ต้อกระจก: 8 สัญญาณเตือนแรกที่ควรรู้! รักษาได้ที่ไหน?

ภาพรวมของภาวะ ต้อกระจก

ต้อกระจก คือ ภาวะที่เลนส์ตาตามธรรมชาติซึ่งมีความสำคัญต่อการมองเห็นเกิดการขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตายากขึ้น ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว โดยปกติแล้วจะพบภาวะนี้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาทางการมองเห็น.

ต้อกระจก อาการต้อกระจก

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภาวะนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดทั่วโลก ในปี 2545 มีจำนวนผู้ตาบอดจากภาวะนี้มากถึง 17 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 47.8% ของจำนวนผู้ตาบอดทั่วโลกทั้งหมด 37 ล้านคน แม้จะมีความก้าวหน้าในการรักษา แต่จำนวนผู้ป่วยที่ตาบอดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี.

สาเหตุหลักของภาวะ ต้อกระจก

สาเหตุหลักของอาการนี้คือความเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา เช่น ความเครียด รังสียูวี แบคทีเรีย และมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนทำลายหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงดวงตาได้ การอักเสบหรือติดเชื้อที่ดวงตาก็สามารถทำให้โปรตีนในเลนส์ตาจับตัวกันเป็นก้อน เกิดเป็นจุดขุ่นมัวที่บดบังการมองเห็น นำไปสู่การมองเห็นที่ลดลงและตาบอดในที่สุด.

ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะนี้ได้ง่ายกว่า เนื่องจากความสามารถในการป้องกันตนเองของดวงตาลดลง ทำให้ปัจจัยภายนอกเข้ามาทำลายได้ง่ายขึ้น ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่ การเกิดแต่กำเนิด โรคแทรกซ้อนจากภาวะต้อหิน เบาหวาน การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาลดไขมันในเลือด หรือยาต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นเวลานาน รวมถึงยาแก้ซึมเศร้า นอกจากนี้ การบาดเจ็บที่ดวงตาก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ.

อาการของ ต้อกระจก ที่ควรสังเกต

อาการนี้มักจะพัฒนาอย่างช้า ๆ และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด โดยเริ่มต้นด้วยการมองเห็นที่ค่อย ๆ พร่ามัวลง เหมือนมองผ่านเลนส์กล้องที่ขุ่นมัว เมื่อภาวะนี้ดำเนินไปถึงขั้นรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการพร้อมกันหลายอย่างดังนี้:

  • มองเห็นไม่ชัดเจน รู้สึกเมื่อยล้าดวงตาอย่างรวดเร็วเมื่อจ้องทีวีหรืออ่านหนังสือพิมพ์.
  • ดวงตาไวต่อแสงมากขึ้น เกิดอาการแสงจ้า วงแหวนรอบดวงไฟ หรือมองเห็นชัดขึ้นในที่ร่มมากกว่ากลางแจ้ง เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจมองเห็นวงแหวนสว่างรอบหลอดไฟ หรือแสงจ้าจากดวงอาทิตย์และไฟหน้ารถ.
  • มองเห็นพร่ามัว มีรัศมีรอบวัตถุ หรือรู้สึกเหมือนมีหมอกปกคลุมหน้าดวงตา.
  • มองเห็นวัตถุเดียวเป็นสองหรือสามภาพ.
  • อาการที่สำคัญอีกอย่างคือการเห็นจุดดำ หรือเหมือนมีแมลงวันบินผ่านหน้าดวงตา.

ในบางกรณีอาจพบว่าภาวะนี้เกิดกับตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน ขณะที่ตาอีกข้างยังมองเห็นได้ปกติ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการจะค่อย ๆ ลุกลามไปยังตาอีกข้างในที่สุด.

แนวทางการรักษา ต้อกระจก

การรักษาภาวะนี้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการพิจารณาของจักษุแพทย์.

ต้อกระจก สาเหตุต้อกระจก
  • สำหรับผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ที่อาจมีความเสี่ยงจากการผ่าตัด การรักษาจะเน้นไปที่การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสายตา เช่น น้ำมันปลาโอเมก้า 3 ที่อุดมไปด้วย DHA สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) เฟอร์ซัลเทียมิน (Fursultiamin) และสารสกัดจากบลูเบอร์รี่ ควรปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้มีแสงสว่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงหรือฝุ่นควัน.
  • ในกรณีที่อาการรุนแรงขึ้น จักษุแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเลนส์ตาที่ขุ่นมัวด้วยเลนส์แก้วตาเทียม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง ควรระมัดระวังไม่ผ่าตัดดวงตาทั้งสองข้างพร้อมกัน และต้องดูแลดวงตาให้ดีหลังการผ่าตัด.

คำถามที่พบบ่อย

ต้อกระจก คืออะไร และใครมีความเสี่ยง?

ภาวะนี้ คือภาวะที่เลนส์ตาตามธรรมชาติของดวงตาเกิดการขุ่นมัว ทำให้การมองเห็นแย่ลง โดยปกติแล้วจะพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การบาดเจ็บ โรคประจำตัว หรือการใช้ยาบางชนิดได้.

อาการเริ่มต้นของต้อกระจกเป็นอย่างไร?

อาการเริ่มต้นมักจะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการมองเห็นที่พร่ามัวคล้ายมองผ่านกระจกฝ้า หรือมีหมอกบังตา และอาจรู้สึกว่าสายตาไวต่อแสงจ้ามากขึ้น หรือเห็นวงแหวนรอบดวงไฟ.

สามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้หรือไม่?

การป้องกันภาวะนี้ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวี การควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ.

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

อ่านต่อเกี่ยวกับหัวข้อนี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง