โรคผื่นแพ้ผิวหนัง เป็นภาวะผิวหนังอักเสบที่ทำให้เกิด อาการคัน เรื้อรัง และมักพบร่วมกับโรค ภูมิแพ้ อื่นๆ เช่น โรคหอบหืด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาการของภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในวัยทารก และอาจคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หรือปรากฏขึ้นในช่วงเวลาใดก็ได้ของชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวและหงุดหงิด
ลักษณะอาการของ โรคผื่นแพ้ผิวหนัง ที่ควรสังเกต
โรคผื่นแพ้ผิวหนังสามารถส่งผลกระทบต่อผิวหนังได้ทุกส่วน แต่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณมือและรอยพับต่างๆ เช่น ข้อพับเข่า หรือข้อพับข้อศอก อาการมักกำเริบเป็นพักๆ แล้วจะค่อยๆ ทุเลาลง และอาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีกในภายหลัง

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะสังเกตเห็นผื่นแดงและมีอาการคันมาก บางครั้งอาการคันรุนแรงมาก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน จนอาจรบกวนการนอนหลับ เมื่ออาการของโรคผื่นแพ้ผิวหนังค่อยๆ ดีขึ้น บริเวณผิวหนังที่เคยเป็นผื่นอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทา หรือมีรอยหนาตัวขึ้นเนื่องจากการเกาซ้ำๆ
เนื่องจากอาการคันอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมักจะเกา ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังเกิดรอยถลอกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย หากติดเชื้อ ผิวหนังบริเวณนั้นอาจบวมแดง มีหนองและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ การคันเรื้อรังและการเสียดสีเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังหนาตัวขึ้น ผิวหนังของผู้ป่วยโรคผื่นแพ้ผิวหนังมักจะมีลักษณะแห้งและแตกง่าย
สาเหตุและการกระตุ้นของ โรคผื่นแพ้ผิวหนัง
โรคผื่นแพ้ผิวหนังเป็นโรคภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน และมีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรม สาเหตุที่แท้จริงของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก แต่มีข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากผิวหนังที่แห้งเกินไปและระคายเคืองง่าย ประกอบกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดผื่นคันขึ้นบนผิวหนังได้
ภาวะนี้สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ในวัยทารก และพบบ่อยในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบหรือทำให้อาการรุนแรงขึ้น ได้แก่ การอาบน้ำร้อนหรืออาบนานเกินไป การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์สบู่ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เหงื่อออกมาก สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์หรือใยสังเคราะห์ การสัมผัสฝุ่นละออง ขนสัตว์ ควันบุหรี่ หรือการรับประทานอาหารบางชนิดที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น ไข่ นม ปลา ถั่วเหลือง หรือข้าวสาลี โดยทั่วไปแล้ว การค้นหาสาเหตุบางครั้งอาจต้องใช้การตรวจเฉพาะทาง แต่ก็ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ทุกกรณี ดังนั้น ผู้ป่วยจึงมักได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เพื่อลดโอกาสการกำเริบของโรค

ความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของ ผื่นแพ้ผิวหนัง
เนื่องจากผื่นแพ้ผิวหนังมักแสดงอาการเป็นพักๆ แล้วทุเลาลงไปเอง ในกรณีที่ไม่รุนแรงส่วนใหญ่จะไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการคันมากและเกาบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเล็บยาว แหลม และไม่สะอาด อาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อได้ โครงสร้างผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคจะถูกทำลาย เกิดเป็นแผลเปื่อยและรอยแตกของผิวหนัง ซึ่งอาจติดเชื้อจากจุลชีพที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง หรือแม้แต่แบคทีเรียจากภายนอก ดังนั้น เมื่อแผลหายดีแล้ว อาจทิ้งรอยแผลเป็นที่ไม่สวยงามได้
ในบางกรณี หากมีการติดเชื้อไวรัสซ้อนทับ อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ Kaposi-juliusberg (หรือ eczema herpeticum) ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจมีไข้ อ่อนเพลีย มีตุ่มน้ำบนผิวหนัง และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1-9%
นอกจากนี้ หากโรคเป็นเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี และได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้ยาครีมหรือยารับประทานที่มีส่วนผสมของคอร์ติโคสเตียรอยด์ในทางที่ผิด อาจนำไปสู่ภาวะผิวแดงทั่วตัวได้ ผู้ป่วยจะมีผิวหนังแดงทั้งตัว อาจมีไข้ หนาวสั่น และมีอาการคันอยู่ตลอดเวลา
ผื่นแพ้ผิวหนังบริเวณรอบดวงตา ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบาย คัน และผิวหนังรอบดวงตาอาจคล้ำลงจากการเกาบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลต่อความสวยงาม การเกาบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนผิวหนังและนำไปสู่การติดเชื้อได้ ภาวะแทรกซ้อนทางตาที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ อาการน้ำตาไหลต่อเนื่อง เปลือกตาอักเสบ และเยื่อบุตาอักเสบ หากสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางตา ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาแพทย์สำหรับ ผื่นแพ้ผิวหนัง?
เมื่อมีสัญญาณที่น่าสงสัยว่าเป็นผื่นแพ้ผิวหนังตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกแยะออกจากภาวะอื่นๆ เมื่อไปพบแพทย์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการไม่สบายต่างๆ ที่เป็น ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการและเป็นมานานเท่าใด
นอกจากนี้ ควรอธิบายถึงปัจจัยใดๆ ที่คิดว่าอาจกระตุ้นให้เกิดโรค เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การใช้สบู่ การมีเหงื่อออกมาก หรือการสัมผัสควันบุหรี่ แพทย์ยังจำเป็นต้องทราบว่าคุณมีประวัติแพ้อาหารหรือเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ หรือไม่ และมีสมาชิกในครอบครัวคนใดมีอาการคล้ายกันบ้าง
แนวทางการรักษา ผื่นแพ้ผิวหนัง
เป้าหมายของการรักษาผื่นแพ้ผิวหนังคือการลดการอักเสบ ลดอาการคัน และป้องกันการกำเริบของโรคในอนาคต รวมถึงหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน โดยทั่วไปแล้ว แพทย์มักจะสั่งยาตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
ยาทาลดอาการคันและยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน
ใช้ทาบริเวณผิวหนังที่มีอาการ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการคันรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน แพทย์มักจะสั่งยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงซึมให้รับประทานในเวลากลางคืน
มอยส์เจอไรเซอร์และครีมบำรุงผิว
ใช้ร่วมกับยาลดอาการคันเพื่อช่วยลดอาการไม่สบายตัว นอกจากช่วงที่โรคกำเริบ ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวนุ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพอากาศแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งแตกซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันได้ง่าย

ยาทาลดการอักเสบ
ช่วยจำกัดการอักเสบเฉพาะที่ที่มากเกินไป ทำให้ทุเลาลง ผิวหนังลดอาการแดง บวม และคัน อย่างไรก็ตาม ควรจำกัดการใช้ยาทาลดการอักเสบเมื่ออาการคันลดลง และเพิ่มการ ดูแลผิว ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ซึ่งจะช่วยควบคุมผื่นแพ้ผิวหนังในระดับที่ไม่รุนแรงได้ดีกว่าการใช้ยา เนื่องจากการใช้ยาลดการอักเสบที่มีสเตียรอยด์เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น สีผิวเปลี่ยนไป ผิวบางลง มีขนขึ้น และผิวหนังติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ยาครีมที่มีส่วนผสมของคอร์ติโคสเตียรอยด์ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น โดยแพทย์จะพิจารณาจากลักษณะของรอยโรคเพื่อสั่งยาที่มีความแรงเหมาะสม
ยาปฏิชีวนะ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อที่ผิวหนัง การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อรักษาการติดเชื้อนี้ พร้อมกันนั้น หากแผลเปิดและมีน้ำเหลืองไหล ผู้ป่วยจำเป็นต้องปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ ทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน
การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ผื่นแพ้ผิวหนัง
ผู้ป่วยหลายคนกังวลว่าผื่นแพ้ผิวหนังจะติดต่อได้หรือไม่ เพราะกลัวว่าจะติดจากคนอื่น หรือจะแพร่ไปสู่สมาชิกในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้เกิดจากลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล จึงไม่สามารถติดต่อกันได้เลย
ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โรคกำเริบ:
- หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้าปูที่นอน หมอน ฟูก พรม และผ้าม่านบ่อยๆ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง
- อาบน้ำไม่นานเกินไป โดยจำกัดเวลาอาบน้ำแต่ละครั้งไม่เกิน 15-20 นาที และใช้น้ำอุ่นแทนน้ำร้อน
- ควรใช้ผลิตภัณฑ์น้ำหอมหรือสบู่ชนิดเดียวที่มีฤทธิ์อ่อนโยน หากต้องการเปลี่ยน ควรทดลองใช้บนผิวหนังบริเวณเล็กๆ ก่อน เพื่อดูว่าจะเกิดการระคายเคืองหรือไม่
- ลดการเกาผิวหนังให้เหลือน้อยที่สุด สำหรับเด็กเล็ก ควรตัดเล็บมือให้สั้น และใส่ถุงมือในเวลากลางคืน
- เมื่ออากาศร้อน ควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เมื่ออากาศเย็นหรือแห้ง ควรบำรุงผิวด้วยครีมหรือขี้ผึ้งเพิ่มความชุ่มชื้น ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ
การรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดกำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาผื่นแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะ และโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ โดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในระยะยาวและความปลอดภัยของยากลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจนนัก จึงได้รับการอนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุมากกว่า 2 ปี และผู้ใหญ่เท่านั้น วิธีการนี้จะใช้เมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่สามารถทนต่อยาได้
การบำบัดด้วยแสง (Phototherapy) วิธีนี้ก็แสดงผลลัพธ์ที่เป็นบวกในการปรับความผิดปกติภายในและใต้โครงสร้างผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในวงกว้างยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากมีหลักฐานบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด ผิวหนังแก่ก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ผื่นแพ้ผิวหนังติดต่อได้หรือไม่?
คำตอบ: ภาวะนี้ไม่ได้ติดต่อกันผ่านการสัมผัสหรือจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคลเป็นหลัก
คำถาม: ควรใช้สบู่ประเภทใดหากเป็น ผื่นแพ้ผิวหนัง?
คำตอบ: ควรเลือกใช้สบู่ที่มีฤทธิ์อ่อนโยน ไม่ผสมน้ำหอม หรือมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ควรทดลองบนพื้นที่เล็กๆ ของผิวก่อนเสมอ
คำถาม: ผื่นแพ้ผิวหนังสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
คำตอบ: โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนี้เป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการและป้องกันการกำเริบของโรคได้ด้วยการดูแลผิวอย่างเหมาะสมและการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
