ภาพรวมของ โรคเรื้อน
โรคเรื้อน (Leprosy หรือ Hansen’s disease) คือการติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium leprae ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพมานานนับพันปี โรคนี้สามารถนำไปสู่ความพิการอย่างถาวรหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ความพิการเหล่านี้มักเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยถูกรังเกียจและกีดกันทางสังคม ปัจจุบันภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน (Multidrug Therapy – MDT)

โรคเรื้อนเป็นอันตรายหรือไม่?
โรคเรื้อน มีประวัติย้อนไปถึง 1400 ปีก่อนคริสตกาล และเคยถูกมองว่าเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีการค้นพบสาเหตุ วิธีการรักษา หรือการป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งปี 1873 อาร์เมอร์ ฮันเซน ได้ค้นพบเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับการรักษาโรคนี้อย่างถูกวิธี และในปี 1982 การรักษาด้วยยาหลายชนิดร่วมกัน (MDT) ได้ถือกำเนิดขึ้น ช่วยลดอุบัติการณ์ของภาวะนี้ลงได้อย่างมากในทุกประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบในแต่ละปียังคงสูงอยู่ ดังนั้นโครงการป้องกันและควบคุมโรคเรื้อนจึงยังคงต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ การกำจัดโรคนี้ให้หมดไปอย่างสมบูรณ์
ประเภทของโรค
เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยและรักษา โรคเรื้อน แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะอาการและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งตามเกณฑ์ทางคลินิกและพยาธิวิทยา ดังนี้
-
ชนิดไม่แน่นอน (Indeterminate – I): เป็นระยะเริ่มต้นหรือระยะแรกของโรค
-
ชนิดทูเบอร์คูลอยด์ (Tuberculoid – T): ผู้ป่วยชนิดนี้มักมีภูมิคุ้มกันที่ดีและอาจหายเองได้
-
ชนิดบอร์เดอร์ไลน์ (Borderline – B): เป็นชนิดที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างชนิดทูเบอร์คูลอยด์และชนิดเลโพรมาตัส
-
ชนิดเลโพรมาตัส (Lepromatous – L): เป็นชนิดที่รุนแรง ซึ่งในอดีตเคยถูกเรียกว่าชนิดร้ายแรง
นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์ในการดูแลและรักษาในชุมชน องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แบ่งโรคนี้ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
-
กลุ่มเชื้อน้อย (Paucibacillary – PB): ผู้ป่วยที่มีผลดัชนีเชื้อ (Bacterial Index – BI) เป็นลบ และมีรอยโรคที่ผิวหนัง 1-5 รอยโรค
-
กลุ่มเชื้อมาก (Multibacillary – MB): ผู้ป่วยที่มีรอยโรคที่ผิวหนังตั้งแต่ 6 รอยโรค ขึ้นไป หรือมีผลดัชนีเชื้อเป็นบวก
สาเหตุของการติดเชื้อ
โรคเรื้อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium leprae ซึ่งอยู่ในตระกูล Mycobacteriaceae แบคทีเรียชนิดนี้มีลักษณะเฉพาะ ดังนี้
-
เป็นแบคทีเรียรูปแท่ง มีความยาว 1-8 ไมโครเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.3 ไมโครเมตร ซึ่งทนกรดและทนแอลกอฮอล์ ย้อมติดสีแดงด้วยวิธี Ziehl-Neelsen และย้อมติดสีม่วงด้วยวิธี Gram
-
เมื่ออยู่นอกร่างกายมนุษย์ เชื้อแบคทีเรียนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-3 วัน เท่านั้น
-
เป็นแบคทีเรียที่แบ่งตัวช้ามาก โดยมีวงจรการสืบพันธุ์อยู่ที่ 12-13 วัน
จนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงเชื้อ Mycobacterium leprae ในห้องปฏิบัติการได้ ทำให้ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันภาวะนี้ได้สำเร็จ
อาการและผลกระทบ
ภาวะนี้มักส่งผลกระทบหลักต่อผิวหนังและระบบประสาทส่วนปลาย (peripheral nerves) ซึ่งอยู่นอกเหนือจากสมองและไขสันหลัง ในบางกรณีอาจส่งผลกระทบต่อดวงตาและเยื่อบุโพรงจมูกได้เช่นกัน
อาการผิวหนัง ที่พบบ่อยคือรอยโรคบนผิวหนังที่มีการสูญเสียหรือลดลงของความรู้สึก โดยมีลักษณะทางคลินิกที่หลากหลาย ได้แก่
-
รอยด่าง (มักพบในชนิดไม่แน่นอน)
-
รอยนูนขนาดเล็ก (มักพบในชนิดทูเบอร์คูลอยด์)
-
รอยปื้นหนา หรือก้อนเนื้อเรื้อน (มักพบในชนิดบอร์เดอร์ไลน์และชนิดเลโพรมาตัส)
อาการทางระบบประสาทส่วนปลาย: เส้นประสาทส่วนปลายจะอักเสบและหนาตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นประสาทอัลนา, เรเดียล, และทิเบียลหลัง ผู้ป่วยจะสูญเสียความรู้สึก (ร้อน-เย็น, เจ็บปวด, สัมผัส) ในบริเวณผิวหนังที่เส้นประสาทนั้นๆ ควบคุม หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ความพิการถาวร เช่น นิ้วมืองอหงิก, เท้าตก, และหลับตาไม่สนิท (lagophthalmos)
นอกจากนี้ ยังอาจพบอาการอื่นๆ ได้ เช่น ความผิดปกติของการขับเหงื่อ (ผิวแห้ง, มันวาว), ความผิดปกติทางโภชนาการ (คิ้วร่วง, แผลที่เท้า), การอักเสบของเยื่อบุจมูก, และการอักเสบของกล่องเสียง
การแพร่กระจายของโรค
ภาวะนี้เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นการติดต่อที่ช้า ติดต่อได้น้อย และแพร่กระจายยาก การติดต่อเกิดขึ้นจากการสัมผัสใกล้ชิดและต่อเนื่องเป็นเวลานานเท่านั้น จึงจะมีโอกาสติดเชื้อ จากการศึกษาพบว่าอัตราการติดเชื้อระหว่างคู่สมรส หากมีคนใดคนหนึ่งเป็นโรค จะอยู่ที่เพียง 3-5% เท่านั้น
กลุ่มเสี่ยงและปัจจัยกระตุ้น
กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการติดเชื้อนี้ คือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น บางพื้นที่ในอินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น, เนปาล, และอียิปต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเป็นประจำ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อบกพร่องทางพันธุกรรมในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ข้อบกพร่องในบริเวณ Q25 บนโครโมโซมคู่ที่ 6 ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อนี้ได้
ผู้ที่สัมผัสสัตว์บางชนิดเป็นประจำ เช่น ตัวอาร์มาดิลโล, ลิงชิมแปนซีแอฟริกา, ลิงเวอร์เว็ต (ลิงเขียว), และลิงแสม ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าอาจเป็นพาหะของเชื้อโรคนี้จากสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการสวมถุงมือป้องกันในขณะจัดการกับสัตว์เหล่านี้ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน
แนวทางการป้องกัน
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพัฒนาวัคซีนเพื่อรักษาภาวะนี้ได้สำเร็จ ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นมาตรการหลักที่สำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ
มาตรการป้องกันที่สำคัญ ได้แก่
-
การให้สุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ ไม่หวาดกลัว ไม่รังเกียจ และไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ป่วย
-
การรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด การรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย
-
เมื่อสงสัยว่ามีอาการของโรคนี้ ควรรีบไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลเพื่อรับคำปรึกษา การวินิจฉัย และการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันการเกิดความพิการที่อาจตามมา
วิธีการวินิจฉัย
ปัจจุบัน มีสองวิธีหลักที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะนี้ ได้แก่
-
การตรวจหาเชื้อ: โดยใช้ตัวอย่างจากสารคัดหลั่งหรือเนื้อเยื่อที่ได้จากการตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) จากรอยโรคที่ผิวหนังหรือเส้นประสาท เมื่อย้อมด้วยวิธี Ziehl-Neelsen จะพบเชื้อแบคทีเรียติดสีแดงเป็นแท่งเดี่ยวๆ เป็นกลุ่ม หรือกระจายตัวอยู่
-
การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา: ในกรณีที่การวินิจฉัยทำได้ยาก อาจมีการตัดชิ้นเนื้อจากรอยโรคไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันภาพทางกายวิภาคของพยาธิสภาพเฉพาะของโรค
การรักษาและการจัดการโรค
โรคนี้รักษาให้หายได้หรือไม่?
จากสถิติในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ป่วยโรคนี้มากกว่า 16 ล้านคน ได้รับการรักษาจนหายขาด แสดงให้เห็นว่าภาวะนี้สามารถรักษาให้หายได้ และองค์การอนามัยโลกยังได้จัดหายาเพื่อการรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
หลักการสำคัญของการรักษา ได้แก่
-
ผู้ป่วยทุกคนต้องได้รับการรักษาด้วยยาหลายชนิดร่วมกัน (Multidrug Therapy – MDT) ให้ครบถ้วนตามปริมาณและระยะเวลาที่กำหนด
-
การรักษาสามารถทำได้ที่บ้านและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยในที่สถานพยาบาล
คำถามที่พบบ่อย
โรคเรื้อนหายขาดได้จริงหรือ?
ใช่ เรื้อนสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการรักษาด้วยยาหลายชนิดร่วมกัน (MDT) ซึ่งเป็นยาที่องค์การอนามัยโลกให้การสนับสนุนฟรี ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
การสัมผัสผู้ป่วยเรื้อนจะติดเชื้อทันทีหรือไม่?
ไม่ เรื้อนเป็นโรคที่ติดต่อได้ยากมาก การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดและต่อเนื่องเป็นเวลานานกับผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรักษา ดังนั้น การสัมผัสหรือพูดคุยกับผู้ป่วยในชีวิตประจำวันจึงแทบไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ผู้ป่วยเรื้อนจำเป็นต้องถูกแยกออกจากสังคมหรือไม่?
ไม่จำเป็น เมื่อผู้ป่วยเรื้อนได้รับการรักษาด้วยยา MDT แล้ว เชื้อแบคทีเรียจะหยุดแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น การรังเกียจและกีดกันผู้ป่วยเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับกำลังใจและกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
