โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่จะปัสสาวะประมาณ 6-8 ครั้งต่อวัน หากมีการภาวะนี้กว่า 8 ครั้งต่อวัน ถือว่าอยู่ในภาวะที่ผิดปกติ การปัสสาวะที่บ่อยครั้งขึ้นทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน อาจเป็นสัญญาณของภาวะสุขภาพบางอย่าง หรืออาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
การปัสสาวะบ่อยแค่ไหนถือเป็นปกติ?
หลายคนมักสงสัยว่าการภาวะนี้แค่ไหนจึงจะถือว่าปกติ ตามข้อมูลของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะสากล ระบุว่า โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่จะปัสสาวะประมาณ 6-8 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง ดังนั้น หากบุคคลใดปัสสาวะเกิน 8 ครั้งต่อวัน จะถือว่าอยู่ในภาวะภาวะนี้กว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการปัสสาวะของแต่ละบุคคลไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความถี่ เช่น ชนิดของเครื่องดื่มที่บริโภค คาเฟอีนและแอลกอฮอล์เป็นสารกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณภาวะนี้ขึ้น นอกจากนี้ ความไวของกระเพาะปัสสาวะก็มีบทบาทสำคัญ บางคนดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ในขณะที่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น
สาเหตุของ ปัสสาวะบ่อย เกิดจากอะไร?

ภาวะภาวะนี้นี้อาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อการทำงานและความมั่นใจของผู้ป่วย อาจทำให้รู้สึกอับอาย เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ความดันโลหิต และหัวใจ
การภาวะนี้ทั้งกลางวันและกลางคืนสามารถเกิดได้จากสองสาเหตุหลักดังนี้:
สาเหตุจากภาวะทางการแพทย์
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI): เกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะ
- ภาวะไตวายเรื้อรัง: ในระยะเริ่มต้นของไตวายเรื้อรัง อาจเกิดภาวะที่ไตไม่สามารถทำให้ปัสสาวะเข้มข้นได้ตามปกติ ทำให้มีอาการปัสสาวะกลางคืน ภาวะนี้ มีฟองในปัสสาวะ ตัวบวม ปัสสาวะน้อย ผิวซีด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และร่างกายทรุดโทรม
- นิ่วในไตและสิ่งแปลกปลอมในทางเดินปัสสาวะ: การมีนิ่วหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ไปเสียดสีกระเพาะปัสสาวะส่วนคอ ทำให้เกิดอาการภาวะนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหลัง ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะแสบขัด และอาจมีเลือดปนในปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย
- โรคเบาหวาน: สัญญาณเริ่มต้นของเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 คือการภาวะนี้ นอกจากนี้ การภาวะนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อโรคเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อนกระทบต่อระบบประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
- โรคหลอดเลือดสมองและโรคทางระบบประสาท: ความเสียหายของเส้นประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะอาจนำไปสู่ความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ภาวะนี้และปัสสาวะกะทันหัน
- มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ: เนื้องอกที่เติบโตขึ้นจะกดทับหรือทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้มีอาการภาวะนี้
- ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง (Interstitial cystitis) ก็อาจเป็นสาเหตุของการภาวะนี้ได้เช่นกัน
สาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรค
- กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder – OAB): เป็นสาเหตุหลักของการภาวะนี้ในทุกช่วงวัย กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานมากเกินไป ทำให้ภาวะนี้ครั้งโดยไม่รู้สึกปวดแสบขัด พบบ่อยในสตรีที่เคยคลอดบุตรหลายครั้ง ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอ และสตรีวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
- การตั้งครรภ์: ฮอร์โมนที่รกผลิตออกมาและการขยายตัวของมดลูกเพื่อรองรับทารกจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้สตรีมีครรภ์ภาวะนี้ขึ้น
- อายุ: การทำงานของไตจะเสื่อมลงตามวัย
- พฤติกรรมการกินและดื่ม: การดื่มน้ำมากเกินไป การทานอาหารที่มีน้ำซุปในตอนเย็น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการภาวะนี้ตอนกลางคืน
- การใช้ยาขับปัสสาวะ: ยาขับปัสสาวะที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคบวมน้ำจากภาวะหัวใจวาย ไตวาย หรือตับแข็ง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาวะนี้
- ปัจจัยทางจิตใจ: ภาวะตึงเครียด วิตกกังวล และการนอนไม่หลับ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการภาวะนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน
อาการที่บ่งชี้ว่าคุณมี ปัสสาวะบ่อย
บุคคลจะถูกจัดว่ามีภาวะนี้ หากปริมาณปัสสาวะเกิน 2.5 ลิตรใน 24 ชั่วโมง หรือมีความถี่ในการภาวะนี้ครั้งในหนึ่งวัน อาการอื่นๆ ที่อาจมาพร้อมกับการภาวะนี้ ได้แก่:
- ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะเป็นช่วงๆ มีน้ำปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะหลังจากปัสสาวะเสร็จ
- ปัสสาวะกระปริบกระปรอย: คุณรู้สึกไม่สบายเหมือนมีแรงกดที่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณต้องการปัสสาวะทันที
- ปัสสาวะเล็ด: ผู้ป่วยอาจไม่สามารถควบคุมการไหลของปัสสาวะได้ ทำให้ปัสสาวะรั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่องหรือเป็นครั้งคราว
- ปวดหรือแสบขัดขณะปัสสาวะ: มีความรู้สึกเจ็บปวดหรือร้อนผ่าวขณะหรือหลังการปัสสาวะ
- ปัสสาวะเป็นเลือด: อาจมีเลือดปนออกมาเล็กน้อย (ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดแบบไมโครสโคปิก) หรือมีเลือดออกมากถึงขนาดเห็นลิ่มเลือด
- ปัสสาวะกลางคืนพร้อมกับปัสสาวะเล็ด เช่น ปัสสาวะรดที่นอน
- ปัสสาวะหยด: หลังจากปัสสาวะเสร็จสิ้น น้ำปัสสาวะยังคงหยดหรือไหลออกมา ความรู้สึกตึงหนักเมื่อเริ่มปัสสาวะ
วิธีบรรเทาและดูแลภาวะปัสสาวะบ่อย

เพื่อช่วยปรับปรุงและลดอาการภาวะนี้ ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้:
ควรจำกัดการดื่มน้ำมากในช่วงเย็น เพื่อลดการปัสสาวะตอนกลางคืน แต่ให้แบ่งปริมาณน้ำที่ดื่มไปดื่มให้มากขึ้นในช่วงกลางวัน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้คุณภาวะนี้ขึ้น
จำกัดหรือลดการดื่มชาและกาแฟ เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงปัญหาภาวะนี้ที่ไม่สามารถควบคุมได้
จำกัดอาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เช่น น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว มะเขือเทศ หรืออาหารหมักดอง เพราะอาจระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะทำให้คุณต้องภาวะนี้ขึ้น
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดแก๊ส เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ทำให้ภาวะนี้
อาหารรสจัดและหวานจัดก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เมื่อต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคใดๆ คุณควรแจ้งแพทย์ เพื่อให้แพทย์หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะกับคุณ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาและรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของการภาวะนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ
สุดท้ายนี้ หากการภาวะนี้มีสาเหตุมาจากโรค ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุของโรค เช่น การใช้ยา anticholinergic ที่ช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยลดภาวะภาวะนี้หรือการควบคุมกระเพาะปัสสาวะไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
การปัสสาวะบ่อยเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป การภาวะนี้อาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น การดื่มน้ำมากไป การดื่มชา/กาแฟ หรือความเครียด อย่างไรก็ตาม ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะสุขภาพที่ต้องได้รับการรักษา เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคเบาหวาน หรือภาวะไตวาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง
อาหารและเครื่องดื่มมีผลต่อการปัสสาวะบ่อยหรือไม่?
มีผลอย่างมาก เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มอัดแก๊ส รวมถึงอาหารรสเปรี้ยวจัดหรือเผ็ดจัด สามารถกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะและทำให้ภาวะนี้ขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและดื่มจึงเป็นส่วนสำคัญในการบรรเทาอาการ
เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์สำหรับอาการปัสสาวะบ่อย?
คุณควรไปพบแพทย์หากอาการภาวะนี้รบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดแสบขัด ปัสสาวะมีเลือดปน ปวดหลัง มีไข้ หรือรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด
ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ
