหมดต้มดื่มวันละ 1 ชุด แบ่งดื่ม 3 ครั้ง/วัน แต่ละรอบการรักษา 5-7 วัน
- ตำรับยาที่ 3: หวงฉิน 12 กรัม, จือจื่อ 12 กรัม, เหลียนเฉียว 12 กรัม, ตังกุย 12 กรัม, ซูตี้หวาง 12 กรัม, บัวบก 20 กรัม, มะระขี้นก 16 กรัม, ซางเย่ 16 กรัม, หญ้าหมึก 20 กรัม, ต้นดินลิง 20 กรัม, แดนดิไลออน 20 กรัม, พญายอ 20 กรัม, ชะเอมเทศ 16 กรัม นำสมุนไพรทั้งหมดต้มดื่มวันละ 1 ชุด แบ่งดื่ม 3 ครั้ง/วัน
ในกรณีที่อาการรุนแรง ผู้ป่วยรับประทานอาหารและนอนหลับยาก ร่างกายอ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก ขาดสมาธิ ใจสั่น ท้องผูก ปัสสาวะสีแดง เป็นต้น สามารถใช้ 1 ใน 2 ตำรับยาดังนี้:
- ตำรับยาที่ 1: หวงเหลียน 12 กรัม, หวงฉิน 12 กรัม, เก๊กกิ้น 12 กรัม, หญ้าจาคำ 10 กรัม นำสมุนไพรทั้งหมดต้มดื่มวันละ 1 ชุด แบ่งดื่ม 2 ครั้ง/วัน
- ตำรับยาที่ 2: หยินฮวา 12 กรัม, เหลียนเฉียว 12 กรัม, บัวบก 20 กรัม, หญ้าหมึก 20 กรัม, ใบวอง 20 กรัม, จือมู่ 12 กรัม, ซาเซิน 16 กรัม, หมี่นทัว 20 กรัม, เซียงฉี 12 กรัม, ชะเอมเทศ 20 กรัม, ลูกพรุนเค็ม 12 กรัม, ใบไผ่ 16 กรัม, ซางเย่ 20 กรัม, ตังกุย 16 กรัม, มู่ลี่ 16 กรัม นำสมุนไพรทั้งหมดต้มดื่มวันละ 1 ชุด แบ่งดื่ม 3 ครั้ง/วัน แต่ละรอบการรักษา 5-7 วัน
3.3 อาหารที่ช่วยบรรเทาอาการแผลในปาก
ผู้ที่เป็นภาวะนี้สามารถรับประทานอาหารที่ช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ เช่น:
- แกงผักชีฝรั่งและสมองหมู: เตรียมสมองหมู 1 ชิ้น, พุทราจีน 10 ลูก, ผักชีฝรั่ง 100 กรัม, และเครื่องปรุงรสตามชอบ นำสมองหมูและพุทราจีนไปต้มให้สุกนิ่มก่อน จากนั้นใส่ผักชีฝรั่งที่ล้างสะอาดและหั่นสั้นลงไป ต้มต่ออีกครู่ ปรุงรส แล้วรับประทานกับข้าว
- ฟักทองถั่วเขียว: เตรียมฟักทอง 150 กรัม, ถั่วเขียว 100 กรัม, และน้ำตาลทรายในปริมาณที่พอเหมาะ ปอกเปลือกฟักทอง หั่นเป็นชิ้นใหญ่ ล้าง ถั่วเขียว ให้สะอาด จากนั้นนำฟักทองและ ถั่วเขียว ใส่หม้อต้มจนสุกนิ่ม ใส่น้ำตาล ตักใส่ชาม รับประทานขณะเย็น
4. มาตรการป้องกันแผลในปาก
การป้องกันอย่างระมัดระวังจะช่วยให้คุณไม่จำเป็นต้องพึ่ง วิธีรักษาแผล เมื่อเกิดภาวะนี้ ต่อไปนี้คือมาตรการบางอย่างที่จะช่วยให้คุณควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะนี้ได้:
- ลดการบาดเจ็บในช่องปากโดยใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม รับประทานอาหารช้าๆ และเคี้ยวอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอาหารที่ไม่แข็งเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงในการกัดลิ้นหรือกระพุ้งแก้มด้านใน
- เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายให้เพียงพอ โดยเฉพาะ วิตามินบี, สังกะสี และธาตุเหล็ก
- จำกัดการบริโภคอาหารที่ทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เช่น แอลกอฮอล์ เบียร์ อาหารรสจัดเผ็ดร้อน และผลไม้บางชนิดที่มีฤทธิ์ร้อน
- ลดความเครียดและความเหนื่อยล้า หลีกเลี่ยงการนอนดึก โดยการฝึกโยคะ การทำสมาธิ ไทชิ หรือการฝึกหายใจลึกๆ
- รักษาสุขอนามัยในช่องปากให้สะอาดด้วยการแปรงฟัน (อาจแปรงฟันด้วยเกลือบริสุทธิ์) และใช้น้ำยาบ้วนปาก
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับปรุงสุขภาพ กล้ามเนื้อ ความสมดุล และภูมิคุ้มกันของร่างกาย
โดยส่วนใหญ่แล้ว ภาวะนี้ จะหายได้เองโดยไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม คุณสามารถใช้วิธีบรรเทาอาการข้างต้นเพื่อลดระยะเวลาการรักษาภาวะนี้ได้ และควรปรึกษาแพทย์หากแผลในช่องปากมีขนาดใหญ่ขึ้นและแพร่กระจาย มีแผลหลายจุด มีอาการปวดรุนแรง มีไข้ ผื่นขึ้น หรือปวดศีรษะร่วมด้วย เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมทันท่วงที
คำถามที่พบบ่อย
แผลในปากจะหายเองได้หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนี้มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากอาการเจ็บปวดรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น การใช้วิธีบรรเทาอาการที่บ้านสามารถช่วยให้หายเร็วขึ้นได้
อาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นแผลในปาก?
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด รวมถึงอาหารที่ร้อนจัด หรือแข็งและกรอบ เพราะอาจทำให้ระคายเคืองแผลและเพิ่มอาการปวดได้
เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์สำหรับแผลในปาก?
หากภาวะนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น แพร่กระจาย มีอาการปวดรุนแรง มีไข้ มีผื่นขึ้น หรือปวดศีรษะร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมทันที
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
