สัญญาณอันตรายไข้เลือดออกในเด็ก: 5 อาการที่คุณแม่ต้องรู้! | ไข้เลือดออกเด็ก

ไข้เลือดออกเด็ก เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สำคัญและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในเด็กเล็กในประเทศไทยและภูมิภาคเขตร้อน ผู้ปกครองจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึงอาการของไข้เลือดออกในเด็ก เพื่อให้สามารถสังเกตและพาลูกไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการของไข้เลือดออกเด็ก แบ่งเป็น 3 ระยะ

อาการของไข้เลือดออกในเด็กมีความหลากหลายและมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอาการไม่รุนแรงไปจนถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก:

ไข้เลือดออกเด็ก inline-1
ภาพ: MART PRODUCTION / Pexels

1. ระยะไข้สูง

ในช่วงแรกของโรคไข้เลือดออกในเด็ก เด็กจะมีไข้สูงเฉียบพลันและต่อเนื่อง เด็กเล็กอาจงอแง กระสับกระส่าย ส่วนเด็กโตจะบ่นปวดหัว เบื่ออาหาร และคลื่นไส้อาเจียน ผิวหนังอาจมีอาการแดง (ซึ่งจะสังเกตเห็นจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ ปวดเบ้าตา และอาจมีเลือดออกตามไรฟันหรือเลือดกำเดาไหลได้

ผลการตรวจเลือดในระยะไข้สูงมักไม่แสดงความผิดปกติที่ชัดเจนนัก โดยส่วนใหญ่ค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) จะเป็นปกติ จำนวนเกล็ดเลือดอาจปกติหรือลดลงเล็กน้อย ในขณะที่จำนวนเม็ดเลือดขาวมักจะลดลง

2. ระยะอันตราย (ระยะวิกฤต)

หลังจากระยะไข้สูง เด็กจะเข้าสู่ระยะอันตราย ซึ่งมักเกิดขึ้นประมาณวันที่ 3-7 หลังเริ่มป่วย ในระยะนี้เด็กอาจยังมีไข้หรือไข้ลดลงแล้ว แต่จะเริ่มมีภาวะเลือดพลาสมาซึมรั่วอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้มีอาการท้องอืด มีน้ำในช่องปอดหรือช่องท้อง ตับโต และเปลือกตาบวม หากภาวะพลาสมาซึมรั่วรุนแรง เด็กอาจเข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งสังเกตได้จากอาการกระสับกระส่าย ซึม ปลายมือปลายเท้าเย็น ผิวหนังเย็นและชื้น ชีพจรเต้นเร็วและเบา ปัสสาวะน้อย ความดันโลหิตต่ำหรือไม่สามารถวัดได้ นอกจากนี้ เด็กอาจมีเลือดออกใต้ผิวหนัง เป็นรอยช้ำ หรือมีผื่นจุดเลือดออกกระจายตามแขน ขา ลำตัว และอาจมีเลือดออกตามเยื่อบุต่างๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือปัสสาวะเป็นเลือด

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าการมีเลือดออกไม่ใช่ข้อบ่งชี้ที่จำเป็นเสมอไปสำหรับไข้เลือดออกเด็ก เพราะเด็กบางรายอาจป่วยแต่ไม่มีอาการเลือดออกใดๆ ดังนั้นไม่ว่าจะมีอาการเลือดออกหรือไม่ โรคก็อาจเข้าสู่ระยะอันตรายและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างหนึ่งคือภาวะช็อก ซึ่งแสดงออกโดยการลดลงของระดับความรู้สึกตัว อุณหภูมิร่างกายลดลง และความดันโลหิตลดลง

ในระยะอันตรายนี้ ผลการตรวจเลือดจะพบว่าจำนวนเกล็ดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจต่ำกว่า 100,000/ลบ.มม. ในกรณีที่รุนแรง เด็กอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

3. ระยะฟื้นตัว

หลังจากระยะอันตรายประมาณ 48-72 ชั่วโมง จะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กไข้ลดลง อาการโดยรวมดีขึ้นมาก เริ่มอยากอาหาร ความดันโลหิตคงที่มากขึ้น และปัสสาวะได้มากขึ้น เมื่อตรวจเลือดจะพบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจำนวนเกล็ดเลือดจะค่อยๆ กลับสู่ระดับปกติ แต่โดยทั่วไปจะช้ากว่าเม็ดเลือดขาว

การดูแลรักษาไข้เลือดออกเด็กที่บ้าน

เมื่อสังเกตเห็นว่าเด็กมีอาการน่าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้ว ภาวะนี้สามารถดูแลรักษาที่บ้านได้ (ผู้ป่วยนอก) และกลับไปตรวจตามนัดหมาย แพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลรักษาเพื่อให้หายจากไข้เลือดออกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • หากเด็กมีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ควรให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ตามคำแนะนำการใช้ เปิดเสื้อผ้าให้โปร่งสบาย และเช็ดตัวลดไข้ สิ่งสำคัญคือห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและภาวะเลือดเป็นกรดได้
  • กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำมากๆ เช่น น้ำเปล่าต้มสุก น้ำเกลือแร่ (ORS) น้ำผลไม้ (เช่น น้ำมะพร้าว น้ำส้ม น้ำมะนาว) หรือข้าวต้ม/โจ๊กอ่อนๆ ผสมเกลือ เพื่อชดเชยสารน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป
  • จัดอาหารให้เด็กโดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ ควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุล หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มสีเข้ม เพราะอาจทำให้เข้าใจผิดว่ามีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้
  • ให้เด็กพักผ่อนอยู่กับบ้าน งดกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากในช่วงที่เด็กป่วยไข้เลือดออก
  • ในกรณีที่เด็กไม่สามารถดื่มน้ำได้เลยเนื่องจากอาเจียนมาก ซึม หรือไม่รู้สึกตัว ควรรีบพาไปสถานพยาบาลทันทีเพื่อรับการดูแลเพิ่มเติม

ในระหว่างการดูแลเด็กเมื่อเป็นไข้เลือดออก ผู้ปกครองควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลทันที หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีอาการดังต่อไปนี้:

  • กระสับกระส่าย ซึมลง
  • ปวดท้องรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • ผิวหนังแดงแต่ปลายมือปลายเท้าเย็น
  • อาเจียนกะทันหันและต่อเนื่อง
  • มีเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างกะทันหัน

วิธีป้องกันไข้เลือดออกเด็ก

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาจำเพาะและวัคซีนสำหรับภาวะนี้ที่มีประสิทธิภาพ 100% มาตรฐาน การป้องกันโรคที่ได้ผลดีที่สุดคือการควบคุมและกำจัดแมลงพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงลาย รวมถึงการป้องกันไม่ให้ยุงกัด การทำความสะอาดสภาพแวดล้อม และการกำจัดแหล่งน้ำขังที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การระบาดของไข้เลือดออกมักเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย (พฤษภาคม-ตุลาคม) ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อปกป้องสุขภาพของลูกน้อยจากภาวะนี้ที่อันตราย

การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

ผู้ปกครองสามารถกำจัดแหล่งอยู่อาศัยและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย รวมถึงลูกน้ำยุงลายได้ดังนี้:

  • ปิดฝาภาชนะที่เก็บน้ำให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ยุงเข้าไปวางไข่ได้
  • ใส่ปลาหางนกยูงหรือปลาชนิดอื่นๆ ที่กินลูกน้ำยุงลายได้ ลงในภาชนะเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น โอ่ง บ่อ หรือสระน้ำ
  • ทำความสะอาดภาชนะเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก เช่น แจกันดอกไม้ อ่างบัว หรือถาดรองน้ำตู้เย็น ทุกสัปดาห์
  • เก็บกวาดและทิ้งขยะรอบบ้าน เช่น ขวดเปล่า ยางรถยนต์เก่า หรือเศษภาชนะที่อาจมีน้ำขัง
  • ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม และคว่ำภาชนะที่ไม่ได้ใช้เพื่อไม่ให้มีน้ำขัง
  • ใส่ทรายอะเบทหรือเกลือในจานรองขาตู้กับข้าว และเปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้เป็นประจำ

การป้องกันไม่ให้ยุงกัดเด็ก

  • ให้เด็กสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาว
  • นอนในมุ้งทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ไล่ยุง เช่น สเปรย์ ยากันยุงแบบจุด ครีมทากันยุง หรือไม้ตียุงไฟฟ้า

นอกจากนี้ ครอบครัวควรร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุขในการดำเนินกิจกรรมฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไข้เลือดออกตามกำหนด

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ไข้เลือดออกเด็กมีอาการหลักๆ อย่างไร?

คำตอบ: อาการหลักของภาวะนี้เริ่มต้นด้วยไข้สูงเฉียบพลัน อาจมีผื่นแดง หรือจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และอาเจียน ในระยะอันตรายเด็กอาจมีอาการซึม กระสับกระส่าย ปวดท้องรุนแรง มือเท้าเย็น และอาจเกิดภาวะช็อกได้

คำถาม: ควรใช้ยาชนิดใดในการลดไข้สำหรับเด็กที่เป็นไข้เลือดออก?

คำตอบ: ควรใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น สิ่งสำคัญคือห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด เพราะยาสองชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในร่างกาย

คำถาม: ผู้ปกครองจะป้องกันไข้เลือดออกเด็กที่บ้านได้อย่างไร?

คำตอบ: การป้องกันทำได้โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ ทำความสะอาดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน และใส่ปลาหางนกยูงในภาชนะเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยให้เด็กสวมเสื้อแขนยาวขายาว นอนในมุ้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ไล่ยุง

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง