ประจำเดือนมาไม่หยุด คืออะไร?
ภาวะ ประจำเดือนมาไม่หยุด หรือที่เรียกว่า เมนอร์ราเจีย (Menorrhagia) เป็นอาการที่ผู้หญิงมีเลือดประจำเดือนออกนานกว่า 7 วัน และมีปริมาณเลือดที่สูญเสียไปมากกว่า 80 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ปริมาณเลือดประจำเดือนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 50-80 มิลลิลิตรต่อรอบ

ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีบุตรแล้ว อาการนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการดูแล เนื่องจากอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ เช่น ภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ ภาวะมีบุตรยาก เนื้องอกในมดลูก หรือสร้างความไม่สบายตัวอย่างมากในช่วงมีประจำเดือน
สาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติ
สาเหตุหลักของภาวะเลือดออกผิดปกติสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มดังนี้:
ประจำเดือนมาไม่หยุด จากความผิดปกติของฮอร์โมน (Functional menorrhagia)
สาเหตุหลักเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นและวัยใกล้หมดประจำเดือน สำหรับผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ประจำเดือนมาไม่หยุด มักจะเกิดขึ้นหลังคลอดบุตร การใช้ยาทำแท้ง หรือยาคุมกำเนิด ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะอ้วน เคยคลอดบุตรหลายครั้ง น้ำหนักขึ้น สูบบุหรี่ ผู้ใกล้หมดประจำเดือน ผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ตับอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง หรือโรคลูปัส ก็มีโอกาสเป็นภาวะนี้ได้มากขึ้น
ประจำเดือนมาไม่หยุด จากพยาธิสภาพ (Organic menorrhagia)
สาเหตุนี้เกิดจากความเสียหายทางกายภาพของมดลูกหรือรังไข่ ความเสียหายดังกล่าวอาจได้แก่ เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกในมดลูกและติ่งเนื้อในโพรงมดลูก รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ และโรคทางระบบต่างๆ เช่น ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรือเนื้องอกต่อมไทรอยด์ การใช้ยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะยาคุมฉุกเฉิน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้เช่นกัน
อาการของภาวะเลือดออกผิดปกติ
เมื่อมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ผู้หญิงจะมีสัญญาณดังต่อไปนี้:
- รอบเดือนยาวนานกว่า 7 วัน
- ปริมาณเลือดที่สูญเสียไปในแต่ละรอบเดือนเกิน 80 มิลลิลิตร
- มีเลือดออกมากผิดปกติในช่วงมีประจำเดือน ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงติดต่อกันหลายชั่วโมง เลือดออกมากเป็นพิเศษในเวลากลางคืน
- ปวดท้องน้อย
- มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ปนออกมา
- หากมีอาการ ประจำเดือนมาไม่หยุด ร่วมกับเลือดออกมากเป็นเวลานาน อาจมีอาการของภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย หายใจลำบาก
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติ?
กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการ ประจำเดือนมาไม่หยุด รวมถึง:
- ผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน
- ผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
- ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อในมดลูก เนื้องอกในมดลูก มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งรังไข่
- ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรือโรคเลือดออกง่ายทางพันธุกรรม
- ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาต้านการอักเสบที่มีสเตียรอยด์

การวินิจฉัยภาวะเลือดออกผิดปกติ
การวินิจฉัยภาวะนี้อย่างแม่นยำต้องอาศัยข้อมูลดังต่อไปนี้:
- ประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย (ประวัติทางเพศ โรคทางนรีเวช โรคประจำตัวเรื้อรัง)
- ประวัติการใช้ยาหรือฮอร์โมนคุมกำเนิด
- รอบเดือนที่ยาวนานกว่า 7 วัน และปริมาณเลือดที่สูญเสียไปเกิน 80 มิลลิลิตรต่อรอบ
- สัญญาณของภาวะพร่องไทรอยด์ โรคตับ ภาวะโปรแลคตินในเลือดสูง ความผิดปกติของการกิน และความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
- ภาวะโลหิตจางอาจเกิดขึ้นได้หากผู้ป่วยเสียเลือดมาก โดยมีอาการทางคลินิกคือ เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ และอ่อนแรง
- รอยโรคทางกายภาพในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมที่สำคัญ:
-
การตรวจนับเม็ดเลือด (Complete Blood Count)
-
การอัลตราซาวด์
-
การทดสอบแปปสเมียร์ (Pap test)
-
การตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก การขูดมดลูก
-
การส่องกล้องในช่องท้อง
-
การฉีดสีตรวจมดลูกและท่อนำไข่ (Hysterosalpingography)
-
การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy)
แนวทางการรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติ
หลักการรักษาคือการแก้ไขตามสาเหตุ หยุดเลือดที่ออกผิดปกติ และฟื้นฟูรอบเดือนให้กลับมาเป็นปกติหากผู้ป่วยยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ รวมถึงการดูแลประคับประคองเพื่อเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม
วิธีการรักษาที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่:
- **การใช้ยา:** ยาคุมกำเนิดตามที่แพทย์สั่ง ยาเสริมฮอร์โมน ยาเสริมธาตุเหล็ก
- **การผ่าตัด:** หากการใช้ยาไม่ได้ผล อาจพิจารณาการขูดมดลูกและการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก
- **วิธีอื่น ๆ (ใช้ไม่บ่อยนัก):** เช่น การจี้ทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก การขูดเยื่อบุโพรงมดลูก หรือการตัดมดลูกและปากมดลูก วิธีเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะมีบุตรยาก และมักใช้ในผู้หญิงสูงวัยที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้ว
นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการนี้ควรดูแลตนเองด้วยการใช้ชีวิตประจำวันที่เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด
คำถามที่พบบ่อย
ประจำเดือนมาไม่หยุด อันตรายหรือไม่?
ภาวะนี้ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น ภาวะโลหิตจางรุนแรง เนื้องอกในมดลูก หรือแม้แต่มะเร็ง จึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?
ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการเลือดออกมากผิดปกติ เช่น ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงติดต่อกันหลายชั่วโมง มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือมีอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ
ประจำเดือนมาไม่หยุดป้องกันได้อย่างไร?
การป้องกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ การรักษาสมดุลฮอร์โมน การจัดการโรคประจำตัว และการตรวจสุขภาพภายในอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ภาวะนี้ เป็นภาวะที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ ตั้งแต่ความผิดปกติของฮอร์โมนไปจนถึงโรคที่ร้ายแรงกว่า การสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและห่างไกลจากภาวะ ภาวะนี้
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
