อาการของ ภาวะนี้ คือการมีรอยฉีกขาดที่บริเวณเยื่อบุผิวทวารหนัก ซึ่งมักทำให้เกิดอาการปวดทวารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการขับถ่ายอุจจาระแข็ง การฉีกขาดนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่พบบ่อยซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดและเลือดออกขณะขับถ่าย
ภาวะนี้พบได้บ่อยในวัยกลางคน แต่ก็เป็นสาเหตุของการมีเลือดออกทางทวารหนักที่พบได้ในวัยรุ่นเช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์หากมีการจัดการเรื่องท้องผูก แต่ในบางราย ภาวะนี้อาจกลายเป็นเรื้อรังและจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด
หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้แก่:
-
ภาวะนี้เรื้อรัง: คือแผลที่ไม่หายภายใน 6 สัปดาห์
-
ภาวะนี้กลับมาเป็นซ้ำ
-
แผลลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก: ทำให้แผลหายยากและอาจต้องใช้ยาหรือการผ่าตัดเพื่อรักษา
สาเหตุของ แผลปริขอบทวาร
สาเหตุทั่วไปที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่:

-
การอักเสบในบริเวณทวารหนักและไส้ตรง: เซลล์อักเสบจะผลิตเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอลง เมื่อมีการยืดตัวหรือเบ่ง โดยเฉพาะเมื่ออุจจาระแข็งเคลื่อนผ่าน จะทำให้เกิดรอยฉีกขาดที่เยื่อบุผิวทวารหนัก
-
การอักเสบและพังผืดของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักด้านใน: กล้ามเนื้อหูรูดอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความตึงเครียดสูง และหดเกร็งอย่างรุนแรง การหดเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูดด้านในเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แผลไม่สามารถสมานได้
-
การขาดเลือดเฉพาะที่: ทำให้แผลไม่หายดี และอาจเรียกว่าแผลขาดเลือด
-
การบาดเจ็บ: จากอุจจาระแข็งหรือมีขนาดใหญ่มาก, หลังการผ่าตัดริดสีดวงทวาร, ภาวะทวารหนักตีบ, หรือหลังการคลอดบุตรที่ต้องเบ่งมาก
-
ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือลักษณะเฉพาะของบุคคล
-
โรคติดเชื้อ เช่น HIV, วัณโรคทวารหนัก-ไส้ตรง, หรือซิฟิลิส
-
โรคโครห์น หรือโรคลำไส้อักเสบอื่นๆ, มะเร็งทวารหนัก-ไส้ตรง
-
สาเหตุอื่นๆ เช่น: อาการท้องผูกและการเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรง, ท้องเสียเรื้อรัง, หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
อาการของ แผลปริขอบทวาร
ภาวะนี้และโรคริดสีดวงทวารเป็นสองภาวะที่แตกต่างกัน แต่เป็นปัญหาที่เข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกันได้ง่าย เนื่องจากทั้งสองภาวะสามารถทำให้เกิดเลือดออกขณะขับถ่ายได้
อาการของภาวะนี้โดยทั่วไป ได้แก่:
-
อาการปวดทวารอย่างรุนแรงและรู้สึกแสบร้อนทั้งในขณะและหลังการขับถ่าย ซึ่งอาการปวดอาจคงอยู่ได้นานหลายชั่วโมง ความเจ็บปวดนี้ทำให้ผู้ป่วยหวาดกลัวการขับถ่าย อาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย และมีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ
อาการปวดมักผ่าน 3 ระยะ:
-
ระยะที่ 1: เมื่ออุจจาระเริ่มเคลื่อนผ่านทวารหนัก
-
ระยะที่ 2: อาการปวดจะหายไปภายในไม่กี่นาที
-
ระยะที่ 3: อาการปวดจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน แล้วจึงหายไปในที่สุด
-
มีเลือดสีแดงสดติดกับอุจจาระหรือกระดาษชำระ
-
อาการคันและระคายเคืองรอบทวารหนัก
-
อาจสังเกตเห็นรอยฉีกขาดบนผิวหนังรอบทวารหนัก
-
มักมีติ่งเนื้อหรือติ่งเนื้อห้อยยื่นใกล้บริเวณรอยแยก
ปัจจัยเสี่ยงต่อ แผลปริขอบทวาร
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะนี้ ได้แก่:
-
พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยอาหารแปรรูป, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง, และการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อย
-
ขาดการออกกำลังกาย
-
ในเด็กเล็ก: เด็กจำนวนมากมีภาวะนี้ในช่วงปีแรกของชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
-
ในผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุหลายรายอาจเกิดรอยปริที่ทวารหนักได้ เนื่องจากมีการไหลเวียนของเลือดลดลงบริเวณทวารหนักและไส้ตรง
-
ท้องผูก: การเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรงและอุจจาระที่แข็งมาก
-
หลังคลอด: ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในสตรีหลังคลอด ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดในการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก
-
โรคโครห์น
การป้องกัน แผลปริขอบทวาร
เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้และส่งเสริมสุขภาพทวารหนัก ควรปฏิบัติดังนี้:
-
สร้างนิสัยการขับถ่ายให้สม่ำเสมอในเวลาที่กำหนดทุกวัน
-
เมื่อมีอาการท้องผูก ควรงดการเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรง และอาจใช้น้ำเกลืออุ่นสวนล้างเพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่ม
-
หลังการขับถ่าย ควรทำความสะอาดบริเวณทวารหนักอย่างถูกวิธี โดยอาจใช้น้ำทำความสะอาดแล้วซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษชำระแบบมีกลิ่นหอม หรือการปล่อยให้ทวารหนักอับชื้น เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้
-
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม:
เน้นการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงจากผักใบเขียวและผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักจำพวกหัว เช่น หัวไชเท้า, เผือก, หรือมันเทศ
ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารรสจัด เช่น พริก, พริกไทย
จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ รวมถึงงดสูบบุหรี่
ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน นอกจากนี้น้ำผักผลไม้ก็สามารถช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้และทำให้อุจจาระนิ่มลง ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
-
หากมีสัญญาณของภาวะทวารหนักอักเสบหรือลำไส้ใหญ่อักเสบ ควรได้รับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดแผลหรือริดสีดวงทวาร
-
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและทำกิจกรรมประจำวันอย่างถูกหลักสุขอนามัย
การวินิจฉัย แผลปริขอบทวาร

การตรวจทางคลินิก
การตรวจทวารหนัก: อาจพบความยากลำบากในการสอดนิ้วเข้าไปในทวารหนัก เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดมีการหดเกร็ง และบางครั้งอาจรู้สึกแข็งตัว เพียงแค่ถ่างทวารหนักเบาๆ และให้ผู้ป่วยเบ่ง อาจเห็นขอบล่างของแผลหรือริดสีดวงทวารที่แข็งตัว (Sentinel Pile) รวมถึงติ่งเนื้อ ซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งของแผล การสังเกตสามารถช่วยแยกระหว่างแผลใหม่และแผลเก่าได้
จำเป็นต้องแยกแยะภาวะนี้ออกจากภาวะอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกัน เช่น อาการปวดบริเวณกระดูกก้นกบ, ปวดไส้ตรง, การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบทวารหนักและไส้ตรง, การอักเสบของช่องมอร์แกนีย์ (Morgani crypts) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผลที่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ
เพื่อระบุสาเหตุและแยกแยะโรคร่วมอื่นๆ เช่น แผลเปื่อย, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง แพทย์อาจแนะนำการตรวจดังต่อไปนี้:
-
การส่องกล้องตรวจไส้ตรง (Proctoscopy): มักทำในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 50 ปี และไม่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคลำไส้เล็กหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
-
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): ทำในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี เพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด
-
การวัดความดันของทวารหนัก (Anorectal manometry): เพื่อประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก รวมถึงการวัดความไวและการทำงานของไส้ตรง
การรักษา แผลปริขอบทวาร
หากเป็นภาวะนี้ ควรทำอย่างไร?
ภาวะนี้มักจะหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ หากผู้ป่วยดูแลให้อุจจาระนิ่ม และจัดการกับอาการท้องผูกหรือท้องเสีย อย่างไรก็ตาม หากแผลไม่หายภายใน 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาหรือแม้กระทั่งการผ่าตัด
การรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัด
-
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: เพิ่มใยอาหารในมื้ออาหาร, ดื่มน้ำให้เพียงพอ, และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
-
การนั่งแช่น้ำอุ่น: แช่ก้นในน้ำอุ่นเป็นเวลา 10-20 นาที หลายครั้งต่อวัน โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้สบู่เพราะอาจทำให้บริเวณทวารหนักระคายเคือง
-
การใช้ยาทำให้อุจจาระนิ่ม (Stool Softeners)
-
ยาแบบทา: เช่น Anusol-HC, ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ช่วยลดอาการไม่สบายจากแผลเล็กน้อย
-
ยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium Channel Blockers): เช่น Nifedipine และ Diltiazem สามารถรับประทาน หรือบดเป็นเจลและทาลงบนแผล เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัว
การรักษาด้วยการผ่าตัด
หากการรักษาด้วยยาไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยมีผู้ป่วยประมาณ 20% ของทั้งหมดที่ต้องผ่าตัดรักษาภาวะนี้
วิธีการผ่าตัดที่ใช้รักษาภาวะนี้ ได้แก่:
-
การถ่างขยายทวารหนัก (Anal Dilatation): เพื่อป้องกันการตีบแคบของช่องทวารหนัก ทำภายใต้การดมยาสลบ โดยจะค่อยๆ ถ่างขยายช่องทวารหนัก
-
การตัดแผลออกแล้วเย็บปิด
-
การผ่าตัดกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักด้านใน (Internal Sphincterotomy)
-
การรวมกันของการตัดแผลออกและการผ่าตัดกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักด้านใน
-
การเปิดกล้ามเนื้อหูรูดด้านในด้วยสารเคมี: ใช้ยา Nitroglycerin หรือ Botulinum A เพื่อทำให้กล้ามเนื้อหูรูดด้านในเป็นอัมพาตชั่วคราว ซึ่งช่วยให้ภาวะนี้หายได้เอง ผลข้างเคียงที่อาจพบคืออาการปวดศีรษะ
ข้อบ่งชี้ในการรักษา:
-
ภาวะนี้แบบเฉียบพลัน: รักษาด้วยการถ่างขยายทวารหนัก
-
ภาวะนี้แบบเรื้อรัง: รักษาด้วยการตัดแผลออก หรือการเปิดกล้ามเนื้อหูรูดด้วยการผ่าตัดหรือสารเคมี
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: แผลปริขอบทวารสามารถเข้าใจผิดกับโรคริดสีดวงทวารได้หรือไม่?
คำตอบ: ได้ครับ ภาวะนี้และโรคริดสีดวงทวารเป็นสองภาวะที่แตกต่างกัน แต่มีอาการคล้ายกันมาก โดยเฉพาะเรื่องการมีเลือดออกทางทวารหนัก ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกัน การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ
คำถาม: เมื่อใดที่แผลปริขอบทวารจะถือว่าเป็นภาวะเรื้อรัง?
คำตอบ: ภาวะนี้จะถือว่าเป็นภาวะเรื้อรังเมื่อแผลไม่สามารถสมานได้เองภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์ แม้ว่าจะได้รับการดูแลเบื้องต้นแล้วก็ตาม ในกรณีนี้อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์เพิ่มเติม เช่น การใช้ยา หรือการผ่าตัด
คำถาม: การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่สำคัญในการรักษาแผลปริขอบทวารมีอะไรบ้าง?
คำตอบ: การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารเพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มลง, การดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน, และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การสร้างนิสัยการขับถ่ายที่ดีและการนั่งแช่น้ำอุ่นก็สามารถช่วยบรรเทาอาการและส่งเสริมการรักษาได้
ข้อสรุป
ภาวะนี้เป็นภาวะที่พบได้บ่อยซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดและไม่สบายอย่างมาก แต่สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การใช้ยา หรือแม้แต่การผ่าตัดในบางกรณี การเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
