โรคเริม (HSV) คืออะไร? 5 อาการที่สังเกตได้และวิธีป้องกัน

โรคเริม เป็นภาวะติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส Herpes ซึ่งเป็นตระกูลของไวรัสขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังและส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้ การติดเชื้อเริมมีการแพร่กระจายสูงมาก ด้วยเหตุนี้ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด การจูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสชนิดนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองและผู้อื่น.

ไวรัส Herpes Simplex (HSV) คืออะไร?

ไวรัส Herpes เป็นตระกูลของไวรัสขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการเพิ่มจำนวนตัวเองเมื่อเข้าจู่โจมเซลล์ของร่างกาย ไวรัสชนิดนี้มักก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณดวงตา ลิ้น คอ ริมฝีปาก อวัยวะเพศ และส่วนอื่นๆ ภายในร่างกาย เมื่อไวรัส Herpes เข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน จะกระตุ้นให้เกิดอาการ
ติดเชื้อที่ผิวหนัง มีแผลพุพอง หรือทำลายโครงสร้างของเซลล์ได้

ไวรัส Herpes simplex (HSV) สามารถทำให้เกิดโรคได้กับคนทุกเพศทุกวัย อย่างไรก็ตาม ไวรัสชนิดนี้อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงในกลุ่มทารกแรกเกิด และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงถึงชีวิตได้ด้วย ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับไวรัส Herpes ได้แก่:

  • Herpes simplex virus จัดอยู่ในตระกูล Herpesviridae
  • Herpes simplex virus (HSV) หรือ Human herpes virus (HHV) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ได้แก่ Alpha herpes virinae, Beta herpes virinae และ Gamma herpes virinae
ตุ่มน้ำพุพองที่อวัยวะเพศซึ่งเกิดจากไวรัส HSV

การแพร่กระจายของไวรัสเริม

วิธีการแพร่เชื้อของไวรัส HSV มีดังนี้:

  • HSV-1 สามารถแพร่เชื้อได้ผ่าน: การใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกัน; การจูบ; การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน; การสัมผัสสารคัดหลั่งจากแผลพุพองของผู้ป่วย หรืออาจติดเชื้อ
    เริมที่อวัยวะเพศ จาก HSV-1 หากมีเพศสัมพันธ์ทางปากขณะมีแผล.
  • HSV-2 มีช่องทางการแพร่เชื้อหลักคือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ HSV-2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี: การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัยหรือวิธีป้องกันอื่นๆ; การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย; การมีคู่นอนหลายคน; เพศหญิงมีแนวโน้มติดเชื้อง่ายกว่าเพศชาย; ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อ
    ทางเพศสัมพันธ์ อื่นๆ หรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ.

โรคและภาวะที่เกิดจากไวรัส Herpes Simplex (HSV)

ไวรัส Herpes simplex (HSV) สามารถก่อให้เกิดโรคหลายชนิด ตัวอย่างเช่น:

เริมที่อวัยวะเพศ: เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากไวรัส Herpes Simplex ประเภท 1 หรือ 2 ไวรัสทั้งสองชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อเมือก ซึ่งมักพบในบริเวณจมูก ปาก และอวัยวะเพศ โรคนี้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นผ่านทางน้ำลาย อสุจิ และสารคัดหลั่งจากช่องคลอด ไวรัสสามารถทำให้เกิดตุ่มน้ำพุพองบริเวณอวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ ช่องคลอด ทวารหนัก ปาก และริมฝีปาก.

ไวรัส Herpes Simplex 1 ที่เป็นสาเหตุของเริมที่อวัยวะเพศ

เริมแต่กำเนิด: ภาวะนี้พบไม่บ่อยนัก แต่เกิดขึ้นเมื่อทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัส Herpes ขณะอยู่ในครรภ์มารดา การติดเชื้อนี้อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ผิวหนังทั่วร่างกายในทารก ความเสียหายต่อสมอง หายใจลำบาก อาการชัก และความผิดปกติของไตและตับ การรักษาจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดอาการเท่านั้น แต่ไวรัส Herpes จะยังคงอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต.

เยื่อหุ้มกระจกตาอักเสบจากเริม: เกิดจากการกำเริบของไวรัส Herpes ที่เคยติดเชื้อมาก่อน การติดเชื้ออาจเกิดขึ้นที่ส่วนอื่นของร่างกาย แล้วเดินทางผ่านเส้นประสาทมายังกระจกตา อาการรวมถึงกระจกตาบวม เปลือกตาบวม และมีรอยโรคเล็กๆ เช่น อาการคันตาและกระจกตา.

ภาวะติดเชื้อโมโนนิวคลีโอซิส: โรคนี้เกิดจากไวรัส Epstein-Barr (EBV) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไวรัส Herpes เช่นกัน มักพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว อาการได้แก่ ไข้ เจ็บคอ และต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม.

อาการทั่วไปของโรคเริม

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเริมอาจมีอาการหลากหลาย ดังนี้:

  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และมีภาวะต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงบวม
  • ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนหรือรู้สึกชาบริเวณที่จะเกิดตุ่มน้ำ ก่อนที่ตุ่มจะปรากฏขึ้นประมาณ 1-2 วัน
  • ตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวฟ่างหรือเมล็ดงา มีรอยบุ๋มตรงกลาง ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มเหมือนพวงองุ่น เมื่อตุ่มน้ำแตกออกจะกลายเป็นแผลถลอกแล้วมีสะเก็ดตามมาภายใน 7-10 วัน

การป้องกันการติดเชื้อไวรัส Herpes

เพื่อป้องกันโรคและภาวะที่เกิดจากไวรัส Herpes ทุกคนควรปฏิบัติตนอย่างกระตือรือร้น ดังนี้:

การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเริมที่อวัยวะเพศ
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย: การมีเพศสัมพันธ์ที่รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อคู่ครองคนเดียวจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ควรใช้มาตรการป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ.
  • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน: สิ่งของเหล่านี้ เช่น ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน หรือภาชนะรับประทานอาหาร อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคหลายชนิด รวมถึงไวรัส Herpes ที่อาจก่อให้เกิดโรคติดเชื้อได้.
  • รักษาสุขอนามัยที่ดี: ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ และใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่คับแน่นหรือชุดชั้นในที่อับชื้น เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ.
  • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้.
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อตรวจหาโรคและรับการรักษาอย่างทันท่วงที หากตรวจพบการติดเชื้อ.
  • สำหรับผู้ติดเชื้อ HSV-2: ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศทุกชนิดในช่วงที่อาการกำเริบ หากผู้ป่วยไม่มีอาการแต่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ควรใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่แม้จะใช้ถุงยางอนามัย ไวรัสก็ยังสามารถแพร่ไปสู่คู่นอนได้จากบริเวณผิวหนังที่ไม่ได้รับการปกป้อง.
  • สตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อ: หากกำลังตั้งครรภ์และติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อหาแนวทางป้องกันการแพร่เชื้อไปยังทารกในครรภ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเริมแต่กำเนิดได้.

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: โรคเริมคืออะไร?

คำตอบ: โรคเริมคือภาวะติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อย เกิดจากไวรัส Herpes simplex (HSV) มักทำให้เกิดตุ่มน้ำหรือแผลพุพองที่ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณปาก (เริมที่ริมฝีปาก) หรือที่อวัยวะเพศ ไวรัสนี้สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายและกลับมากำเริบได้เป็นระยะ.

คำถาม: โรคเริมติดต่อได้อย่างไร?

คำตอบ: HSV-1 มักแพร่กระจายผ่านการสัมผัสที่ไม่ใช่ทางเพศ เช่น การจูบ หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ในขณะที่ HSV-2 ส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสกับตุ่มน้ำหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อไวรัสสามารถทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้.

คำถาม: โรคเริมรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

คำตอบ: ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคเริมให้หายขาดได้ เมื่อติดเชื้อแล้ว ไวรัสจะคงอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัสสามารถช่วยจัดการอาการ ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบของโรค และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้.

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง