โรค มือเท้าปาก: สัญญาณเตือนและวิธีป้องกันในฤดูร้อน

ในช่วงฤดูฝนและสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทยนั้น โรค มือเท้าปาก มักแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถก่อให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การเรียนรู้สัญญาณเตือนและการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครองทุกคนเพื่อ รับมือฤดูฝน และการแพร่ระบาดของโรค

โรค มือเท้าปาก คืออะไร?

โรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ Coxsackie A16 และ Enterovirus type 71 (EV71) ไวรัส Coxsackie A16 มักก่อให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรงและมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน โดยไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท

ในทางกลับกัน เชื้อไวรัส Enterovirus type 71 (EV71) เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายกว่ามาก เพราะสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีไวรัสกลุ่ม Coxsackie A อื่นๆ (เช่น A4-A7, A9, A10) หรือไวรัส Coxsackie กลุ่ม B (B1-B3, B5) ที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้เช่นกัน

สาเหตุและช่องทางการแพร่กระจายของโรค

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของภาวะนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยหลักแล้วเป็นการติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง ผ่านทางปากจากสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วย เด็กที่ติดเชื้อมักจะแพร่กระจายเชื้อได้มากที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ซึ่งเป็นช่วงระยะฟักตัวและระยะเริ่มต้นของอาการ

อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสยังคงสามารถพบได้ในอุจจาระและน้ำลายของผู้ป่วยได้นานหลายสัปดาห์หลังจากอาการหายดีแล้ว ทำให้ช่วงเวลาการแพร่เชื้อสามารถยาวนานได้หลายสัปดาห์ ผู้ปกครองจึงควรเข้าใจถึงช่องทางการแพร่เชื้อเพื่อการป้องกันที่ถูกต้อง

ช่องทางการแพร่เชื้อที่สำคัญ:

  • การสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ
  • การหายใจหรือกลืนกินละอองสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก จากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะใกล้ชิด
  • การสัมผัสโดยตรงกับของเหลวจากตุ่มน้ำใส แผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย
  • การที่เด็กนำมือไปจับของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย แล้วนำเข้าปาก
  • การแพร่เชื้อผ่านมือของผู้ดูแลเด็กที่ไม่สะอาด หลังจากสัมผัสกับผู้ป่วยหรือสิ่งปนเปื้อน

เนื่องจากวิธีการแพร่เชื้อที่รวดเร็วนี้เอง ทำให้การระบาดของโรคเป็นวงกว้างได้ง่าย หากเด็กคนใดคนหนึ่งป่วยในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก และไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ เด็กคนอื่นๆ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ตลอดเวลา

อาการของ โรค มือเท้าปาก ในแต่ละระยะ

โรคนี้มักมีไข้ เจ็บคอ และมีผื่นตุ่มน้ำเป็นลักษณะเด่น อาการของภาวะนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละระยะ ดังนี้

ระยะฟักตัว:

  • ใช้เวลาประมาณ 3-6 วัน โดยที่เด็กอาจยังไม่มีอาการใดๆ ให้เห็นชัดเจน

ระยะเริ่มต้น:

อาการมักจะเริ่มสังเกตได้ง่ายขึ้นในระยะนี้:

  • มีไข้ อ่อนเพลีย โดยอาจมีไข้ต่ำ (37.5-38 องศาเซลเซียส) หรือไข้สูง (38-39 องศาเซลเซียส)
  • เจ็บคอ
  • มีอาการระคายเคืองและเจ็บปวดในช่องปากและเหงือก
  • น้ำลายไหลมากผิดปกติ
  • เบื่ออาหาร
  • อาจมีอาการท้องเสีย 2-3 ครั้งต่อวัน
ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ร่วมกับเจ็บคอและอาการอื่นๆ

ระยะที่มีอาการชัดเจน:

มักจะเริ่มหลังจาก 1-2 วัน นับจากระยะเริ่มต้น โดยเด็กจะแสดงอาการที่ชัดเจนของโรค:

  • มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หัวเข่า และก้น ตุ่มน้ำเหล่านี้มีขนาด 2-10 มม. มีสีเทาอมขาว รูปไข่ อาจนูนขึ้นมาหรือซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่านูนแข็ง แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคัน
  • แผลในปาก: มีตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มม. เกิดขึ้นที่เยื่อบุแก้ม เหงือก และลิ้น ตุ่มน้ำเหล่านี้แตกง่าย ทำให้เกิดเป็นแผล ซึ่งทำให้เด็กเจ็บปวดขณะรับประทานอาหารและร้องไห้งอแงได้
  • อาจมีผื่นหรือแผลพุพองเกิดขึ้นบริเวณก้นของทารกและเด็กเล็ก
  • อาการทั่วไปของร่างกาย: ในกรณีรุนแรง อาจมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น สับสน ซึมลง ชัก หัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจลำบาก ผิวหนังลายเป็นจ้ำ
  • ในบางราย อาจพบตุ่มน้ำน้อยมากหรือมีเพียงผื่นแดงสลับกับตุ่มน้ำเล็กน้อย หรือบางกรณีอาจมีเพียงแผลในปากเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ภาพแสดงเชื้อไวรัส Enterovirus 71

หากอาการไม่รุนแรง และได้รับการดูแลที่บ้านอย่างเหมาะสม เด็กส่วนใหญ่มักจะฟื้นตัวเต็มที่ภายใน 7-10 วัน อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานกว่า 48 ชั่วโมง ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น อาเจียน มือเท้าสั่น ชัก หัวใจเต้นเร็ว หายใจลำบาก หรือผิวหนังลาย ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที

หลังจากการหายป่วย เด็กจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคในครั้งนั้น แต่จากการศึกษาพบว่า เด็กสามารถเป็นโรคนี้ซ้ำได้หลายครั้ง เนื่องจากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน

การป้องกันและควบคุมโรค

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ที่ใช้งานได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของภาวะนี้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้:

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำเปล่าเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม ก่อนป้อนอาหารให้เด็ก และหลังการใช้ห้องน้ำ
  • ล้างมือทันทีหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก และหลังจากสัมผัสกับตุ่มน้ำหรือแผลของผู้ป่วย
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น รวมถึงของใช้ต่างๆ ในบ้าน ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการกอด จูบ หรือใช้เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวร่วมกับเด็กที่ป่วย
  • เมื่อเด็กป่วย ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น โรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
  • สอนให้เด็กปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูหรือแขนเสื้อเมื่อไอหรือจาม แล้วทิ้งกระดาษทิชชูลงถังขยะทันที
  • ดูแลเรื่องโภชนาการ ให้เด็กได้รับอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอ ชดเชยน้ำในร่างกายอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่ ควรให้ลูกดูดนมบ่อยครั้งขึ้น
  • สำหรับเด็กโต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เจ็บปวดในช่องปาก เช่น อาหารร้อนจัด หรืออาหารแข็งและเคี้ยวยาก ควรเลือกอาหารอ่อนๆ อุณหภูมิปกติ ย่อยง่าย เช่น โจ๊กเหลว นม นมพืช หรือผลไม้บดละเอียด หากเด็กปฏิเสธอาหาร ไม่ควรบังคับ แต่ให้ดื่มนมหรือทานโยเกิร์ตแทน ผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กในระหว่างการรักษา
  • ดูแลสุขอนามัยผิวของเด็ก เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยการอาบน้ำให้เด็กด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ เป็นประจำ
เด็กที่มีอาการของโรคนี้ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สิ่งสำคัญคือการติดตามอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังและรับมือกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ หากเด็กมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ซึมลง ไม่รู้สึกตัว ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แม้ว่าภาวะนี้ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน และไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง แต่การตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: โรค มือเท้าปาก สามารถเป็นซ้ำได้หรือไม่?

คำตอบ: ได้ เด็กสามารถเป็นโรคนี้ซ้ำได้หลายครั้ง เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ เมื่อหายจากสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้นๆ แต่ยังคงสามารถติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้

คำถาม: ควรพาเด็กไปพบแพทย์เมื่อใด หากสงสัยว่าเป็น โรค มือเท้าปาก?

คำตอบ: ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนานเกิน 48 ชั่วโมง อาเจียน ซึมลง มือเท้าสั่นผิดปกติ ชัก หายใจลำบาก หรือมีผิวหนังลายเป็นจ้ำ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

คำถาม: มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรค มือเท้าปากหรือไม่?

คำตอบ: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันภาวะนี้ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศไทย การป้องกันโรคจึงเน้นไปที่การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากอาการรุนแรงขึ้น อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลเบื้องต้น มีไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อ่อนแรงผิดปกติ ขาดน้ำ มีเลือดออก หรือมีอาการที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลอ้างอิงหลักจากหน่วยงานและแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

หมายเหตุด้านสุขภาพบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
กระบวนการบรรณาธิการเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย
อ่านอย่างปลอดภัยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ หากมีอาการรุนแรง อาการฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
WHO / CDC / NHS / Mayo Clinicเนื้อหาบน Sabaidee Thai จัดทำและตรวจทานตามกระบวนการบรรณาธิการ โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เปิดเผยและน่าเชื่อถือ พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง