RSV คืออะไร? อาการและการป้องกันปอดอักเสบในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

RSV คืออะไร? ไวรัสซินไซเชียลในทางเดินหายใจ (Respiratory Syncytial Virus) หรือ RSV เป็นสาเหตุสำคัญที่มักทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัส RSV โดยตรง และยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะเจาะจง การตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อวางแผนการรักษาและการดูแลได้อย่างทันท่วงที

ไวรัส RSV: สาเหตุของปอดอักเสบในเด็ก

ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในปอดและทางเดินหายใจ นำไปสู่ภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบ ไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางดวงตา จมูก หรือปาก โดยสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้อย่างง่ายดายผ่านละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจจากการไอ จาม หรือการสัมผัสโดยตรง เช่น การจับมือกัน นอกจากนี้ ไวรัส RSV ยังสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวของวัตถุต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือของเล่นเด็กได้นานหลายชั่วโมง เด็กๆ อาจติดเชื้อได้หากบังเอิญไปสัมผัสวัตถุที่มีเชื้อแล้วนำมือเข้าปาก การระบาดของโรคนี้มักพบมากในช่วงฤดูฝนและช่วงอากาศเย็นของประเทศไทย

RSV คืออะไร inline-1
ภาพ: MART PRODUCTION / Pexels

เด็กส่วนใหญ่จะติดเชื้อไวรัสซินไซเชียลในทางเดินหายใจก่อนอายุ 2 ขวบ อย่างไรก็ตาม ไวรัส RSV สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ใหญ่ได้เช่นกัน ผู้ที่ติดเชื้อ RSV อาจแสดงอาการหลังสัมผัสเชื้อไปแล้ว 2-8 วัน ในผู้ใหญ่และเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการหลังติดเชื้อไวรัส RSV มักไม่รุนแรง คล้ายไข้หวัดทั่วไป และสามารถดูแลตนเองที่บ้านได้ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อไวรัส RSV อาจรุนแรงได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในเด็กที่คลอดก่อนกำหนดและทารกที่มีปัญหาสุขภาพซ่อนเร้น ซึ่งอาจนำไปสู่หลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ และภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเด็ก นอกจากนี้ โรคยังอาจรุนแรงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือปอด หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

อาการ RSV ในเด็กที่ควรเฝ้าระวัง

เด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักมีอาการดังต่อไปนี้:

  • หายใจลำบาก: หายใจเร็วร่วมกับอาการหน้าอกบุ๋ม
  • หายใจมีเสียงหวีดและน้ำมูกไหล
  • ไอมาก
  • มีไข้สูง
  • เจ็บคอเล็กน้อย
  • ปวดหู
  • งอแง ไม่สดใส เหนื่อยง่าย นอนหลับไม่สนิท
  • ดูดนมน้อยลง หรือกินอาหารได้น้อย
  • หยุดหายใจเป็นช่วงๆ ประมาณ 15-20 วินาที ซึ่งมักพบในเด็กคลอดก่อนกำหนดและเด็กที่มีประวัติหยุดหายใจ
  • มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ได้แก่ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ตาโหล ผิวหนังเหี่ยวย่น

การติดเชื้อไวรัสซินไซเชียลในทางเดินหายใจบางครั้งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ โดยมีอาการแสดงดังนี้:

  • หายใจลำบาก หายใจเร็วกว่าปกติ
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • อาการไอแย่ลงเรื่อยๆ เด็กอาจสำลักหรืออาเจียนจากการไออย่างรุนแรง
  • อ่อนเพลีย ซึม ไม่กินอาหาร ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

กรณีส่วนใหญ่ของการติดเชื้อไวรัส RSV มักไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น หายใจลำบาก มีไข้สูง หรือริมฝีปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ผู้ปกครองควรรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที

การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส RSV

การวินิจฉัยอาการ RSV สามารถทำได้โดย:

  • การตรวจร่างกายและซักประวัติการระบาดของโรคในแต่ละฤดูกาล แพทย์จะใช้หูฟังเพื่อตรวจปอด ตรวจสอบเสียงหวีดหรือเสียงผิดปกติอื่นๆ
  • การวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เพื่อตรวจสอบว่าระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติหรือไม่
  • การตรวจเลือดเพื่อหาจำนวนเม็ดเลือดขาว หรือการมีอยู่ของแบคทีเรีย ไวรัส หรือจุลินทรีย์อื่นๆ
  • การตรวจหาไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูกหรือระบบทางเดินหายใจ
  • การเอกซเรย์เพื่อตรวจหาภาวะปอดอักเสบ

การรักษาเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV ที่ทำให้เกิดปอดอักเสบ

เด็กส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ RSV และมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบไม่รุนแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถดูแลที่บ้านได้ตามคำแนะนำดังนี้:

  • ทำความสะอาดจมูกเด็กโดยหยดน้ำเกลือฟิสิโอโลจิกส์ 2-3 หยด จากนั้นใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูก เพื่อดูดเสมหะออกจากจมูก
  • ใช้เครื่องพ่นไอน้ำในห้องเพื่อรักษาสภาพอากาศให้ชื้นและสะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กสัมผัสกับควันบุหรี่ เพราะควันบุหรี่จะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นหอบหืดในอนาคต
  • ให้เด็กดื่มนมหรือรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอ โดยอาจแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อต่อวัน เพื่อลดอาการอาเจียนจากการไอมาก
  • ควรให้เด็กดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เพราะการขาดน้ำจะทำให้เสมหะข้นเหนียวและทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น การดื่มน้ำมากจะช่วยให้เสมหะใสขึ้นและบรรเทาอาการไอ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้เด็กดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้เจือจาง เนื่องจากมักมีน้ำตาลสูง ให้พลังงานน้อย หรือขาดความสมดุลของเกลือแร่
  • ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาลดไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล ผู้ปกครองไม่ควรให้ยาเด็กเอง เพราะหากใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น หรือเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้
  • ไปพบแพทย์ตามนัดหมายตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อควรระวัง: หากพบสัญญาณผิดปกติควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที หากเด็กมีอาการหายใจมีเสียงหวีด มีเสมหะมากจนขัดขวางการหายใจ แพทย์อาจพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนในปอด อาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรือแม้แต่การช่วยหายใจด้วยออกซิเจน

การป้องกันความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัส RSV

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กสัมผัสกับผู้ที่มีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปยังสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน
  • รักษาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของเด็กให้สะอาด ถูกสุขอนามัย และหลีกเลี่ยงควันจากการประกอบอาหารหรือควันบุหรี่
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวอุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนไวรัส RSV อย่างสม่ำเสมอ
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ ก่อนดูแลเด็กเสมอ
  • หากแพทย์สั่งยาป้องกัน ในกรณีของเด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ RSV ที่อาจรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาป้องกัน เช่น Palivizumab (ชื่อการค้า Synagis) ซึ่งเป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และไม่ส่งผลกระทบต่อวัคซีนอื่นๆ ที่เด็กได้รับ ยาตัวนี้มีกลไกในการเพิ่มปริมาณแอนติบอดีเพื่อต่อต้านไวรัส RSV ช่วยลดความรุนแรงของโรค ยา Palivizumab 1 โดสจะออกฤทธิ์ได้ประมาณ 30 วัน ดังนั้นในช่วงที่มีการระบาด เด็กอาจต้องฉีดยาทุกเดือนจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูระบาด อย่างไรก็ตาม ยานี้อาจมีผลข้างเคียง เช่น มีไข้ ผื่นขึ้น และมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด

คำถามที่พบบ่อย

RSV คืออะไร และมักพบในใคร?

RSV คืออะไร คือไวรัสซินไซเชียลในทางเดินหายใจ เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในปอดและหลอดลมฝอย มักพบมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีปัญหาสุขภาพ แต่ก็สามารถติดเชื้อในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุได้เช่นกัน

อาการ RSV ในเด็กที่ควรเฝ้าระวังมีอะไรบ้าง?

อาการ RSV ที่ควรเฝ้าระวังในเด็ก ได้แก่ หายใจลำบาก หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม หายใจมีเสียงหวีด ไอมาก มีไข้สูง ดูดนมน้อยลง หยุดหายใจเป็นช่วงๆ หรือมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การป้องกัน RSV ทำได้อย่างไรบ้าง?

การป้องกัน RSV ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่พาเด็กไปยังสถานที่แออัด รักษาสุขอนามัยของสภาพแวดล้อม ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ และในกรณีเด็กที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยา Palivizumab เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรค

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง